อย่ารอให้รวยร้อยล้านค่อยมีความสุข... เพราะวันนั้นอาจมาไม่ถึง วันนี้ผมจะพาพวกเรามาคุยเรื่องที่ "เปราะบาง" ที่สุดอีกเรื่อง และเป็นเรื่องที่คนประสบความสำเร็จจำนวนมาก "สอบตก" อย่างน่าเสียดาย เรื่องนั้นคือ "ความสุข" (Happiness) ครับ พวกเราหลายคนถูกตั้งโปรแกรมมาด้วยชุดคำสั่งแบบ "ถ้า... แล้วค่อย..." (If... Then... Logic) "ถ้าฉันเรียนจบ... แล้วฉันจะมีความสุข" "ถ้าฉันได้งานที่นี่... แล้วฉันจะมีความสุข" "ถ้าฉันเก็บเงินได้ 1 ล้านแรก... แล้วฉันจะมีความสุข" "ถ้าฉันเกษียณ... แล้วฉันจะมีความสุข" เรามองความสุขเป็นเหมือน "รางวัลที่เส้นชัย" เรายอมทนทุกข์ทรมาน กัดฟันกินก้อนเกลือ ยอมเครียดจนเส้นเลือดในสมองแทบแตก โดยหวังว่าสักวันหนึ่ง เมื่อเราไปถึงยอดเขา... เราจะได้เสพสุขชั่วนิจนิรันดร์ เพื่อนครับ... ผมขอเป็นคนใจร้ายอีกครั้งที่จะบอกความจริงข้อนี้: "สมการนั้นมันโกหกครับ" ความสุขไม่ใช่สิ่งที่เราจะ "ผ่อนส่ง" ได้ เราไม่สามารถจ่ายค่างวดเป็นความทุกข์ในวันนี้ เพื่อไปรอรับโอนความสุขในอีก 20 ปีข้างหน้า เพราะเมื่อถึงวันนั้น... เราอาจจะพบว่าเส้นชัยนั้นว่างเปล่า หรือแย่กว่านั้น... เราอาจจะตายก่อนไปถึงเส้นชัย
กับดัก "เส้นขอบฟ้า" (The Horizon Trap) ทำไมการรอให้รวยก่อนค่อยมีความสุข ถึงเป็นกลยุทธ์ที่ล้มเหลว? เพราะเป้าหมายของเรามันเหมือน "เส้นขอบฟ้า" ครับ ตอนเรายืนอยู่ที่ชายหาด เราเห็นเส้นขอบฟ้าอยู่ตรงนั้น แต่พอเราแล่นเรือออกไป... เส้นขอบฟ้ามันก็ถอยหนีออกไปเรื่อยๆ • ตอนเงินเดือน 15,000 -> เราคิดว่าถ้าได้ 30,000 จะมีความสุข • พอได้ 30,000 -> เราอยากได้ 50,000 • พอได้ 100,000 -> เราอยากได้ 1,000,000 จิตวิทยาเรียกสิ่งนี้ว่า "ลู่วิ่งแห่งความสุข" (Hedonic Treadmill) มนุษย์มีความสามารถในการ "ปรับตัว" (Adaptation) ที่น่ากลัวมาก ไม่ว่าเราจะได้ของเล่นชิ้นใหญ่แค่ไหน... รถสปอร์ต, บ้านหรู, นาฬิกาแพง ความสุขจากสิ่งเหล่านั้นจะพุ่งปรี๊ดแค่วูบเดียว (Dopamine Hit) แล้วภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์... เราจะชินกับมัน และกลับมารู้สึก "เฉยๆ" เหมือนเดิม คนที่ฝากความสุขไว้กับเป้าหมายในอนาคต จึงเหมือนหนูถีบจักร ที่วิ่งแทบตาย แต่วิ่งอยู่กับที่ในเรื่องของความเติมเต็มทางจิตวิญญาณ
