กฎเหล็ก: อะไรที่เรากลัวที่สุด... มักเป็นสิ่งที่เรา "จำเป็นต้องทำ" ที่สุดเสมอ วันนี้ ผมอยากชวนพวกเรามาคุยเรื่อง "ความรู้สึก" ที่พวกเราเกลียดที่สุด มันคืออาการมือสั่น ใจเต้นแรง เหงื่อออกมือ และอยากจะวิ่งหนีไปให้ไกลๆ ใช่ครับ... เรากำลังพูดถึง "ความกลัว" (Fear) เราถูกสอนมาทั้งชีวิตว่า "ความกลัวคือสัญญาณเตือนภัย" ถ้าเจอไฟไหม้ -> กลัว -> หนี (ถูกต้อง) ถ้าเจอเสือ -> กลัว -> หนี (ถูกต้อง) แต่ในโลกยุคใหม่... สัญชาตญาณนี้กำลังเล่นตลกกับเราครับ เคยสังเกตไหมครับ? เวลาเราจะกดโพสต์ขายของชิ้นแรก... เรากลัว เวลาเราจะเดินไปขอเจ้านายขึ้นเงินเดือน... เรากลัว เวลาเราจะลาออกจากงานที่กัดกินวิญญาณ... เรากลัวจนตัวสั่น ถามจริงๆ ครับ... การโพสต์ขายของมันทำให้เราตายไหม? การขอขึ้นเงินเดือนทำให้เลือดตกยางออกไหม? เปล่าเลย... ไม่มีใครตาย แล้วทำไมเราถึงกลัวขนาดนั้น? ทุกคนครับ... ความลับของจักรวาลข้อหนึ่งที่โรงเรียนไม่เคยสอนเราคือ: "ในโลกของการเติบโต... ความกลัวไม่ใช่ป้ายหยุด (Stop Sign) แต่มันคือ เข็มทิศ (Compass)" ยิ่งเรากลัวสิ่งไหนมากเท่าไหร่... แปลว่าสิ่งนั้นสำคัญต่อจิตวิญญาณและการเติบโตของเรามากเท่านั้น
กฎแห่งแรงต้าน (The Law of Resistance) Steven Pressfield ผู้เขียนหนังสือระดับตำนาน The War of Art เรียกความกลัวชนิดนี้ว่า "แรงต้าน" (Resistance) เขาเล่าไว้ว่า: "แรงต้านจะแปรผันตรงกับความสำคัญของงานนั้นๆ เสมอ" • ถ้าเราจะนั่งดู Netflix... เราไม่กลัว (แรงต้านเป็นศูนย์ = งานไม่มีค่า) • ถ้าเราจะกินเหล้ากับเพื่อน... เราไม่กลัว • แต่ถ้าเราจะเริ่มเขียนนิยายเล่มแรก... เรากลัว • ถ้าเราจะเริ่มธุรกิจของตัวเอง... เรากลัวแทบอ้วก ทำไม? เพราะ "แรงต้าน" รู้ดีว่างานไหนที่จะ "เปลี่ยนชีวิต" เรา มันจึงส่งความกลัวระดับสูงสุดมาขัดขวาง มันกลัวเราจะเก่งขึ้น มันกลัวเราจะรวยขึ้น มันกลัวเราจะหลุดพ้นจากกรอบเดิมๆ ดังนั้น ถ้าเช้านี้พวกเราตื่นมาแล้วคิดถึงงานบางอย่าง แล้วรู้สึกกลัวจนขนลุก จงยิ้มครับ! ยิ้มกว้างๆ เลย เพราะนั่นคือข่าวดีที่สุด มันแปลว่าเราเจอ "ขุมทรัพย์" แล้ว ความกลัวกำลังชี้บอกเราว่า "ทางนี้แหละเพื่อน... ทางนี้แหละที่จะพาแกไปสู่เวอร์ชันใหม่"
ทำไมสมองถึงหลอกเรา? (เสือเขี้ยวดาบ vs คอมเมนต์ด่า) เพื่อให้เราชนะเกมนี้ เราต้องเข้าใจกลไกของสมองก่อน สมองส่วน Amygdala ของเรา ถูกออกแบบมาเมื่อ 200,000 ปีก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้เราโดนเสือคาบไปกิน ในยุคนั้น: • ความกลัว = อันตรายถึงชีวิต • การถูกขับออกจากเผ่า = ตายสถานเดียว แต่ในยุคนี้: • การโพสต์งานแล้วไม่มีคนไลก์ = ไม่ตาย • การถูกลูกค้าปฏิเสธ = ไม่ตาย • การโดนเกรียนคีย์บอร์ดด่า = ไม่ตาย แต่ Amygdala มันโง่ครับ (ขออภัยที่ต้องพูดตรงๆ) มันแยกไม่ออกระหว่าง "เสือเขี้ยวดาบ" กับ "เจ้านายเรียกพบ" มันเลยส่งสารเคมีแห่งความกลัวออกมาเท่ากัน ทำให้เราตัวแข็งทื่อ (Freeze) หน้าที่ของเราในฐานะมนุษย์ที่มีสติสัมปชัญญะ คือการบอกสมองสัตว์ป่าตัวนี้ว่า: "ขอบใจนะที่เตือน แต่สถานการณ์นี้ปลอดภัย เราจัดการได้" เราต้อง Hack ความกลัว ด้วยการเปลี่ยนนิยามมันใหม่ นักจิตวิทยาบอกว่า อาการทางกายของ "ความกลัว" (มือสั่น, ใจเต้น) กับ "ความตื่นเต้น" ... เหมือนกัน 100% สิ่งที่ต่างกันคือ "ลมหายใจ" • ความกลัว = ตื่นเต้น + กลั้นหายใจ • ความตื่นเต้น = กลัว + หายใจเข้าลึกๆ ดังนั้น ครั้งต่อไปที่กลัว... ให้สูดหายใจลึกๆ แล้วบอกตัวเองว่า "เราไม่ได้กลัว เรากำลังตื่นเต้นที่จะได้เติบโต!" ถ้ำที่คุณกลัวจะเข้า... ซ่อนสมบัติที่คุณตามหา Joseph Campbell นักปรัชญาผู้ศึกษาตำนานวีรบุรุษทั่วโลก (Hero's Journey) กล่าวประโยคทองคำไว้ว่า: "ถ้ำที่คุณกลัวที่จะเข้าไป... กุมขุมทรัพย์ที่คุณกำลังตามหา" (The cave you fear to enter holds the treasure you seek.) ลองนึกดูสิครับ • สิ่งที่เราอยากได้ (อิสรภาพ, เงินทอง, ความภูมิใจ) มันไม่ได้วางอยู่หน้าปากถ้ำ • แต่มันถูกซ่อนอยู่ลึกที่สุด ในที่ที่มีมังกรเฝ้าอยู่ • มังกรตัวนั้น คือ ความกลัวการถูกปฏิเสธ, ความกลัวความล้มเหลว, ความกลัวการขายหน้า คนส่วนใหญ่ (99%) เดินมาถึงหน้าปากถ้ำ ได้ยินเสียงมังกรคำราม ก็วิ่งหนีกลับไปทำงานประจำ ไปใช้ชีวิตแบบเดิมๆ ที่ปลอดภัย แต่ "วีรบุรุษ" (ซึ่งก็คือพวกเราในเวอร์ชันอนาคต) รู้วิธีที่จะ "เดินเข้าถ้ำทั้งที่ขาสั่น" ความกล้าหาญ (Courage) ไม่ใช่การ "ไม่กลัว" คนที่ไม่กลัวคือคนบ้า หรือไม่ก็คนโง่ ความกล้าหาญคือการ "รู้ว่ากลัว... แต่ก็ยังทำมันทั้งๆ ที่กลัว" (Do it scared)
บทสรุป: วิ่งเข้าหาไฟ (Run Into the Fire) เพื่อนๆ ครับ... ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ผมขอเสนอ "กฎเหล็กประจำใจ" ข้อใหม่ให้พวกเรา ถ้าเราเจอทางแยก 2 ทาง
- ทางที่ดูสบาย ปลอดภัย ไม่น่ากลัวเลย
- ทางที่ดูมืดมน น่าขนลุก และทำให้ใจเต้นแรง จงเลือกทางที่ 2 เสมอ เพราะทางที่ 1 คือทางลาดลงสู่ความธรรมดา (Mediocrity) ส่วนทางที่ 2 คือทางชันขึ้นสู่ยอดเขาแห่งความยิ่งใหญ่ (Greatness) อย่ารอให้ความกลัวหายไปก่อนแล้วค่อยลงมือทำ (เพราะมันไม่มีวันหายไป) แต่จงพกความกลัวใส่กระเป๋าเป้ แล้วพาแม่งไปด้วยกันนี่แหละ! ให้มันเป็นเพื่อนๆ ที่คอยเตือนสติ แต่ไม่ใช่คนขับรถ "ถ้าความฝันของเรา ไม่ทำให้เรากลัว... แปลว่าฝันนั้นมันเล็กเกินไป"
Comments