วิธีจัดการเสียงในหัวที่ตะโกนว่า "แกมันไม่เก่งจริง"... เมื่อเราต้องอัปค่าตัว หกวันที่ผ่านมา พวกเราคุยเรื่อง "ยุทธวิธี" ภายนอกกันไปหนักหน่วงมาก เราบอกให้ฆ่าเป็ด บอกให้เลิกบ่น บอกให้ใช้ AI และบอกให้เลือกจุดยืนเป็นผู้เชี่ยวชาญ ฟังดูดีใช่ไหมครับ? ไฟลุกโชนเลยใช่ไหมครับ? แต่ผมรู้ดีครับว่า... ทันทีที่พวกเรากำลังจะกดปุ่ม "โพสต์" เพื่อประกาศตัวตนใหม่ หรือวินาทีที่เรากำลังจะอ้าปากบอกราคาค่าจ้างใหม่ที่สูงกว่าเดิม 3 เท่า จะมี "เสียงเล็กๆ" เสียงหนึ่ง ดังขึ้นมาในหัวของพวกเรา เสียงนั้นมันเย็นยะเยือกและน่าขนลุก: "แกบ้าไปแล้วเหรอ? แกคิดว่าแกเป็นใคร?" "แกมันไม่ได้เก่งจริงหรอก แกมันก็แค่คนธรรมดาที่โชคดี" "เดี๋ยวคนเขาก็รู้ความจริง ว่าแกมันกลวงโบ๋" "อย่าเสนอหน้าเลย เดี๋ยวโดนด่า กลับไปอยู่ในรูเดิมเถอะ" คุ้นไหมครับ? อาการนี้วงการจิตวิทยาเรียกว่า Imposter Syndrome (อาการคิดว่าตัวเองเป็นตัวปลอม) มันคือความรู้สึกว่าความสำเร็จที่ผ่านมาคือ "ฟลุ๊ค" และกลัวว่าวันหนึ่งจะมี "ตำรวจจับตัวปลอม" มากระชากหน้ากากเราออกกลางสี่แยก เพื่อนๆ ครับ... วันนี้ผมจะพาพวกเรามานั่งจับเข่าคุย แล้วกระชากหน้ากาก "ผี" ตัวนี้ออก เพื่อให้เราเห็นความจริงที่อาจจะทำให้หน้าชา แต่จะปลดปล่อยเราไปตลอดกาล ความจริงข้อนั้นคือ: Imposter Syndrome ไม่ใช่ความถ่อมตน... แต่มันคือ "อีโก้" (Ego) ในร่างทรงที่แนบเนียนที่สุด
ทำไม "ตัวจริง" อย่างเรา ถึงรู้สึกเหมือน "ตัวปลอม"? ก่อนจะไปฆ่ามัน เราต้องเข้าใจมันก่อน เชื่อไหมครับว่า Albert Einstein ในช่วงบั้นปลายชีวิต เคยพูดกับเพื่อนสนิทว่า: "ฉันรู้สึกอึดอัดใจมาก ที่คนยกย่องฉันเกินจริง ฉันรู้สึกเหมือนเป็นนักต้มตุ๋น (Swindler) ที่ไม่ได้ตั้งใจ" หรือ Neil Gaiman นักเขียนระดับโลก เคยไปงานรวมตัวศิลปินและรู้สึกว่าตัวเองผิดที่ผิดทาง จนไปปรับทุกข์กับชายแก่คนหนึ่งว่า "ผมไม่ควรมาอยู่ที่นี่เลย มีแต่คนเก่งๆ" ชายแก่คนนั้นตอบว่า "ผมก็รู้สึกเหมือนกัน ผมแค่เขียนชื่อตัวเองลงบนดวงจันทร์ คนถึงรู้จักผม" ...ชายแก่คนนั้นคือ Neil Armstrong (มนุษย์คนแรกที่เหยียบดวงจันทร์) เห็นอะไรไหมครับ? ถ้าไอน์สไตน์ยังรู้สึกว่าเป็นตัวปลอม ถ้าคนเหยียบดวงจันทร์ยังรู้สึกว่าตัวเองไม่เก่งพอ แล้วประสาอะไรกับพวกเรา? ความจริงข้อที่ 1: อาการนี้มักเกิดกับ "คนเก่ง" ครับ เพราะคนโง่ (Dunning-Kruger Effect) จะมั่นใจในตัวเองสูงเวอร์ เพราะเขา "ไม่รู้ว่าตัวเองไม่รู้อะไร" แต่คนเก่ง จะรู้ว่าจักรวาลความรู้นั้นกว้างใหญ่แค่ไหน ยิ่งรู้เยอะ ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองตัวเล็ก ดังนั้น ถ้าเรารู้สึกว่า "เรายังไม่เก่งพอ" ยินดีด้วยครับ! นั่นคือหลักฐานว่าเรากำลังยืนอยู่ในเขตแดนของมืออาชีพ
