เมื่อ "ความมั่นคง" ที่เราหลงใหล คือความเสี่ยงที่อันตรายที่สุด เราเคยสังเกตความรู้สึกของตัวเองในวันสิ้นเดือนบ้างไหมครับ? เสียงเตือนข้อความในโทรศัพท์มือถือดังขึ้น “ติ๊ง!” ยอดเงินเดือนถูกโอนเข้าบัญชี วินาทีนั้น ร่างกายที่เหนื่อยล้ามาตลอด 30 วันเหมือนได้รับการเยียวยา ความเครียดเรื่องค่าผ่อนบ้าน ค่าบัตรเครดิต ค่าเทอมลูก หรือค่ากินอยู่ มลายหายสิ้นในพริบตา เราพ่นลมหายใจออกมาด้วยความโล่งอก “เฮือก... รอดไปอีกเดือน” แล้วเราก็บอกตัวเองหน้ากระจกในห้องน้ำออฟฟิศว่า “นี่แหละ คือความมั่นคง” “นี่แหละ คือเหตุผลที่เราต้องทนตื่นตีห้า ฝ่ารถติด และก้มหน้าทำงานกันต่อไป” แต่ทุกคนครับ... เคยฉุกคิดไหมครับว่า ความรู้สึกปลอดภัยที่เรากำลังเสพติดอยู่นี้ อาจจะเป็นภาพลวงตาที่แนบเนียนที่สุดในชีวิต? และถ้าผมจะบอกว่า ในสมการชีวิตนี้ ไม่มีใครหลอกเรา ไม่มีใครเป็นผู้ร้าย คนที่วางกับดักนี้ไม่ใช่เจ้านาย ไม่ใช่บริษัท แต่คือ “สัญชาตญาณ” ของเราเอง ที่ยอมเดินเข้ากรงขังพร้อมกับรอยยิ้ม
นิทานเรื่อง “หมูไหว้เจ้า” เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนที่สุด ผมอยากชวนให้เราลืมทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ยากๆ ไปก่อน แล้วลองจินตนาการภาพตามนะครับ สมมติว่าเราเป็น “หมู” ตัวหนึ่งที่เกิดมาในฟาร์มระดับ 5 ดาว ชีวิตของเราช่างแสนสบาย เจ้าของฟาร์มดูแลเราดีเหลือเกิน ทุกเช้าเวลา 8 โมงเป๊ะ จะมีอาหารเกรดพรีเมียมมาเสิร์ฟให้ถึงราง เรากินอิ่ม นอนอุ่น มีพัดลมเป่า มีดนตรีเปิดให้ฟังเบาๆ ไม่ต้องออกไปตากแดดตากฝน ไม่ต้องกลัวเสือหรือหมาป่ามาขย้ำ ไม่ต้องดิ้นรนหาอาหารเองให้เหนื่อย • วันที่ 1: เจ้าของเอาอาหารมาให้ -> เราคิดในใจ “เจ้าของนี่ใจดีจัง รักเราน่าดู” • วันที่ 100: เจ้าของยังคงเอาอาหารมาให้ เพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อยๆ ตามน้ำหนักตัว -> เรายิ่งมั่นใจ “ชีวิตนี้ช่างมั่นคง ไม่มีอะไรต้องห่วง” • วันที่ 364: ชีวิตเราสมบูรณ์แบบ น้ำหนักตัวเราแน่นปึก ผิวพรรณเปล่งปลั่ง กราฟชีวิตพุ่งทยานขึ้นเป็นเส้นตรงที่สวยงาม จากข้อมูลสถิติ (Data) ตลอด 364 วันที่ผ่านมา ทุกอย่างยืนยันเป็นเอกฉันท์ว่า “พื้นที่นี้ปลอดภัย 100%” และ “เจ้าของคือผู้มีพระคุณ” ยิ่งเราอยู่นานเท่าไหร่ เรายิ่งเชื่อมั่นในความมั่นคงนี้ (Confirmation Bias) เราเริ่มวางแผนอนาคตว่าพรุ่งนี้จะกินมากแค่ไหน จะนอนท่าไหนดี จนกระทั่ง... เช้าวันที่ 365 ซึ่งตรงกับ “วันตรุษจีน” เจ้าของคนเดิมเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มเหมือนเดิม แต่ครั้งนี้ในมือไม่ได้ถือถังอาหาร เขาเดินเข้ามาพร้อมกับเชือกและมีดปังตอ เพราะหน้าที่ของเราได้มาถึงแล้ว... นั่นคือการเป็น “หัวหมูเครื่องเซ่นไหว้” กราฟความสุขและความมั่นคงที่พุ่งขึ้นมาตลอด 364 วัน ดิ่งวูบลงเหลือ 0 ภายในวินาทีเดียว
