ศัตรูของคำว่า "ดี" คือคำว่า "ดีกว่า"... รู้จักคำว่า "พอ" เพื่อไปต่อ เรากำลังเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของการเดินทางแล้ว เราผลักดันตัวเองอย่างหนัก เราสร้างวินัย เราทำทุกอย่างเพื่อให้เป็นเวอร์ชันที่ดีขึ้น แต่ในความกระหายที่จะเติบโตนั้น... มันมี "ปีศาจ" ตัวหนึ่งซ่อนอยู่ ปีศาจตัวนี้หน้าตาเหมือนนางฟ้า มันพูดจาไพเราะ หวังดี และคอยกระซิบข้างหูเราตลอดเวลาว่า "งานนี้ดีแล้วนะ... แต่ถ้าแก้ตรงนั้นอีกนิด น่าจะ 'ดีกว่านี้'" "ชีวิตตอนนี้ก็โอเค... แต่ถ้ามีเงินอีกสักล้าน น่าจะ 'ดีกว่านี้'" "หุ่นแบบนี้ก็ฟิตแล้ว... แต่ถ้าลีนลงอีกนิด น่าจะ 'ดีกว่านี้'" คำว่า "ดีกว่านี้" (Better) ฟังดูเหมือนเป็นคำของคนที่มี Growth Mindset ใช่ไหมครับ? แต่ในเกมยาว (The Long Game)... "ดีกว่านี้" อาจเป็นยาพิษครับ เพราะมันคือเส้นชัยที่ไม่มีวันไปถึง มันคือการวิ่งไล่ตามเงาตัวเอง ยิ่งวิ่งเร็ว เงาก็ยิ่งหนีห่าง Voltaire นักปรัชญาชาวฝรั่งเศส เคยกล่าวประโยคทองคำไว้ว่า "The perfect is the enemy of the good." (ความสมบูรณ์แบบ คือศัตรูของความดี) วันนี้เราจะมาเรียนรู้วิชา "ศาสตร์แห่งความพอดี" (The Science of Good Enough) และทำความเข้าใจใหม่กับแนวคิด "Good to Great" เพื่อไม่ให้เราหลงทางวิ่งจนขาดใจตาย
กฎการลดน้อยถอยลง (Law of Diminishing Returns) ในทางเศรษฐศาสตร์ มีกฎข้อหนึ่งที่อธิบายเรื่องนี้ได้ดีที่สุด นั่นคือ Law of Diminishing Returns ลองดูการทำงานของกราฟนี้นะครับ • ช่วงแรก (0-80%): เราใส่แรงเข้าไป 20% -> ผลลัพธ์พุ่งขึ้นไป 80% (คุ้มค่ามาก) • ช่วงกลาง (80-90%): เราต้องใส่แรงเพิ่มอีก 50% -> เพื่อให้งานดีขึ้นอีกแค่นิดเดียว • ช่วงท้าย (90-100%): เราต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจที่เหลือทั้งหมด (100%) -> เพื่อรีดเค้นความสมบูรณ์แบบออกมาอีกแค่ 1-2% สุดท้าย ปีศาจ "ดีกว่านี้" จะหลอกให้เราติดอยู่ใน ช่วงท้าย ครับ • เราแก้งานพรีเซนต์วนไปวนมา 5 ชั่วโมง เพียงเพื่อเปลี่ยนฟอนต์ให้สวยขึ้น (คนดูแทบไม่รู้เรื่อง) • เราอัดคลิปใหม่ 10 รอบ เพียงเพราะพูดตะกุกตะกักนิดเดียว (คนดูไม่ได้สนใจ) ในระยะยาว... การทุ่มเทพลังงานมหาศาลแลกกับผลลัพธ์อันน้อยนิด คือ "การลงทุนที่ขาดทุน" มันทำให้เราหมดแรง (Burnout) และไม่มีพลังเหลือไปทำโปรเจกต์อื่นที่สำคัญกว่า
Good to Great: เหรียญสองด้านที่ต้องเข้าใจ ถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะแย้งว่า "เดี๋ยวนะ... แล้วหนังสือ Good to Great ของ Jim Collins ล่ะ? เขาบอกว่า 'Good is the enemy of Great' (ดีแล้ว คือศัตรูของความยอดเยี่ยม) ไม่ใช่เหรอ? ถ้าเรายอมรับแค่ 'Good' เราก็เป็นได้แค่คนธรรมดาสิ?" นี่คือจุดที่คนส่วนใหญ่ "เข้าใจผิด" และนำไปใช้อย่างผิดๆ จนชีวิตพังครับ Jim Collins ไม่ได้บอกให้เราทำ "ทุกอย่าง" ให้ Great แต่เขาเสนอแนวคิดเรื่อง "The Hedgehog Concept" (แนวคิดเม่น) คือการค้นหา "สิ่งเดียว" ที่เราเก่งที่สุด หลงใหลที่สุด และทำเงินได้มากที่สุด แล้วทุ่มเททรัพยากรทั้งหมดเพื่อทำให้สิ่งนั้น "Great" (ยอดเยี่ยม) ความลับคือ: เพื่อที่จะทำให้สิ่งสำคัญที่สุด Great ได้... เราต้องยอมให้สิ่งอื่นๆ เป็นแค่ Good (หรือแม้แต่ Bad) ครับ • Steve Jobs: ต้องการสร้าง iPhone ให้ Great -> เขาจึงต้องยอมใส่เสื้อคอเต่าสีดำทุกวัน (เรื่องแต่งตัวเอาแค่ Good Enough พอ ไม่ต้องเสียเวลาเลือก) • นักกีฬาโอลิมปิก: ต้องการเหรียญทอง (Great) -> เขาจึงอาจจะไม่ได้ไปปาร์ตี้กับเพื่อน หรือไม่ได้เก่งวิชาเลข (เรื่องอื่นเอาแค่พอผ่าน) กับดัก "ดีกว่านี้" เกิดขึ้นเมื่อเราพยายามจะ Great ในทุกเรื่อง เราอยากเป็น CEO ที่ Great, พ่อที่ Great, หุ่นที่ Great, บ้านที่ Great สุดท้ายเราจะหมดแรงตาย และไม่ได้ดีสักอย่าง สรุป: จงใช้ Good to Great กับเป้าหมายหลักเพียง 1 อย่าง และจงใช้ Good Enough กับอีก 99 อย่างที่เหลือในชีวิต นี่คือการบริหารทรัพยากรของคนฉลาด (Street Smart)
Maximizers vs. satisfiers: คุณเป็นคนประเภทไหน? นักจิตวิทยา Herbert Simon แบ่งมนุษย์ออกเป็น 2 ประเภท
- Maximizers (นักหาจุดสูงสุด) คนพวกนี้ต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดเท่านั้น o จะซื้อหูฟังที หาข้อมูล 3 เดือน เทียบสเปกทุกรุ่น o จะเลือกหนังดูใน Netflix ใช้เวลาเลือก 1 ชั่วโมง (ดูรีวิวแล้วรีวิวอีก) o ผลลัพธ์: แม้จะได้ของดี แต่พวกเขาจะมีความสุขน้อยกว่า และเครียดกว่า เพราะมัวแต่กังวลว่า "ฉันเลือกพลาดหรือเปล่า?"