ความจริงที่เจ็บปวด: มันคือเรื่องของ "อีโก้" ล้วนๆ เอาล่ะ... มาถึงท่อนที่ต้องตบเรียกสติกันหน่อย เรามักคิดว่า Imposter Syndrome คือความไม่มั่นใจ หรือความถ่อมตัว แต่ในหนังสือ The Ego is the Enemy ของ Ryan Holiday ชี้ให้เห็นมุมกลับที่น่าตกใจครับ การที่พวกเรามัวแต่กังวลว่า: "คนอื่นจะมองฉันยังไง?" "ถ้าฉันพลาด เขาจะหัวเราะเยาะฉันไหม?" "ฉันจะดูโง่ไหมถ้าเรียกราคาแพง?" สังเกตไหมครับ? ทุกประโยคมีคำว่า "ฉัน" (Me, I, Myself) เต็มไปหมด เรากำลังหมกมุ่นกับตัวเอง (Self-Absorbed) เรากำลังสำคัญตัวผิด คิดว่าเราคือ "จุดศูนย์กลางของจักรวาล" ที่ทุกคนต้องจับตามอง เราคิดว่าถ้าเราโพสต์งานผิดพลาด โลกจะหยุดหมุน ผู้คนจะแห่กันมาประณามหยามเหยียด ความจริงข้อที่ 2: "ไม่มีใครสนหัวพวกเราหรอกครับ" (No one cares about us) ทุกคนต่างก็ยุ่งวุ่นวายกับปัญหาชีวิตของตัวเอง ยุ่งกับการผ่อนบ้าน ยุ่งกับลูกร้องไห้ ยุ่งกับสิวที่ขึ้นบนหน้าตัวเอง ไม่มีใครว่างพอมานั่งจับผิดเราขนาดนั้นหรอก Imposter Syndrome จะทำงานได้ ก็ต่อเมื่อเราคิดว่า "แสงไฟส่องมาที่ตัวเรา" แต่ถ้าเราเปลี่ยนความคิดว่า "แสงไฟส่องไปที่ 'งาน' และ 'ลูกค้า'" อาการนี้จะหายไปทันที
เปลี่ยนจาก "ฉันคือใคร" เป็น "ฉันช่วยอะไร" วิธีแก้ Imposter Syndrome ที่ทรงพลังที่สุด ไม่ใช่การยืนหน้ากระจกแล้วบอกว่า "ฉันเก่งๆๆ" (นั่นหลอกตัวเอง) แต่คือการ "ย้ายโฟกัส" (Shift Focus) • Mindset ตัวปลอม: "ฉันมีวุฒิไม่พอนะ ฉันอายุยังน้อยนะ ฉันยังไม่ดังนะ จะไปสอนใครได้?" (โฟกัสที่ คุณสมบัติของตัวเอง) • Mindset ตัวจริง: "ลูกค้าคนนี้กำลังจะเจ๊ง ถ้าฉันไม่เอาความรู้ที่ฉันมี (แม้จะแค่นิดเดียว) ไปช่วยเขา เขาตายแน่ ฉันต้องช่วย!" (โฟกัสที่ การแก้ปัญหา) สมมติเราเห็นคนจมน้ำ เราจะยืนลังเลไหมครับว่า "เอ๊ะ... ฉันว่ายน้ำท่าสวยพอหรือยัง? ฉันมีใบเซอร์กู้ภัยระดับโลกไหม? ถ้ากระโดดลงไปแล้วท่าไม่สวย คนจะล้อไหม?" ไม่!!! เราจะกระโดดลงไปช่วยทันที เพราะเป้าหมายคือ "ช่วยคน" ไม่ใช่ "โชว์ตัว" ในโลกธุรกิจก็เหมือนกันครับ ถ้าเรามี "ยาแก้ปวด" (Solutions) อยู่ในมือ และลูกค้ากำลังปวดหัวแทบระเบิด หน้าที่ของเราคือ "ขายยานั้นให้เขา" ครับ การที่เรามัวแต่อาย ไม่กล้าขาย หรือขายถูกๆ เพราะกลัวดูไม่ดี นั่นคือความ "เห็นแก่ตัว" ครับ... เพราะเรากำลังหวงยาไว้ ทั้งที่ช่วยคนได้