จากทฤษฎีไก่งวง สู่ชีวิตจริงของมนุษย์เงินเดือน เรื่องเล่าข้างต้น ผมปรับปรุงมาจากแนวคิดระดับโลกที่เรียกว่า "The Turkey Problem" (ปัญหาของไก่งวง) ของ Nassim Nicholas Taleb นักปรัชญาและอดีตเทรดเดอร์ผู้โด่งดังจากหนังสือ The Black Swan Taleb พยายามชี้ให้เห็นถึง "จุดบอด" ของการใช้ข้อมูลในอดีตมาทำนายอนาคต หมู (หรือไก่งวง) ใช้ข้อมูลในอดีตที่ว่า "มีคนเลี้ยงดูดีมาตลอด" มาสรุปว่า "อนาคตก็จะปลอดภัยตลอดไป" ซึ่งนั่นคือความผิดพลาดที่แลกด้วยชีวิต และเมื่อหันกลับมามองชีวิตจริง... พวกเราหลายคนกำลังใช้ชีวิตเหมือน "หมูรอวันตรุษจีน" อยู่หรือเปล่า? เราถูกสอนให้มองหา "ความมั่นคง" (Stability) เราเลือกทำงานที่จ่ายเงินตรงเวลา เราพอใจกับสวัสดิการที่ดูแลค่ารักษาพยาบาล เราเสพติดชีวิตที่คาดเดาได้ (Predictable) ตื่นเวลานี้ ถึงที่ทำงานเวลานี้ กลับบ้านเวลานี้ แต่ความจริงที่น่าขนลุกคือ "ความนิ่ง ไม่เท่ากับ ความปลอดภัย" การที่เราได้รับเงินเดือนสม่ำเสมอทุกเดือน มันคือดาบสองคมครับ คมหนึ่ง คือมันช่วยให้เรามีกินมีใช้ แต่อีกคมหนึ่ง คือมันทำลาย "สัญชาตญาณการเอาตัวรอด" (Survival Instinct) ของเราให้ฝ่อลงเรื่อยๆ เหมือนหมูในเล้าที่หาอาหารกินเองไม่เป็น เพราะมีคนป้อนตลอดเวลา เราค่อยๆ สูญเสียความสามารถในการ "ล่า" (หาลูกค้า, ขายของ, สร้างรายได้ด้วยตัวเอง) เราเริ่มกลัวโลกภายนอกรั้วบริษัท เราเริ่มรู้สึกว่าการไม่มีนามบัตรบริษัท คือการไม่มีตัวตน เรากำลังสะสม "ความเสี่ยงที่มองไม่เห็น" (Hidden Risk) ก้อนมหึมาไว้ข้างหลังเงียบๆ • ความเสี่ยงที่เทคโนโลยี AI จะทำงานได้ดีกว่าเรา ในราคาที่ถูกกว่า • ความเสี่ยงที่โครงสร้างธุรกิจจะเปลี่ยน จนตำแหน่งของเราไม่จำเป็นอีกต่อไป • ความเสี่ยงที่เด็กรุ่นใหม่จะเก่งกว่า เร็วกว่า และเงินเดือนน้อยกว่าเรา และเมื่อวันนั้นมาถึง วันที่ซองขาวถูกยื่นมา หรือวันที่บริษัทประกาศปรับโครงสร้าง—มันจะเหมือนวันตรุษจีนของหมู คือเราจะช็อก เราจะทำอะไรไม่ถูก และเราจะล้มทั้งยืน เพราะเรา "หาอาหารเองไม่เป็น" มานานเกินไปแล้ว
