ความลับของเงิน: มันจะไหลไปหาคนที่ "แก้ปัญหา" ให้คนอื่นได้มากที่สุด เมื่อวานเราคุยกันเรื่อง "ทรัพย์สิน" (Asset) ไปแล้ว วันนี้เราจะมาเจาะลึกถึง "ต้นกำเนิด" ของทรัพย์สินและเงินทองทั้งปวง หลายคนมีความเชื่อฝังหัวว่า "คนรวยคือคนโลภ" "คนรวยคือคนหน้าเลือด ที่เอาเปรียบคนอื่น" "ถ้าอยากรวย ต้องกอบโกย ต้องงก ต้องเห็นแก่ตัว" เพื่อนๆ ครับ... ถ้าเรายังมีความเชื่อแบบนี้อยู่ในหัว ผมขอฟันธงเลยว่า "ชาตินี้คุณไม่มีวันรวย" เพราะเรากำลังเกลียดในสิ่งที่เราอยากเป็น และเรากำลังเข้าใจกลไกของโลกผิดไปอย่างมหันต์ ความจริงที่โหดร้าย (แต่สวยงาม) ของโลกทุนนิยมคือ "คนรวยที่สุดในโลก คือคนที่ 'ช่วยเหลือ' ผู้คนได้มากที่สุดในโลก" เงินไม่ใช่ปีศาจ... แต่เงินคือ "ใบเสร็จรับเงิน" ที่โลกออกให้เรา เพื่อยืนยันว่า "ขอบคุณนะ ที่คุณช่วยแก้ปัญหาให้พวกเรา"
กฎแห่งการแลกเปลี่ยน: คุณค่ามาก่อน เงินตามมาทีหลัง ลองมองไปที่ Elon Musk สิครับ เขาไม่ได้รวยเพราะเขาไปปล้นธนาคาร หรือโกงใครมา เขารวยมหาศาล เพราะเขาช่วยแก้ปัญหาเรื่อง "พลังงานสะอาด" (Tesla) และ "การขนส่งอวกาศ" (SpaceX) ให้กับมนุษยชาติ คนทั้งโลกยอมจ่ายเงินให้เขา เพราะสินค้าของเขาทำให้ชีวิตคนดีขึ้น คราวนี้มองไปที่ คุณคมสันต์ แซ่ลี (Flash Express) สิครับ เด็กดอยที่สร้างธุรกิจยูนิคอร์นตัวแรกของไทยได้... เขารวยเพราะอะไร? เพราะเขาเข้ามาแก้ปัญหาที่คนไทยบ่นกันทั้งประเทศ คือ "ค่าส่งแพง ส่งช้า และวันอาทิตย์ขนส่งหยุด" เขาทุบหม้อข้าวด้วยการเปิดบริการ 365 วัน ไม่มีวันหยุด และรับของถึงหน้าบ้านฟรี ในราคาที่ถูกจนคู่แข่งช็อก เขา "ให้" ความสะดวกและราคาที่ยุติธรรมกับลูกค้าก่อน... นักลงทุนจึง "ให้" ความมั่งคั่งแก่เขาเป็นการตอบแทน
นี่คือกฎเหล็กครับ: "Money follows Value" (เงินจะวิ่งตามคุณค่าเสมอ) ถ้าเราวิ่งไล่ตามเงิน... เงินจะหนีเราเหมือนเงา แต่ถ้าเราวิ่งไล่ตามการ "สร้างคุณค่า" (แก้ปัญหาให้คนอื่น)... เงินจะวิ่งไล่ตามเราจนเราหนีไม่พ้น
ปรัชญา "ผู้ให้ที่เห็นแก่ตัว" (The Selfish Giver) Adam Smith บิดาแห่งเศรษฐศาสตร์ เคยกล่าวประโยคทองคำไว้ว่า "เราไม่ได้มีอาหารเย็นกิน เพราะความเมตตาของคนขายเนื้อ หรือคนทำขนมปัง... แต่เพราะพวกเขานึกถึง 'ผลประโยชน์ของตัวเขาเอง'" ฟังดูเหมือนคนเห็นแก่ตัวใช่ไหมครับ? แต่นี่คือความงดงามของระบบ Win-Win ครับ แนวคิด "Selfish Giver" (ผู้ให้ที่เห็นแก่ตัว) คือ "ฉันรู้ว่า ถ้าฉันอยากรวย (เพื่อตัวฉันเอง)... ฉันต้องทำให้ชีวิตของแกดีขึ้นก่อน" • ฉันอยากได้เงินจากแก -> ฉันจึงต้องทำก๋วยเตี๋ยวให้อร่อยที่สุด เพื่อให้แกยอมควักเงินจ่าย • ฉันอยากได้เลื่อนขั้น -> ฉันจึงต้องทำงานให้เจ้านายสบายขึ้น เพื่อให้เขาเห็นค่า • ฉันอยากเป็น Youtuber ดัง -> ฉันจึงต้องทำคลิปที่มีประโยชน์หรือตลก เพื่อให้แกยอมกด Subscribe คนที่ "เห็นแก่ตัวแบบโง่ๆ" (Stupid Selfish) คือคนที่พยายามจะเอาเปรียบ โกง หรือขโมย... ซึ่งสุดท้ายจะไม่มีใครคบและจนลง แต่คนที่ "เห็นแก่ตัวแบบฉลาดๆ" (Smart Selfish / Selfish Giver) คือคนที่ทุ่มเท "ให้" อย่างบ้าคลั่ง เพราะเขารู้ว่า ยิ่งให้มากเท่าไหร่ ผลตอบแทนจะกลับมาทวีคูณ