การตั้งราคา: ค่าประสบการณ์ ไม่ใช่ค่าเวลา อีกหนึ่งกับดักที่ทำให้เรารู้สึกเป็นตัวปลอมตอนอัปค่าตัว คือเราคิดว่า: "งานนี้เราทำแป๊บเดียวเสร็จ (เพราะเราชำนาญ) จะไปคิดเขาแพงๆ ได้ไง รู้สึกผิด" มีเรื่องเล่าคลาสสิกเรื่องหนึ่งครับ: โรงงานแห่งหนึ่งเครื่องจักรเสีย สายการผลิตหยุดชะงัก เสียหายนาทีละแสน วิศวกรบริษัทซ่อมไม่ได้ เลยจ้าง "ผู้เฒ่าช่างกล" คนหนึ่งมา ผู้เฒ่าเดินดูรอบๆ 2 นาที แล้วหยิบ "ค้อน" ขึ้นมาเคาะที่น็อตตัวหนึ่ง "ปัง!" เครื่องจักรกลับมาทำงานลื่นไหลทันที ผู้เฒ่าส่งบิลเรียกเก็บเงิน 10,000 เหรียญ เจ้าของโรงงานโวยวาย "แค่เอาค้อนเคาะทีเดียว คิดหมื่นเหรียญ? เขียนแจกแจงรายละเอียดมาซิ!" ผู้เฒ่าเขียนบิลใหม่กลับไปว่า: • ค่าเอาค้อนเคาะ: 1 เหรียญ • ค่าที่รู้ว่าต้องเคาะตรงไหน: 9,999 เหรียญ ทุกคนครับ... เราไม่ได้ขายเวลา เรากำลังขาย "ปีศาจแห่งประสบการณ์" ที่เราสั่งสมมา 10 ปี การที่เราทำงานเสร็จใน 30 นาที ไม่ได้แปลว่างานนั้นง่าย แต่มันแปลว่า เราเก่งจนทำให้เรื่องยากกลายเป็นเรื่องง่าย นั่นคือ Value ที่ลูกค้าต้องจ่ายแพงกว่า เพื่อแลกกับ "ความเร็วและความแม่นยำ" ถ้าเรารู้สึกผิดที่คิดแพง... แปลว่าเรากำลังดูถูกความพยายามในอดีตของตัวเอง
จงเป็น "นักเรียน" ไม่ใช่ "กูรู" สุดท้าย ถ้าคำว่า "ผู้เชี่ยวชาญ" มันหนักหัวเกินไป จนทำให้ไม่กล้าขยับ ให้เปลี่ยนป้ายชื่อตัวเองใหม่ครับ อย่าเรียกตัวเองว่า "กูรู" (Guru) เพราะกูรูห้ามผิด แต่ให้เรียกตัวเองว่า "นักเรียนรู้ตลอดชีวิต" (Lifelong Learner) ที่นำหน้าคนอื่นอยู่ 1 ก้าว ในโลกยุคนี้ ข้อมูลเปลี่ยนเร็วมาก ไม่มีใครรู้ทุกเรื่อง 100% การที่เรากล้าพูดว่า "เรื่องนี้ผมยังไม่รู้ แต่ผมจะไปหาคำตอบมาให้ และนี่คือสิ่งที่ผมรู้ตอนนี้..." นั่นแหละครับ คือความจริงใจ (Authenticity) ที่แพงกว่าความสมบูรณ์แบบ คนไม่ได้จ่ายเงินจ้างคนที่ "ไม่เคยพลาด" แต่เขาจ้างคนที่ "รับผิดชอบ แก้ปัญหาจบ และไม่ทิ้งงาน"
บทสรุป: หน้าที่ของเราคือ "การโผล่หัวออกมา" (Show Up) เสียงในหัวที่บอกว่าเราเป็นตัวปลอม มันจะไม่หายไปไหนหรอกครับ มันจะมาทุกครั้งที่เรากำลังจะเติบโต (Level Up) ถ้าวันไหนเราไม่ได้ยินเสียงนี้... แปลว่าเรากำลังย่ำอยู่กับที่ (Comfort Zone) ดังนั้น จงเต้นรำไปกับความกลัว ยอมรับว่ากลัว ยอมรับว่าสั่น แต่ขาต้องก้าวออกไป มือต้องกดโพสต์ ปากต้องบอกราคา เพราะโลกนี้มีคนเก่งๆ มากมายที่ตายไปพร้อมกับความรู้ โดยไม่มีใครเห็น เพียงเพราะพวกเขา "อาย" อย่าปล่อยให้ความรู้ของเราเป็นหมัน โลกต้องการของขวัญที่เรามี... อย่าเสียมารยาทด้วยการซ่อนมันไว้อีกเลย
Comments