บริษัทไม่ใช่ผู้ร้าย (เลิกเล่นบทเหยื่อ) อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะเริ่มรู้สึกโกรธบริษัท รู้สึกว่านายจ้างคือคนใจร้ายที่เลี้ยงเราไว้เชือด หรือมองว่าระบบทุนนิยมมันช่างโหดร้าย ช้าก่อนครับ... เราต้องปรับความเข้าใจกันใหม่เดี๋ยวนี้ ในหนังสือเล่มนี้ เราจะไม่เล่นบท "เหยื่อ" (Victim) ที่เอะอะก็โทษคนอื่น ความจริงที่ต้องยอมรับอย่างลูกผู้ชาย/ลูกผู้หญิง คือ "บริษัทไม่ใช่สถานสงเคราะห์ และเขาก็ไม่ใช่ครอบครัวของเรา" บริษัทคือ "องค์กรธุรกิจ" ที่ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อสร้างกำไร (Profit) นั่นคือกติกาข้อแรกของโลกทุนนิยม และเราเอง... คือคนที่เดินเข้าไปสมัครงาน เซ็นสัญญา และตกลงยอมรับกติกานั้นด้วยตัวเองอย่างเต็มใจ ไม่มีใครเอาปืนมาจ่อหัวบังคับให้เราทำงานที่นี่ ในมุมมองของเจ้าของกิจการ หรือผู้บริหาร • หน้าที่ของเขา: คือการบริหารทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุด เพื่อให้บริษัทอยู่รอดและเติบโต เพื่อดูแลผู้ถือหุ้น และเพื่อดูแลพนักงานส่วนใหญ่ • หน้าที่ของเขา: คือการดึงศักยภาพของเราออกมาใช้ให้มากที่สุด (Maximize Productivity) • หน้าที่ของเขา: คือการควบคุมต้นทุนให้ต่ำที่สุด (Cost Efficiency) ถ้าวันหนึ่ง มีเครื่องจักรที่ทำงานแทนเราได้ดีกว่าและถูกกว่า... ผู้บริหารที่ "ดี" (ในมุมธุรกิจ) จำเป็นต้องเลือกเครื่องจักร ถ้าวันหนึ่ง ตลาดเปลี่ยนไป แล้วทักษะของเราไม่ตอบโจทย์... บริษัทก็จำเป็นต้องตัดเนื้อร้ายเพื่อรักษาชีวิตส่วนใหญ่ไว้ นี่ไม่ใช่ความใจดำ แต่มันคือ "หน้าที่" (Duty) เหมือนกับที่หน้าที่ของเกษตรกรคือการเลี้ยงหมูให้โตแล้วขาย เพื่อนำเงินมาเลี้ยงครอบครัวของเขา แล้วหน้าที่ของเราล่ะ คืออะไร? หน้าที่ของเราไม่ใช่การนั่งน้อยใจ หรือคาดหวังให้บริษัทมารักเราเหมือนลูก แต่หน้าที่ของเราคือ "การบริหารชีวิตตัวเอง" ให้เป็นทรัพย์สินที่มีค่าที่สุด เราต้องยอมรับความจริงว่า เราขาย "เวลา" และ "ทักษะ" ให้บริษัท บริษัทจ่าย "เงิน" ตอบแทนให้เรา มันคือการแลกเปลี่ยนที่ยุติธรรม (Fair Trade) ในขณะที่มันเกิดขึ้น แต่สิ่งที่ไม่ยุติธรรม คือการที่เรา "หลอกตัวเอง" ว่าการแลกเปลี่ยนนี้จะคงอยู่ตลอดไปชั่วนิจนิรันดร์ เราหลอกตัวเองว่า ถ้าเราทำดี บริษัทจะเลี้ยงดูเราจนแก่เฒ่า ทั้งที่ในสัญญาจ้างงาน ไม่เคยมีบรรทัดไหนระบุไว้แบบนั้น ความผิดพลาดไม่ได้อยู่ที่บริษัทเลิกจ้างเรา ความผิดพลาดอยู่ที่เรา "ฝากความหวังทั้งชีวิต" ไว้ที่คนอื่นต่างหาก