ขนาดของปัญหา = ขนาดของรายได้ (Scale of Impact) ถ้าเราเข้าใจกฎข้อนี้ เราจะเลิกบ่นว่าทำไมเงินเดือนน้อย "รายได้ของเรา แปรผันตรงกับ 'จำนวนคน' ที่เราช่วยเหลือ และ 'ความยาก' ของปัญหาที่เราแก้" ลองดูสมการนี้นะครับ • พนักงานเสิร์ฟ: ช่วยแก้ปัญหา "ความหิว" ให้คน 50 คน/วัน (งานแทนที่ง่าย) -> รายได้หลักร้อย • หมอผ่าตัดสมอง: ช่วยแก้ปัญหา "ความเป็นความตาย" ให้คน 1 คน/วัน (งานยากมาก) -> รายได้หลักแสน • แอปฯ Grab: ช่วยแก้ปัญหา "การเดินทาง/ส่งของ/ส่งอาหาร" ให้คน 10 ล้านคน/วัน (งานสเกลใหญ่) -> รายได้พันล้าน ถ้าเราอยากรวยขึ้น เรามีทางเลือกแค่ 2 ทางครับ
- แก้ปัญหาที่ยากขึ้น/ลึกขึ้น (เพิ่ม Skill เป็น Specialist แบบ Day 6)
- แก้ปัญหาให้คนจำนวนมากขึ้น (ใช้เทคโนโลยี/สื่อ มาช่วยขยาย Scale) ถ้าเรายังแก้ปัญหาให้แค่เจ้านายคนเดียว... รายได้เราก็ตันอยู่ที่เพดานเงินเดือน แต่ถ้าเราสร้างสินค้าที่แก้ปัญหาให้คนแปลกหน้าได้เป็นหมื่นคน... เพดานรายได้ของเราจะหายไปทันที
การตลาดแบบ "แจกฟรี" (Freemium Economy) เดี๋ยวนี้การ "ให้ก่อน" ไม่ใช่แค่ปรัชญา แต่เป็นกลยุทธ์การตลาดที่ทรงพลังที่สุด ทำไม Google ให้เราใช้ Search ฟรี? ทำไม Facebook ให้เราเล่นฟรี? ทำไมแม่ค้าออนไลน์ถึงไลฟ์แจกของ หรือให้ความรู้ฟรีๆ? เพราะในโลกที่มีข้อมูลท่วมท้น "ความไว้วางใจ" (Trust) คือสกุลเงินที่แพงที่สุด การที่เราออกมา "ให้" (ให้ความรู้, ให้ความบันเทิง, ให้คำแนะนำ, ให้ของทดลอง) คือการที่เรากำลัง "ฝากเงินในธนาคารความรู้สึก" ของผู้คน เมื่อเขาได้รับจากเราจน "รู้สึกติดหนี้บุญคุณ" หรือ "เชื่อใจ" ว่าเราคือตัวจริง ในวันที่เราเปิดขายสินค้า... เขาจะซื้อจากเราโดยไม่ลังเล (Reciprocity Rule - กฎแห่งการตอบแทน) อย่ากลัวว่าให้ความรู้ฟรีแล้วคนจะไม่จ้าง "คนจ่ายเงินเพื่อความสะดวก ไม่ใช่เพื่อข้อมูล" เขาอ่านวิธีทำฟรีๆ จากเราได้ แต่เขายอมจ่ายเงินจ้างเรา เพราะเขาขี้เกียจทำเอง หรืออยากให้เราจับมือทำ
บทสรุป: เลิกถามว่า "ฉันจะได้อะไร?" ถ้าอยากเปลี่ยนสถานะทางการเงิน ให้เปลี่ยนคำถามตั้งต้นในหัว • เปลี่ยนจาก: "ทำอันนี้แล้วฉันจะได้กี่บาท?" • เป็น: "ฉันจะช่วยแก้ปัญหาให้คนกลุ่มนี้ได้อย่างไร?" เมื่อเราโฟกัสที่การแก้ปัญหา (Solutions) เงินจะตามมาเอง แต่เมื่อเราโฟกัสที่เงิน เราจะมองข้ามปัญหาของลูกค้า และสุดท้ายเราจะไม่ได้ทั้งเงินและลูกค้า จงเป็น "ผู้ให้ที่ดุดัน" ให้ความรู้ ให้รอยยิ้ม ให้บริการที่เกินคาด ทำตัวให้เป็นประโยชน์ต่อโลกใบนี้ แล้วโลกใบนี้จะตอบแทนเราอย่างสาสม... แบบที่เราคาดไม่ถึง
Comments