Passion อาจทำให้เริ่ม แต่ Proficiency (ความเก่งในหน้าที่) จะทำให้รอด วันนี้... ผมจะพาพวกเราทุกคนไปทุบทำลาย "ศาลพระภูมิ" ที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของคนรุ่นใหม่ สิ่งนั้นคือคำสอนที่สวยหรู ดูดี และฟังดูโรแมนติกที่สุดในโลก "จงทำในสิ่งที่รัก แล้วคุณจะไม่ต้องทำงานเลยสักวันเดียว" (Follow Your Passion) ประโยคนี้คือ "ยาพิษเคลือบน้ำตาล" ที่ร้ายกาจที่สุดครับ เพราะมันทำให้คนเก่งๆ หลายคน "หลงทาง" มานักต่อนักแล้ว (รวมทั้งผมด้วย) มันทำให้เรานั่งรอ นอนรอ และเฝ้าถามตัวเองหน้ากระจกว่า "ฉันเกิดมาเพื่ออะไร?" "งานที่ฉันรักจริงๆ อยู่ที่ไหน?" "ทำไมฉันไม่มี Passion เหมือนคนอื่นเขา?" เพื่อนครับ... ผมขอพูดความจริงที่อาจจะฟังดูไม่รื่นหู "Passion มันกินไม่ได้ และงานส่วนใหญ่ในโลก... ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เรารักครับ"

วิชา "ตรรกะชีวิต" ฉบับ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ เพื่อให้พวกเราตื่นจากฝันกลางวัน ผมขอยกแนวคิดของ คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ บุรุษที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี (และแข็งแกร่งในวิธีคิดมาก) มาเล่าให้ฟังครับ คุณชัชชาติเคยพูดถึงเรื่อง Passion ไว้ได้อย่างเฉียบคมและตั้งอยู่บนพื้นฐานความจริงที่สุดว่า: "อย่าไปกังวลเรื่อง Passion มากนัก... เพราะงานที่ตรงกับ Passion ในโลกนี้ มันมีไม่พอสำหรับทุกคนหรอก" ลองใช้ตรรกะคิดตามนะครับ คนทุกคนอยากเป็นนักท่องเที่ยว อยากเป็นนักชิม อยากเป็นศิลปิน (เพราะมันสนุก มันคือ Passion) แต่โลกความจริง... เราต้องการคนเก็บขยะ เราต้องการคนลอกท่อ เราต้องการคนเดินสายไฟ เราต้องการคนทำบัญชีหน้าคอมฯ งานเหล่านี้อาจไม่ใช่ Passion ของใครเลย แต่มันจำเป็นต้องมีคนทำ คุณชัชชาติเน้นย้ำเสมอครับว่า

  1. ถ้าโชคดี ได้ทำงานที่ตรง Passion ก็ถือว่าเป็นกำไรชีวิต (Bonus)
  2. แต่ถ้าโชคไม่ดี งานไม่ตรงกับ Passion "ก็อย่าไปกังวล" o เพราะ "งานคือสิ่งที่ทำให้ชีวิตรอด" (Survival) o งานคือ "หน้าที่" (Duty) ที่เราต้องรับผิดชอบเพื่อดูแลตัวเองและครอบครัว "ใช้ชีวิตด้วยตรรกะ (Logic) อย่าใช้อารมณ์ (Emotion)" ถ้ามัวแต่รอทำงานที่รัก เราอาจจะอดตายก่อน ให้มองแยกส่วนกันครับ • งาน (Work): ทำเพื่อหาเงิน ทำเพื่อความมั่นคง ทำด้วยเหตุผลและความรอบคอบ • Passion: อาจไปหาเอานอกเวลางาน! ไปวิ่งสวนลุมฯ ไปปลูกต้นไม้ ไปอ่านหนังสือ นั่นคือที่อยู่ของ Passion การแยกสองสิ่งนี้ออกจากกัน คือการปลดล็อกโซ่ตรวนที่หนักที่สุดในชีวิต คุณจะเลิกน้อยเนื้อต่ำใจว่าทำไมงานเราน่าเบื่อ และเริ่มมองมันในฐานะ "เครื่องมือเลี้ยงชีพ" ที่ต้องทำให้ดีที่สุด

