คำว่า "ไม่" คือเครื่องมือบริหารเวลาที่ทรงพลังที่สุด... ของคนที่เป็น "นาย" คน วันนี้ ผมจะพาพวกเรามาอุดรูรั่วที่ใหญ่ที่สุด ที่ทำให้เงินและเวลาของเราไหลออกจนหมดตัว รูรั่วนั้นเกิดจากโรคประจำตัวชนิดหนึ่งที่คนไทยเป็นกันเยอะมาก นั่นคือโรค "ขี้เกรงใจ" (Yes Man Syndrome) เราถูกสอนให้เป็นคนน่ารัก ให้เป็นคนช่วยเหลือคนอื่น ใครขอให้ช่วยอะไร... "ได้ครับ" ใครชวนไปไหน... "ได้ค่ะ" ใครฝากงานนิดหน่อย... "โอเคครับ" ผลลัพธ์คืออะไรครับ? เรากลายเป็นคนที่ "ยุ่งที่สุด แต่จนที่สุด" ตารางงานแน่นเอี๊ยด แต่ไม่มีงานไหนเลยที่เป็นงานของเราจริงๆ เรากำลังใช้เวลา 24 ชั่วโมงอันมีค่า ไปกับการสานฝันให้คนอื่น จนลืมสร้างฝันให้ตัวเอง เพื่อนๆ ครับ... ฟังผมให้ดีนะ "ความสำเร็จ ไม่ได้เกิดจากการเซ็นอนุมัติ (Say Yes) แต่เกิดจากการฉีกทิ้ง (Say No)" Steve Jobs เคยกล่าวไว้ว่า: "คนส่วนใหญ่คิดว่าการโฟกัส คือการตอบตกลงในสิ่งที่คุณจะทำ... แต่ผิดถนัด! การโฟกัสคือการปฏิเสธไอเดียดีๆ อีกร้อยอย่าง เพื่อเลือกทำเพียงอย่างเดียวที่สำคัญที่สุดต่างหาก" วันนี้เราจะมาฝึกวิชา "ใจดำ" อย่างมีศิลปะ เพื่อทวงคืนชีวิตของเรากลับมาครับ

ต้นทุนของคำว่า "ใช่" (The Cost of Yes) ทุกครั้งที่เราพูดว่า "ใช่" (Yes) กับสิ่งหนึ่ง เรากำลังพูดว่า "ไม่" (No) กับอีกสิ่งหนึ่งโดยอัตโนมัติ... และสิ่งนั้นมักจะเป็นตัวเราเอง • เราตอบตกลงไปงานปาร์ตี้ไร้สาระ = เราปฏิเสธเวลาที่จะได้อ่านหนังสือพัฒนาตัวเอง • เราตอบตกลงช่วยงานเพื่อนที่ไม่ได้เงิน = เราปฏิเสธเวลาที่จะได้อยู่กับครอบครัว • เราตอบตกลงรับโปรเจกต์ราคาถูก = เราปฏิเสธโอกาสที่จะได้รับโปรเจกต์ราคาแพง (เพราะคิวเต็ม) ในทางเศรษฐศาสตร์ สิ่งนี้เรียกว่า "ต้นทุนค่าเสียโอกาส" (Opportunity Cost) คนจนจะมองเห็นแค่ "สิ่งที่ได้ทำ" แต่คนรวยจะมองเห็น "สิ่งที่ต้องเสียไป" Warren Buffett ยังมีกฎเหล็กอีกว่า "The difference between successful people and really successful people is that really successful people say no to almost everything." (ความแตกต่างระหว่างคนประสบความสำเร็จ กับคนที่สำเร็จ 'ขั้นสุดยอด' คือ... คนที่สำเร็จขั้นสุดยอด จะปฏิเสธแทบทุกเรื่อง) พวกเขาจะ Say Yes เฉพาะกับสิ่งที่ "ใช่" จริงๆ เท่านั้น ส่วนที่เหลือ... ทิ้งลงถังขยะให้หมด

กับดัก "ขอเวลาแป๊บเดียว" ศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดของการโฟกัส มักจะมาในรูปแบบของคำว่า: "ขอกวนเวลาสัก 5 นาทีได้ไหม?" "ขอเลี้ยงกาแฟสักแก้ว ปรึกษาอะไรหน่อย" เพื่อนครับ... กาแฟแก้วนั้นราคาแพงกว่าที่คุณคิด มันไม่ใช่แค่ 1 ชั่วโมงที่คุณนั่งคุย แต่มันคือ • เวลาเดินทางไป-กลับ • พลังงานที่เสียไปกับการเตรียมตัว • สมาธิที่แตกกระเจิง (Distraction) และต้องใช้เวลาอีก 20 นาทีกว่าจะกลับมาโฟกัสงานเดิมได้ • ความเหนื่อยล้าทางอารมณ์ สรุปแล้ว กาแฟ 1 แก้ว อาจกินเวลา "Productivity" ของเราไปครึ่งวัน ถ้าเราเป็น CEO ที่ค่าตัวชั่วโมงละ 5,000 บาท... กาแฟแก้วนั้นมีมูลค่า 5,000 บาท เรารวยพอที่จะเลี้ยงกาแฟแก้วละ 5 พันให้คนอื่นบ่อยๆ เหรอครับ? ถ้าคำตอบคือไม่... จงกล้าที่จะปฏิเสธ

กฎ "Hell Yeah or No" (ถ้าไม่สุด... ก็หยุดเลย) แล้วจะรู้ได้ไงว่าอันไหนควรรับ อันไหนควรปฏิเสธ? ใช้กฎของ Derek Sivers (ผู้ประกอบการ นักเขียน และนักพูดที่มีชื่อเสียง) ครับ เมื่อมีโอกาสเข้ามา ให้ถามตัวเองว่าปฏิกิริยาแรกของเราคืออะไร

