ใช้เงินคนอื่น (OPM) และแรงคนอื่น (OPE) เพื่อขยายความมั่งคั่ง อาร์คิมิดีส นักคณิตศาสตร์ชาวกรีก เคยกล่าวประโยคที่สะเทือนโลกไว้ว่า "Give me a place to stand and with a lever I will move the whole world." (หาที่ยืนให้ข้าสิ แล้วส่งคานงัดมา... ข้าจะงัดโลกทั้งใบให้ดู) คนธรรมดา (พวกเราในอดีต) พยายาม "ยกโลก" ด้วยมือเปล่า เราใช้แรงตัวเอง 100% ใช้เงินตัวเอง 100% ใช้เวลาตัวเอง 100% ผลลัพธ์คืออะไรครับ? "หนัก เหนื่อย และไปได้ไม่ไกล" แต่คนรวย ไม่เคยใช้มือเปล่าครับ พวกเขาใช้ "คานงัด" (leverage) พวกเขาไม่ได้เก่งกว่าเรา 100 เท่า แต่พวกเขามีเครื่องทุ่นแรงที่ทำให้แรง 1 หน่วยของเขา ส่งผลลัพธ์เท่ากับแรง 1,000 หน่วยของเรา วันนี้เราจะมาเรียนรู้วิชาการใช้ "ทรัพยากรของคนอื่น" มาสร้างความมั่งคั่งให้ตัวเราเอง นั่นคือ OPM (Other People's Money) และ OPE (Other People's Energy)

OPM: เงินคนอื่น... คือเชื้อเพลิงชั้นดี (Other People's Money) สังคมไทยสอนให้เรา "กลัวหนี้" ครับ "การไม่มีหนี้เป็นลาภอันประเสริฐ"... จริงครับ ถ้ามันเป็น "หนี้เลว" (Bad Debt) ที่เอาไปซื้อรถ ซื้อกระเป๋า หรือกินหรู แต่สำหรับคนรวย... "หนี้คือเครื่องมือ" ครับ ถ้าเราอยากซื้อบ้านราคา 10 ล้านบาท • วิธีคนธรรมดา: เก็บเงินเดือนละ 50,000 บาท... ต้องใช้เวลา 16 ปี ถึงจะซื้อสดได้ (ป่านนั้นราคาบ้านพุ่งไป 20 ล้านแล้ว) • วิธีคนรวย (ใช้ OPM): วางเงินดาวน์ 1 ล้านบาท (เงินตัวเอง) + กู้ธนาคาร 9 ล้านบาท (เงินคนอื่น) o คุณได้ครอบครองทรัพย์สิน 10 ล้านบาททันที โดยใช้เงินตัวเองแค่ 10% o ถ้าบ้านราคาขึ้น 10% (เป็น 11 ล้าน)... เรากำไร 1 ล้านบาท o คิดเป็นผลตอบแทน 100% ของเงินต้น (ลงทุน 1 ล้าน กำไร 1 ล้าน) o แต่ถ้าเราซื้อสด 10 ล้าน... เรากำไร 10% เท่าเดิม เห็นพลังทวีไหมครับ? OPM ช่วยให้เรารวยเร็วกว่าการใช้เงินตัวเอง 10-20 เท่า ธนาคารไม่ได้เป็นศัตรู แต่ธนาคารคือ "แหล่งทุนราคาถูก" ที่พร้อมให้เรายืมไปสร้าง Asset (ตราบใดที่เรามีความสามารถในการบริหาร) กฎเหล็กของการใช้ OPM: จงใช้มันเพื่อซื้อ "ทรัพย์สินที่สร้างกระแสเงินสด" เท่านั้น ให้กระแสเงินสด (ค่าเช่า/ปันผล) มาจ่ายดอกเบี้ยแทนคุณ อย่าใช้ OPM ซื้อของฟุ่มเฟือยเด็ดขาด เพราะนั่นคือการฆ่าตัวตายทางการเงิน