ความจริงที่เจ็บปวด: ตลาดไม่สนว่าคุณรักอะไร เมื่อถอดแว่นตา Passion ออก แล้วใส่แว่นตา Reality (ความจริง) เราจะเห็นกฎเหล็กข้อแรกของโลกทุนนิยมครับ "ตลาดไม่เคยแคร์ว่าคุณมีความสุขไหมตอนทำงาน... ตลาดแคร์แค่ว่าคุณแก้ปัญหาให้เขาได้ไหม?" สมมติคุณมี Passion ในการร้องเพลงมาก ร้องทั้งวันทั้งคืน แต่เสียงเพี้ยน กับอีกคน เป็นช่างซ่อมท่อประปา เขาไม่ได้รักท่อประปา (ใครจะไปพิศวาสท่อตัน?) แต่เขา "เก่ง" เรื่องนี้มาก ซ่อมปุ๊บหายปั๊บ ถามว่า... ตลาดจะจ่ายเงินให้ใครครับ? แน่นอนว่าจ่ายให้ช่างประปา Passion คืองานอดิเรก (Hobby) แต่ความเก่ง คือธุรกิจ (Business) ถ้าเราเอาแต่ทำสิ่งที่รัก แต่ไม่มีใครต้องการ สิ่งนั้นเรียกว่า "การเล่นสนุก" แต่ถ้าเราทำสิ่งที่คนอื่นต้องการ จนเชี่ยวชาญ สิ่งนั้นเรียกว่า "มืออาชีพ" สมการที่ถูกต้อง: ลงมือทำ -> เก่ง -> Passion Cal Newport ผู้เขียนหนังสือ So Good They Can't Ignore You ค้นพบความจริงที่สอดคล้องกับคุณชัชชาติครับว่า "Passion ไม่ใช่จุดเริ่มต้น... แต่มันคือ 'ผลลัพธ์' ของความเก่งต่างหาก" สังเกตไหมครับ? เรามักจะชอบทำ ในสิ่งที่เราทำได้ดี เมื่อเราก้มหน้าก้มตาทำหน้าที่ (แบบที่คุณชัชชาติบอก) -> เราเริ่มเก่งขึ้น (Mastery) -> เราได้รับคำชม/รายได้เพิ่ม -> เราเริ่มภูมิใจ -> Passion มันเพิ่งจะเกิดตอนนี้แหละ! ดังนั้น เลิกนั่งรอแรงบันดาลใจครับ จงใช้ใจบันดาลแรง ทำทันที สมการที่ถูกต้องคือ Action (ลงมือทำหน้าที่) -> Skill (เกิดความเก่ง) -> Passion (ความรักในงานตามมาทีหลัง) มือสมัครเล่น นั่งรออารมณ์ศิลปิน แต่มืออาชีพ ลุกขึ้นมาทำงานแม้ในวันที่ไม่อยากทำ เพราะเขามี "วินัย" และ "ความรับผิดชอบ"

อย่าดูถูก "ความน่าเบื่อ" Mark Manson เคยบอกไว้ว่า "ทุกงานในโลก ล้วนมีแซนด์วิชไส้อุจจาระ (Sh*t Sandwich) ให้คุณกินทั้งนั้น" ต่อให้เป็นงานในฝันอย่าง Youtuber หรือ นักบิน มันก็มีมุมที่น่าเบื่อ มุมที่เครียด มุมที่ต้องทนทำซ้ำๆ คนที่ใช้ Passion นำทาง พอเจอ "ความน่าเบื่อ" ก็จะถอดใจแล้วบอกว่า "หมดไฟ" แต่คนที่ใช้ "ตรรกะและหน้าที่" นำทาง... เขาจะก้มหน้าก้มตากินมันเข้าไป แล้วบอกว่า "นี่คืองานของฉัน" แล้วทำมันให้เสร็จ จำไว้ครับ... "ความน่าเบื่อ คือค่าธรรมเนียมของความเทพ" ไม่มีใครเก่งขึ้นมาได้โดยไม่ผ่านความจำเจ

บทสรุป: เลิกเพ้อเจ้อ แล้วตื่นมา "ทำหน้าที่" เพื่อนๆ ครับ... วันนี้เราต้องโตเป็นผู้ใหญ่เสียที หยุดงอแงเหมือนเด็กที่ร้องจะเอาของเล่น (งานที่รัก) แต่จงยืนหยัดเหมือนผู้ใหญ่ที่รับผิดชอบชีวิตตัวเองได้ ถ้างานที่ทำอยู่มันไม่ได้ดั่งใจ ก็อย่าเพิ่งตีโพยตีพาย ถามตัวเองด้วยตรรกะว่า

  1. งานนี้เลี้ยงชีพเราได้ไหม? (Survival)
  2. เราทำมันให้ดีที่สุดหรือยัง? (Competence)
  3. เราหาความสุขที่ซ่อนอยู่ได้ไหม? (Life Balance) เมื่อเราแยกแยะได้ เราจะเบาใจ เราจะทำงานด้วยความรอบคอบ มีเหตุมีผล ไม่ใช่อารมณ์ชั่ววูบลาออกเพราะ "แค่เบื่อ" และเชื่อเถอะครับ... เมื่อเราทำหน้าที่จนเก่งระดับเทพ ความรักและความภูมิใจ มันจะตามมาเองโดยที่เราไม่ต้องร้องขอ Passion ไม่ใช่น้ำมันเชื้อเพลิงที่ต้องเติมก่อนสตาร์ทรถ แต่ Passion คือควันท่อไอเสีย ที่พวยพุ่งออกมาหลังจากที่เราเหยียบคันเร่งแห่งความรับผิดชอบจนมิดแล้วต่างหาก