  1. "Hell Yeah!" (เอาดิโคตรเจ๋ง!): ตาเป็นประกาย ใจเต้นแรง อยากทำเดี๋ยวนี้ o -> ตอบตกลงทันที
  2. "Umm..." (อืม... ก็ดีนะ): ลังเล คิดดูก่อน ก็โอเคแหละ o -> ปฏิเสธทันที! จำไว้ครับ: ถ้ามันไม่ใช่ "Hell Yeah" แปลว่ามันคือ "No" ชีวิตเราสั้นเกินกว่าจะเสียเวลาไปกับสิ่งที่ "ก็โอเค" เราต้องเก็บที่ว่างไว้สำหรับสิ่งที่ "สุดยอด" เท่านั้น ถ้าเรารับงานเกรด B จนเต็มมือ... งานเกรด A จะไม่มีที่ให้แทรก การปฏิเสธงานเกรด B คือการ "ทำความสะอาดรันเวย์" เพื่อรอเครื่องบินเกรด A ลงจอด

ศิลปะการปฏิเสธอย่าง "ผู้ดี" (How to Say No Gracefully) หลายคนไม่กล้าปฏิเสธ เพราะกลัวดูหยาบคาย กลัวเพื่อนโกรธ วิชา Street Smart สอนให้เราปฏิเสธแบบ "นุ่มนวลแต่หนักแน่น" (Soft on the person, hard on the issue) เทคนิคที่ 1: The Policy Shield (ใช้กฎเป็นเกราะ) อย่าบอกว่า "ฉันไม่อยากทำ" (มันดู Personal) ให้บอกว่า "ฉันมีกฎ..." (มันดูเป็น Professional) • ผิด: "ไม่อะ ขี้เกียจไป" • ถูก: "ขอบคุณที่ชวนนะ แต่ช่วงนี้ผมมีกฎว่าจะงดรับงานนอกวันเสาร์-อาทิตย์ เพื่อให้เวลากับครอบครัวครับ" (ใครจะกล้าโกรธคนที่รักครอบครัว?) เทคนิคที่ 2: The Deferral (ซื้อเวลา) อย่าตอบตกลงทันทีด้วยความเกรงใจ • สูตร: "ขอบคุณที่นึกถึงกันครับ ขอกลับไปเช็คตารางงานก่อน เดี๋ยวพรุ่งนี้บอกนะครับ" (การทิ้งช่วงเวลา จะทำให้ความเกรงใจลดลง และสมองส่วนเหตุผลทำงานมากขึ้น) เทคนิคที่ 3: The Alternative (เสนอทางเลือก) ปฏิเสธ แต่ยังดูมีน้ำใจ • สูตร: "ผมคงไปร่วมประชุมด้วยไม่ได้ แต่ผมแนะนำน้อง A แทนได้ไหมครับ เขาเก่งเรื่องนี้มาก" • สูตร: "ผมไม่มีเวลาไปเจอครับ แต่ถ้าจะโทรคุยสัก 10 นาที ตอนบ่าย 2 ผมสะดวกครับ"

JOMO: ความสุขของการ "พลาด" (Joy of Missing Out) เราอยู่ในยุค FOMO (Fear of Missing Out) กลัวตกกระแส กลัวพลาดปาร์ตี้ แต่คนสำเร็จจะฝึก JOMO (Joy of Missing Out) คือความสุขที่ได้นอนอยู่บ้าน ความสุขที่ได้ปิดมือถือ ความสุขที่ได้ปฏิเสธงานสังคม เมื่อเราปฏิเสธขยะ... เราจะได้เวลามาสร้างทองคำ • J.K. Rowling ปฏิเสธงานสังคม เพื่อเขียน Harry Potter • Bill Gates ปิดประตูขังตัวเองในกระท่อมปีละ 2 สัปดาห์ (Think Week) เพื่ออ่านหนังสือและคิดโปรเจกต์ จงภูมิใจกับ "ปฏิทินที่ว่างเปล่า" เพราะความว่างเปล่า (White Space) คือพื้นที่ให้ความคิดสร้างสรรค์ได้วิ่งเล่น ถ้าปฏิทินคุณแน่นเอี๊ยด... สมองคุณจะไม่มีวันผลิตนวัตกรรมได้เลย

บทสรุป: เลิกเป็นคนดี (ในสายตาคนอื่น) เราไม่ได้เกิดมาเพื่อทำให้ทุกคนพอใจ เราไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็น "คนดีศรีสังคม" ที่ใครใช้ทำอะไรก็ได้ เราเกิดมาเพื่อทำภารกิจของเราให้สำเร็จ การเป็น "คนดี" กับการเป็น "คนง่าย" (Pushover) มันต่างกัน คนอื่นอาจจะโกรธที่คุณปฏิเสธ... ช่างเขาครับ! เดี๋ยวเขาก็หาย เดี๋ยวเขาก็ไปหาคนอื่น แต่ถ้าเราโกรธตัวเอง ที่ยอมทิ้งความฝันเพื่อไปรับใช้คนอื่น... ความโกรธนี้จะกัดกินเราไปตลอดชีวิต จงกล้าที่จะเป็น "คนเห็นแก่ตัวที่มีวิสัยทัศน์" ปกป้องเวลาของเรา ยิ่งกว่าไข่ในหิน เพราะถ้าเราไม่เคารพเวลาของตัวเอง... ก็อย่าหวังว่าใครจะมาเคารพเรา