- Satisfiers (นักหาความพึงพอใจ) คนพวกนี้มีมาตรฐานในใจ (Standard) พอเจอสิ่งที่ผ่านเกณฑ์ปุ๊บ -> เลือกเลย! o จะซื้อหูฟัง -> เสียงดี ใส่สบาย ราคาอยู่ในงบ -> จบ ซื้อเลย! o ผลลัพธ์: ประหยัดเวลาสมอง และมีความสุขกับสิ่งที่เลือกมากกว่า เพื่อนๆ ครับ... ถ้าอยากยืนระยะให้ยาว จงฝึกเป็น Satisfier โลกนี้มีตัวเลือกเป็นล้าน ถ้าคุณมัวแต่หา "Best Option" ในทุกเรื่อง... ชีวิตคุณจะจบลงด้วยการไม่ได้เลือกอะไรเลย
ความธรรมดาเชิงกลยุทธ์ (Strategic Mediocrity) การบอกว่า "แค่นี้ก็พอแล้ว" ไม่ได้แปลว่าเราขี้เกียจ แต่มันคือ "กลยุทธ์" เราต้องเลือก "ทิ้ง" บางวิชาให้ได้เกรด B หรือ C บ้าง เพื่อเอาแรงไปทุ่มกับวิชาที่สำคัญจริงๆ จงถามตัวเองครับ "เรื่องไหนในชีวิตที่เราต้อง Great? ... และเรื่องไหนที่เราอนุญาตให้ตัวเอง 'ห่วย' ได้?" การยอมรับความห่วยในบางเรื่อง คือกุญแจสู่ความเป็นเลิศในเรื่องที่สำคัญ ถ้าคุณพยายามจะ Perfect ทุกอย่าง คุณคือคนโลภที่กำลังจะสูญเสียทุกอย่าง
Wabi-Sabi: ความงามของความไม่สมบูรณ์ ชาวญี่ปุ่นมีปรัชญาที่ชื่อว่า Wabi-Sabi (วะบิ-ซะบิ) คือการมองเห็นความงามในความไม่สมบูรณ์แบบ ความไม่คงทน และความไม่เสร็จสมบูรณ์ ถ้วยชาที่บิ่นแล้วถูกซ่อมด้วยทอง (Kintsugi) กลับมีค่ามากกว่าถ้วยชาใบใหม่ เพราะร่องรอยนั้นคือ "เรื่องราว" (Story) งานของเราก็เหมือนกัน • บทความที่มีคำผิดบ้าง... คือบทความของมนุษย์ ไม่ใช่ AI • ธุรกิจที่ขลุกขลักบ้างในช่วงแรก... คือหลักฐานของการเติบโต เลิกพยายามลบรอยตำหนิ แต่จงโอบกอดมัน เพราะ "ความสมบูรณ์แบบ คือความน่าเบื่อ" ไม่มีใครหลงรักหุ่นยนต์ที่ไร้ที่ติ ผู้คนหลงรักมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อเหมือนกับเขา
บทสรุป: ดีกว่านี้... ไม่มีอยู่จริง สิ่งที่อยู่ตรงหน้าเราตอนนี้ งานที่เราทำ คนรักที่เรามี ร่างกายที่เราอาศัยอยู่ มันอาจจะไม่สมบูรณ์แบบ 100% แต่มัน "ดีพอ" แล้วที่จะทำให้คุณมีความสุขและก้าวต่อไปได้ อย่าปล่อยให้คำว่า "ดีกว่านี้" มาขโมยความสุขใน "ตอนนี้" ไป อนาคตที่ดีกว่า จะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อเรายอมรับและขอบคุณปัจจุบัน หยุดขัดเงา... แล้วส่งงานออกไป (เพื่อให้มัน Great ในสายตาลูกค้า ไม่ใช่สายตาเรา) หยุดเปรียบเทียบ... แล้วภูมิใจในสิ่งที่มี จงเลือก Great แค่หนึ่งอย่าง... แล้วปล่อยให้ที่เหลือ Good Enough
Comments