The Arrival Fallacy: ความว่างเปล่าบนยอดเขา Tal Ben-Shahar ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาความสุข จาก Harvard เรียกอาการนี้ว่า "The Arrival Fallacy" (มายาคติแห่งการมาถึง) คือความเชื่อผิดๆ ที่ว่า "เมื่อเป้าหมายสำเร็จ ทุกอย่างจะเพอร์เฟกต์ตลอดไป" เคยสังเกตไหมครับ? เศรษฐีพันล้านหลายคน ดาราฮอลลีวูดหลายคน เป็นโรคซึมเศร้า หรือฆ่าตัวตาย ทำไม? ทั้งที่เขามีทุกอย่างที่เราฝันถึง? เพราะพวกเขาไปถึงยอดเขาแล้ว... และพบว่า "บนนั้นมันไม่มีอะไรเลย นอกจากลมหนาว" พวกเขาเสียสละความสุขระหว่างทาง ทิ้งครอบครัว ทิ้งสุขภาพ เพื่อปีนขึ้นไป แต่พอไปถึงกลับพบว่า ความสุขไม่ได้อยู่ที่ยอดเขา ความสุขมันซ่อนอยู่ในการก้าวเท้าปีนเขาแต่ละก้าวต่างหาก ถ้าเราเกลียดการเดินทาง... เราจะเกลียดจุดหมายปลายทาง เพราะทันทีที่เราถึงเป้าหมาย ความตื่นเต้นจะหายไป และเราจะรู้สึกว่างเปล่า (Post-Achievement Depression) ดังนั้น... จงมีความสุขขณะปีน ครับ
ความตาย: เครื่องเตือนสติที่ดีที่สุด (Memento Mori) เหตุผลที่สำคัญที่สุดที่เรา "ผ่อนส่งความสุข" ไม่ได้ เพราะ "เราไม่มีหลักประกันว่าพรุ่งนี้เราจะตื่นขึ้นมา" ชาวสโตอิก (Stoic) มีแนวคิดเรื่อง Memento Mori (จงระลึกว่าเจ้าต้องตาย) สมมติว่าเราตั้งเป้าจะรวยร้อยล้านตอนอายุ 60 แล้วค่อยไปเที่ยวรอบโลก เราทำงานหนัก 7 วัน/สัปดาห์ ไม่เคยไปงานวันเกิดลูก ไม่เคยพาพ่อแม่ไปกินข้าว แล้วปรากฏว่า... ตอนอายุ 59 เราหัวใจวายตายคาโต๊ะทำงาน (ไม่ได้แช่งนะครับ) ถามว่า... ชีวิตที่ผ่านมา 59 ปี คืออะไรครับ? มันคือ "การขาดทุนย่อยยับ" เราจ่ายค่างวด (ความทุกข์) ไปจนหมด แต่ไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์ (ความสุข) เลยแม้แต่วันเดียว ผมไม่ได้บอกให้เลิกทำงานแล้วไปใช้เงินให้หมดนะครับ แต่ผมบอกให้ "บริหารพอร์ตความสุข" ให้สมดุล • ลงทุนเพื่ออนาคต 70% • แต่ต้องปันผลความสุขให้ตัวเองใช้ "วันนี้" 30% อย่า Re-invest ทุกอย่างจนหมดเกลี้ยง เพราะคุณอาจไม่ได้อยู่ใช้มัน
