เลิกสะสม "เงินสด" (Cash)... จงเริ่มสะสม "ทรัพย์สิน" (Asset) 12 วันที่ผ่านมา เราซ่อมแซมโลกภายใน (Inner Game) กันจนแข็งแกร่งแล้ว ดังนั้นวันนี้... เราจะมาคุยกันเรื่อง "กติกาของโลกภายนอก" กันบ้าง ทุกคนครับ... เคยสงสัยไหมว่าทำไมคนส่วนใหญ่ (รวมถึงพวกเราในอดีต) ตั้งใจเรียน จบสูงๆ หางานดีๆ ทำงานหนัก เก็บออมเงินแทบตาย... แต่ทำไมยังไม่รวยสักที? ในขณะที่คนบางกลุ่ม ดูเหมือนไม่ต้องทำงานหนักเท่าเรา แต่ทรัพย์สินเขางอกเงยเอาๆ คำตอบไม่ใช่เพราะโลกนี้ไม่ยุติธรรม (แม้ส่วนหนึ่งจะใช่) แต่คำตอบที่แท้จริงคือ "เรากำลังเล่นเกมผิดกติกา" ครับ เราถูกโรงเรียนและสังคมหลอกด้วยคำโกหกคำโตที่ว่า "จงทำงานหนัก เก็บเงินสด แล้วฝากธนาคาร" วันนี้ผมจะบอกความจริงที่ธนาคารไม่อยากให้เรารู้ นั่นคือ... ในระบบเศรษฐกิจทุนนิยม "เงินสด คือ ขยะ" (Cash is Trash) และการสะสมเงินสด คือหนทางที่แน่นอนที่สุดสู่ความยากจน!
ทำไม "ผู้เก็บออม" ถึงเป็น "ผู้แพ้" (Savers are Losers) ฟังดูรุนแรงใช่ไหมครับ? แต่มันคือเรื่องจริงทางเศรษฐศาสตร์ ลองจินตนาการว่าเราทำงานหนักแลกเหงื่อมา 100,000 บาท แล้วเราเอาไปฝังตุ่มไว้ หรือฝากธนาคารที่ดอกเบี้ย 0.5% ในขณะเดียวกัน รัฐบาลทั่วโลกกำลังทำสิ่งที่เรียกว่า "การพิมพ์เงิน" (Quantitative Easing - QE) พวกเขากดปุ่มพิมพ์เงินออกมามหาศาลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เมื่อปริมาณเงินในระบบเยอะขึ้น -> ค่าของเงินแต่ละบาทก็ลดลง นี่คือกฎ Demand-Supply พื้นฐาน สิ่งนี้เรียกว่า "เงินเฟ้อ" (Inflation) หรือที่ผมเรียกว่า "นักย่องเบาที่มองไม่เห็น" • ค่าก๋วยเตี๋ยวปี 2020 ชามละ 40 บาท • ค่าก๋วยเตี๋ยวปี 2025 ชามละ 60-70 บาท ถ้าเราถือเงินสดไว้เฉยๆ แปลว่า "เรากำลังโดนปล้น" ทุกวันครับ เงิน 100,000 บาทของเรา ตัวเลขเท่าเดิม แต่มันซื้อของได้น้อยลงเรื่อยๆ เปรียบเหมือนเรากำ "ก้อนน้ำแข็ง" ไว้ในมือ ยิ่งถือนาน มันยิ่งละลายหายไป การตั้งหน้าตั้งตาทำงานเพื่อสะสม "ก้อนน้ำแข็ง" จึงเป็นเรื่องที่เหนื่อยเปล่าและน่าเศร้าที่สุด
สมการคนจน vs สมการคนรวย เรามาดูความแตกต่างของสมการชีวิตกันครับ สมการคนทั่วไป (The Rat Race Equation) รายได้ (Income) - รายจ่าย (Expense) = เงินออม (Savings) • จุดจบ: เงินออมค่อยๆ เสื่อมค่าตามเงินเฟ้อ พอเกษียณก็เงินหมด ต้องกลับไปทำงาน หรือพึ่งลูกหลาน สมการเศรษฐี (The Wealth Equation) รายได้ (Income) - เงินลงทุน (Investment) = รายจ่าย (Expense) แล้วเปลี่ยน เงินลงทุน เป็น -> ทรัพย์สิน (Assets) • จุดจบ: ทรัพย์สินงอกเงย สร้างรายได้ (Cashflow) กลับมาหาเรา แม้ในยามที่เราหลับ กุญแจสำคัญของความมั่งคั่ง ไม่ใช่แค่ "รายได้" (Income) ครับ เราจะเห็นดาราหรือนักกีฬาที่รายได้ร้อยล้าน แต่ล้มละลายตอนแก่เยอะแยะ เพราะพวกเขาหาเงินเก่ง แต่เขา "สะสมผิดสิ่ง" เขาสะสม "หนี้สิน" (รถหรู, บ้านหลังใหญ่เกินตัว, ของแบรนด์เนม) ที่ดึงเงินออกจากกระเป๋า แทนที่จะสะสม "ทรัพย์สิน"