OPE: แรงคนอื่น... คือเวลาที่เป็นอมตะ (Other People's Energy/Time) คำถาม: ทุกคนมีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากันจริงไหม? คำตอบ: ไม่จริงครับ • คุณสมชาย: ทำงานคนเดียว ชงกาแฟเอง ตอบลูกค้าเอง ส่งของเอง = มีเวลา 24 ชั่วโมง/วัน • Elon Musk: มีพนักงาน 100,000 คน สมมติทำงานคนละ 8 ชม. o 100,000 x 8 = 800,000 ชั่วโมง/วัน! Elon Musk ไม่ได้มีเวลามากกว่าเรา แต่เขา "ซื้อเวลา" ของคนอื่นมาเป็นของตัวเอง นี่คือพลังของ OPE ครับ กับดักของคนเก่ง (โดยเฉพาะพวก Perfectionist) คือโรค "เสียดายตังค์จ้าง" และโรค "ทำเองดีกว่า" "จ้างทำไม เปลือง งานแค่นี้ทำเองก็ได้" "เด็กสมัยนี้ไม่ได้เรื่อง สอนงานนานกว่าทำเองอีก ทำเองจบๆ ไป" ความคิดนี้คือ "เพดาน" ที่กดหัวเราไว้ไม่ให้โตครับ ถ้าเราอยากมีรายได้ชั่วโมงละ 5,000 บาท แต่เรายังมานั่งซักผ้า (งานราคา 100 บาท/ชม.) หรือนั่งตอบแชทลูกค้า (งานราคา 300 บาท/ชม.) เรากำลังขาดทุนย่อยยับครับ จงใช้หลักการ Arbitrage (เก็งกำไรค่าแรง) จ้างคนอื่นทำงานราคาถูก (Low Value Task) เพื่อให้เรามีเวลาไปทำงานราคาแพง (High Value Task) ยอมจ่ายเงิน เพื่อซื้อ "ชีวิต" คืนมา

WHO Not HOW: เปลี่ยนคำถาม เปลี่ยนชีวิต Dan Sullivan ผู้เขียนหนังสือ Who Not How เสนอแนวคิดที่เฉียบคมมาก: เวลาเจอปัญหาหรือโปรเจกต์ใหม่... • คนทั่วไปถาม: "How do I do this?" (ฉันจะทำสิ่งนี้ยังไง?) -> ต้องไปเรียนรู้ ต้องฝึก ต้องเสียเวลา • คนสำเร็จถาม: "Who can do this for me?" (ใครทำสิ่งนี้ให้ฉันได้บ้าง?) -> จ้างผู้เชี่ยวชาญ จบงานทันที • อยากทำเว็บไซต์ขายของ? o How: ไปลงเรียนเขียนโค้ด 3 เดือน (เสียเวลา) o Who: จ้าง Freelance มือโปร 10,000 บาท เสร็จใน 3 วัน (จบ) o และอย่าลืมจดโดเมนเนมได้ที่ DotArai.com การถามหา Who คือการใช้ OPE ขั้นสูงสุด มันคือการยอมรับว่า "ฉันไม่ต้องเก่งทุกอย่าง" แต่ "ฉันสามารถเข้าถึงคนเก่งทุกอย่างได้"

ระวัง! คานงัดมีสองด้าน (Double-Edged Sword) ฟังดูดีใช่ไหมครับ? แต่อย่าเพิ่งหึกเหิมจนประมาท Leverage คือตัวขยาย (Multiplier) • มันขยาย "กำไร" ได้มหาศาล • แต่มันก็ขยาย "การขาดทุน" ได้มหาศาลเช่นกัน (จนหมดเนื้อหมดตัวได้) • กู้เงินมาลงทุน แล้วเจ๊ง -> เราไม่ได้แค่เสียเงินต้น แต่เราเป็น "หนี้" (ติดลบ) • จ้างลูกน้องมาเยอะๆ แล้วไม่มีงานให้ทำ -> เราแบก Fixed Cost จนบริษัทล้มละลาย ดังนั้น ก่อนใช้คานงัด เราต้องมี "จุดยืนที่มั่นคง" (Foundation) ก่อน

  1. มีความรู้: อย่ากู้มาลงทุนในสิ่งที่ไม่รู้ (นั่นเรียกการพนัน)
  2. มีกระแสเงินสด: ต้องมั่นใจว่ามีเงินจ่ายดอกเบี้ย/เงินเดือน แม้ในวันที่แย่ที่สุด
  3. มีความรับผิดชอบ: การใช้ทรัพยากรคนอื่น มาพร้อมกับความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่

บทสรุป: เลิกเป็นซูเปอร์ฮีโร่ผู้โดดเดี่ยว ในหนัง Avengers... Iron Man ไม่ได้สู้คนเดียว เขาพาทีมมาทั้งกองทัพ ในโลกธุรกิจ... ไม่มีเศรษฐีคนไหนรวยด้วยตัวคนเดียว (Self-made millionaire is a myth) พวกเขาทุกคนยืนอยู่บนไหล่ของยักษ์ ยืนอยู่บนเงินของธนาคาร และยืนอยู่บนแรงงานของทีมงาน เลิกภูมิใจกับการเป็น "One Man Show" ที่ทำทุกอย่างจนหน้ามันแผล็บแต่ไม่มีตังค์ จงผันตัวมาเป็น "Conductor" (วาทยกร) ผู้ที่ไม่ต้องเล่นดนตรีเองสักชิ้น แต่สามารถควบคุมวงดนตรีร้อยชิ้น (OPM & OPE) ให้บรรเลงเพลงแห่งความมั่งคั่งออกมาได้อย่างไพเราะ จงใช้คานงัดเถอะครับ... เพราะโลกใบนี้หนักเกินกว่าที่เราจะแบกคนเดียวไหว