ความสำเร็จ ไม่ใช่กุญแจสู่ความสุข... แต่ความสุขคือกุญแจสู่ความสำเร็จ เรามักเข้าใจสมการผิด: ความสำเร็จ -> ความสุข (ผิด) ความสุข -> ความสำเร็จ (ถูก) งานวิจัยจาก Shawn Achor (นักเขียนและวิทยากรชาวอเมริกันที่มีชื่อเสียงในด้านการสนับสนุนจิตวิทยาเชิงบวก เขาเป็นผู้แต่งหนังสือขายดีของ New York Times เรื่อง The Happiness Advantage) พิสูจน์แล้วว่า: "สมองที่มีความสุข จะทำงานได้ดีกว่าสมองที่เครียด" • คนที่มีความสุข จะมีความคิดสร้างสรรค์มากกว่า 3 เท่า • ขายเก่งกว่า 37% • และอายุยืนกว่า ดังนั้น การอนุญาตให้ตัวเองมีความสุข "ตอนนี้" ไม่ใช่เรื่องไร้สาระ แต่มันคือ "กลยุทธ์ทางธุรกิจ" (Business Strategy) ที่ฉลาดที่สุด ถ้าเรามีความสุข เราจะทำงานได้ดีขึ้น เราจะดึงดูดคนดีๆ เข้ามา และเราจะรวยเร็วขึ้น การทำหน้าเครียดคิ้วขมวด ไม่ได้ช่วยให้รวยเร็วขึ้นครับ มันแค่ทำให้เราแก่เร็วขึ้น
วิธีหาความสุขแบบ "Street Smart" ไม่ต้องไปบวช หรือนั่งสมาธิใต้ต้นไม้ 7 วันครับ ความสุขแบบวิชาข้างถนน คือการหา "Micro-Joys" (ความสุขจิ๋ว) ในชีวิตประจำวัน
- ความสุขจากการ "ขอบคุณ" (Gratitude) เลิกมองสิ่งที่ "ขาด" หันมามองสิ่งที่ "มี" แค่เรามีข้าวกิน มีที่นอน มีอินเทอร์เน็ตใช้... เราโชคดีกว่าคนอีก 3,000 ล้านคนบนโลกแล้ว การขอบคุณ คือการแฮ็กสมองให้เลิกวิ่งไล่ล่า และเริ่มดื่มด่ำ
- ความสุขจากการ "ลิ้มรส" (Savoring) กาแฟแก้วละ 100 บาทที่เราดื่ม... เราดื่มมันจริงๆ หรือเปล่า? หรือปากดูดกาแฟ แต่สมองคิดเรื่องงาน? ลองใช้เวลา 5 นาที ดื่มด่ำกับรสชาติ กลิ่น และบรรยากาศจริงๆ นั่นคือกำไรชีวิตที่คุณตักตวงได้ทันที
- ความสุขจากการ "เป็นผู้ให้" (Giving) จำ Day 14 ได้ไหม? ยิ่งให้ยิ่งรวย และความรู้สึกตอนที่ได้ช่วยเหลือคนอื่น... คือความสุขที่ยั่งยืนและอิ่มเอมที่สุด มันคือสารเคมีในสมองที่เงินซื้อไม่ได้
บทสรุป: อย่าเป็นศพที่รวยที่สุดในป่าช้า เป้าหมายของการเดินทางครั้งนี้ ไม่ใช่การเป็น "The Richest Man in the Graveyard" (ศพที่รวยที่สุดในป่าช้า) แต่คือการเป็น "The Most Alive Man on Earth" (มนุษย์ที่มีชีวิตชีวาที่สุดบนโลก) อย่ารอให้พร้อมค่อยมีความสุข อย่ารอให้รวยค่อยดูแลคนรัก อย่ารอให้เกษียณค่อยไปเที่ยว จงเป็น "Happy Achiever" (ผู้ประสบความสำเร็จที่มีความสุข) ไม่ใช่ "Successful Martyr" (ผู้ประสบความสำเร็จที่ทนทุกข์ทรมาน) ความสุข... ต้องสดเสมอครับ ห้ามแช่แข็ง ห้ามหมักดอง ห้ามผ่อนส่ง จงเสพสุขจากการกระทำเล็กๆ น้อยๆ ในวันนี้... ระหว่างที่คุณกำลังเดินไปสู่ความยิ่งใหญ่
Comments