ทรัพย์สิน (Asset) คืออะไรกันแน่? นิยามของ Robert Kiyosaki (ผู้แต่งหนังสือ พ่อรวยสอนลูก) เรียบง่ายและทรงพลังที่สุด • ทรัพย์สิน (Asset): สิ่งที่เอาเงิน "ใส่" กระเป๋าเรา (แม้เราจะไม่ทำงาน) • หนี้สิน (Liability): สิ่งที่เอาเงิน "ออก" จากกระเป๋าเรา รถยนต์ที่เราขับ = หนี้สิน (ต้องจ่ายค่าน้ำมัน ค่าประกัน ราคาตกทุกปี) บ้านที่เราอยู่เอง = หนี้สิน (ในทางกระแสเงินสด เพราะต้องจ่ายดอกเบี้ย ค่าซ่อม) หุ้นปันผล = ทรัพย์สิน (เงินไหลเข้า) อสังหาฯ ปล่อยเช่า = ทรัพย์สิน (เงินไหลเข้า) ลิขสิทธิ์ทางปัญญา (หนังสือ, คอร์ส, Youtube) = ทรัพย์สิน (เงินไหลเข้า) กฎเหล็กของความมั่งคั่ง "คนรวยไม่ได้ทำงานเพื่อเงิน แต่เขาทำงานเพื่อสะสมทรัพย์สิน" เขาใช้แรงงาน (Active Income) ในช่วงแรก เพื่อซื้อ "เครื่องจักรผลิตเงิน" (Assets) แล้วให้เครื่องจักรนั้นทำงานแทนเขาตลอดไป
4 เสาหลักแห่งทรัพย์สิน (The 4 Asset Classes) ถ้าไม่อยากถือเงินสด แล้วเราควรเอาเงินไปแลกเป็นอะไร? ในโลกนี้มีทรัพย์สินหลักๆ อยู่ 4 ประเภทครับ
- ธุรกิจ (Business/Equity) นี่คือยานพาหนะที่เร็วที่สุด หุ้น, การเป็นเจ้าของกิจการ, สตาร์ทอัพ เมื่อเราถือหุ้น เราคือ "เจ้าของ" ส่วนหนึ่งของความพยายามของคนอื่น ถ้าบริษัทโต เงินเราก็โต (แบบ Exponential)
- อสังหาริมทรัพย์ (Real Estate) ที่ดิน, คอนโด, ตึกแถว ข้อดีคือจับต้องได้, ใช้เงินคนอื่น (กู้ธนาคาร) มาซื้อได้ (Leverage), และป้องกันเงินเฟ้อได้ดี (แต่ต้องเลือกทำเลเป็น และระวังสภาพคล่องต่ำ)
- สินทรัพย์กระดาษ/ดิจิทัล (Paper/Digital Assets) พันธบัตร, ทองคำ, Bitcoin สิ่งเหล่านี้ทำหน้าที่เป็น Store of Value (ที่เก็บรักษามูลค่า) โดยเฉพาะทองคำและ Bitcoin ที่ถูกออกแบบมาเพื่อสู้กับเงินเฟ้อและการพิมพ์เงินของรัฐบาล
- ทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property - IP) นี่คือพระเอกของคนยุคนี้ และเป็นสิ่งที่พวกเราสร้างได้ง่ายที่สุด (จาก Day 6 เรื่อง Kill the Duck) การเขียน Code, เขียนหนังสือ, ทำคอร์สออนไลน์, สร้างแบรนด์บุคคล สิ่งเหล่านี้คือ "Digital Real Estate" ที่ลงทุนต่ำ แต่สร้างรายได้ไร้ขีดจำกัด (Infinite Returns)
เปลี่ยนตัวเองจาก "ผู้เช่า" เป็น "เจ้าของ" ทุกคนครับ... ตราบใดที่เรายังรับเงินเดือน เราคือคนขายเวลา (ผู้เช่าระบบ) แต่ถ้าเราอยากรวย เราต้องย้ายฝั่งมาเป็น "เจ้าของ" (Owner) เราต้องเริ่มมองเงินในกระเป๋าใหม่ อย่ามองว่ามันคือ "อำนาจในการซื้อของ" (Buying Power) แต่ให้มองว่ามันคือ "ทหาร" (Soldiers) หน้าที่ของเราคือส่งทหารพวกนี้ออกไปยึดครองดินแดน (ซื้อทรัพย์สิน) เพื่อให้มันจับเชลย (ผลตอบแทน) กลับมาให้เรา อย่าส่งทหารไปตายในสนามรบแห่งการบริโภค (ซื้อของฟุ่มเฟือยที่ไร้ค่า)
บทสรุป: เริ่มต้นสะสมตั้งแต่วันนี้ หลายคนอาจจะท้อว่า "ก็เราไม่มีเงินก้อน จะไปซื้อที่ดินได้ไง?" ข่าวดีครับ... ยุคนี้เราไม่จำเป็นต้องรวยก่อนถึงจะลงทุนได้ เราซื้อหุ้นเศษหุ้น (Fractional Shares) ได้ด้วยเงิน 50 บาท เราซื้อกองทุนรวมได้ด้วยเงิน 1 บาท เราสร้าง IP (Content) ได้ด้วยเงิน 0 บาท ประเด็นไม่ได้อยู่ที่จำนวนเงิน แต่อยู่ที่ "นิสัย" (Habit) และ "ทิศทาง" (Direction) ถ้าทิศทางเราถูก (สะสมทรัพย์สิน) ต่อให้เราเดินช้า วันหนึ่งเราก็ถึงเส้นชัย แต่ถ้าทิศทางเราผิด (สะสมเงินสด/หนี้สิน) ต่อให้เราวิ่งเร็วแค่ไหน เราก็วิ่งลงเหว เลิกกอดก้อนน้ำแข็ง แล้วเปลี่ยนมันเป็น "เมล็ดพันธุ์" ที่จะเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ เพื่อให้วันหนึ่ง... เราจะได้นั่งพักผ่อนใต้ร่มเงาของมัน
Comments