ความผันผวนคือวัคซีน ลองเปรียบเทียบกับคนอีกกลุ่มหนึ่ง กลุ่มฟรีแลนซ์ พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ หรือผู้ประกอบการรายย่อย ชีวิตของพวกเขาดูน่าเหนื่อยหน่ายใช่ไหมครับ? เดือนนี้ได้เยอะ เดือนหน้าได้น้อย ลูกค้าเรื่องมาก แพลตฟอร์มปรับอัลกอริทึม คู่แข่งตัดราคา กราฟชีวิตของพวกเขาไม่เคยเป็นเส้นตรง มันหยักขึ้นหยักลงเหมือนชีพจรที่เต้นระรัว (Volatility) แต่เชื่อไหมครับว่า... ความผันผวนนั้นคือ "วัคซีน" ชั้นดี พวกเขาเจอเรื่องแย่ๆ ทุกวันจนชิน พวกเขาต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าตลอดเวลาจนสมองเฉียบคม พวกเขาต้องปรับตัวตามตลาดให้ทันไม่งั้นอดตาย เมื่อเกิดวิกฤตใหญ่ (เช่น โควิด หรือ เศรษฐกิจถดถอย) คนกลุ่มนี้มักจะ "รอด" เพราะพวกเขามีภูมิคุ้มกัน พวกเขาล้มแล้วลุกเร็ว พวกเขาชินกับการที่ไม่มีรายได้เข้ามาบางวัน และพวกเขารู้วิธีที่จะออกไป "ล่า" หาอาหารใหม่ทันที ต่างจากพวกเรา... มนุษย์เงินเดือนในห้องแอร์ ที่เราเปราะบาง (Fragile) มาก เพราะเราอยู่ในสภาวะ "ปลอดเชื้อ" มานานเกินไป เรามีความอดทนต่อความไม่แน่นอนต่ำ เราตกใจง่ายเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง และเมื่อโดนกระทบเพียงครั้งเดียว (ตกงาน)... เราอาจแตกสลายได้เลย
ภารกิจ: สร้างทางหนีไฟ บทนี้ไม่ได้เขียนขึ้นเพื่อยุยงให้คุณเดินไปตบโต๊ะลาออกในวันพรุ่งนี้ (ขอย้ำว่า: ห้ามลาออก จนกว่าคุณจะสร้าง "ปีก" ที่แข็งแรงพอ) แต่ผมเขียนบทนี้เพื่อ "กระชาก" ให้พวกเราตื่นจากฝันหวาน ตื่นมามองความจริงว่า สถานะ "ลูกจ้าง" คือสถานะที่มีความเสี่ยงสูงที่สุด เพราะเรามีแหล่งรายได้ทางเดียว และเราไม่ได้กุมชะตาชีวิตตัวเอง สิ่งที่เราต้องทำนับจากวินาทีนี้ คือการเปลี่ยนมุมมองที่มีต่องานประจำ
- เลิกมองว่าบริษัทคือบ้าน: มองว่าบริษัทคือ "ลูกค้าเจ้าใหญ่" รายหนึ่งของเรา เราต้องบริการลูกค้าเจ้านี้ให้ดีที่สุด เต็มที่ที่สุด (Professional) เพื่อรับเงินมา
- เลิกมองเงินเดือนคือความมั่นคง: มองว่าเงินเดือนคือ "เงินทุน (Funding)" ที่เราได้รับมาเพื่อสร้างธุรกิจของตัวเอง หรือสร้างทักษะใหม่ๆ
- เริ่มสร้าง "ทางหนีไฟ": อาคารทุกแห่งต้องมีทางหนีไฟ ชีวิตเราก็เช่นกัน เราต้องเริ่มสร้างแหล่งรายได้ที่ 2, 3, หรือ 4 หรืออย่างน้อยที่สุด คือการสร้าง "ทักษะ" ที่ตลาดต้องการและพร้อมจ่ายเงินให้เราทันทีถ้าเราเดินออกจากที่นี่ จงทำงานประจำให้ดีเยี่ยม อย่าให้ขาดตกบกพร่อง เพื่อรักษาท่อน้ำเลี้ยงนี้ไว้ แล้วใช้เวลาหลังเลิกงาน และวันหยุด (ซึ่งเป็นเวลาของเราจริงๆ) ในการสร้าง "อาณาจักร" ของเราเอง สร้างตัวตน สร้างคอนเนคชั่น สร้างความรู้ อย่ารอให้ถึงวันตรุษจีน แล้วค่อยร้องขอชีวิต แต่จงกลายร่างจาก "หมูในเล้า" ให้เป็น "หมูป่าเขี้ยวตัน" ที่แม้จะถูกปล่อยเข้าป่า ก็ยังรู้วิธีหาอาหารกินเองได้ แถมยังวิ่งชนศัตรูได้ด้วย
Comments