เลิกดราม่ากับความผิดพลาด... มองให้เป็นแค่ "ผลการทดลองทางวิทยาศาสตร์" พวกเราถูกสอนมาให้เกลียดกลัวความล้มเหลว สมัยเรียน... กาข้อสอบผิด = โง่ = โดนครูตี = พ่อแม่ผิดหวัง พอทำงาน... ทำโปรเจกต์พัง = ไร้ความสามารถ = อดโบนัส = ขายหน้าเพื่อนร่วมงาน เราเลยสร้างสมการนรกขึ้นมาในหัวว่า: ความล้มเหลว = ตัวเราห่วยแตก (Failure = I am a loser) ทุกครั้งที่เราทำพลาด เราจะดราม่า เราจะฟูมฟาย เราจะนอนไม่หลับ เราจะโทษตัวเองว่า "ทำไมเราไม่ได้เรื่องแบบนี้" เราเอา "ผลลัพธ์ของงาน" มาผูกติดกับ "คุณค่าของความเป็นมนุษย์" ทุกคนครับ... วันนี้ผมขอสั่งให้พวกเรา "ตัด" เชือกเส้นนั้นทิ้งซะ เพราะในโลกของผู้ชนะ... ความล้มเหลวไม่มีจริง มีแต่คำว่า "ข้อมูล" (Data) เท่านั้น
สวมวิญญาณ "นักวิทยาศาสตร์" (The Scientist Mindset) ลองจินตนาการภาพนักวิทยาศาสตร์ในห้องแล็บดูนะครับ สมมติเขากำลังทดลองหายารักษามะเร็ง เขาหยอดสารเคมี A ผสมกับสารเคมี B... ผลปรากฏว่า "ระเบิดตูม!" การทดลองล้มเหลว ถามว่า... นักวิทยาศาสตร์คนนั้นจะลงไปนอนดิ้นพราดๆ ร้องไห้ฟูมฟาย แล้วบอกว่า "เรามันคนเลว เรามันขยะสังคม" ไหมครับ? ไม่!!! เขาจะแค่ปัดฝุ่นที่เสื้อ หยิบสมุดบันทึกขึ้นมา แล้วจดว่า: "สาร A + สาร B = ระเบิด (ใช้ไม่ได้)" เขาไม่ได้มองว่าตัวเองล้มเหลว เขาแค่มองว่า "สมมติฐานผิด" และเขาก็ได้ "ข้อมูล" ใหม่มาแล้วว่า ทางนี้ไม่ใช่ทางที่ถูก เขาก็แค่ลองผสมสาร A กับสาร C ต่อไป... ทำไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเจอ นี่แหละครับคือ Mindset ที่เราต้องมี ชีวิตคือห้องทดลองขนาดใหญ่ • โพสต์ขายของแล้วไม่มีคนซื้อ? -> ไม่ใช่ "เราห่วย" -> แต่คือ "รูปไม่สวย" หรือ "แคปชั่นไม่โดน" (ได้ข้อมูลแล้ว ปรับปรุงสิ!) • จีบสาวแล้วไม่ติด? -> ไม่ใช่ "เราไร้ค่า" -> แต่คือ "วิธีเข้าหาผิด" หรือ "เขาไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย" (ได้ข้อมูลแล้ว หาใหม่สิ!) เลิกใส่ "อารมณ์" (Emotion) ลงไปในผลลัพธ์ มองทุกอย่างให้เป็น "ตัวเลข" และ "สถิติ" เมื่อเรามองเป็นข้อมูล เราจะเลิกเจ็บ และเราจะฉลาดขึ้น
จงล้มเหลวให้ "เร็ว" และ "ถูก" (Fail Fast, Fail Cheap) ในโลกยุคนี้ความเร็วคือพระเจ้า ถ้าเรามัวแต่กลัวล้มเหลว เราจะขยับตัวช้า เราจะเตรียมตัวอยู่นั่นแหละ ไม่ลงมือทำสักที เพราะเราต้องการความสมบูรณ์แบบ (Perfectionism) ซึ่งมันไม่มีจริง Silicon Valley มีคติประจำใจว่า "Fail Fast, Fail Often, Fail Forward" (ล้มให้เร็ว ล้มให้บ่อย และล้มไปข้างหน้า) ทำไมต้องรีบล้ม? เพราะการล้มเหลวตอนอายุน้อย มัน "ราคาถูก" ครับ • ล้มตอนอายุ 25 (หมดตัว) -> ยังมีแรงหาใหม่ เจ็บไม่หนัก • ล้มตอนอายุ 50 (หมดตัว) -> เจ็บหนัก ลุกยาก (แต่ก็ใช่ว่าทำไม่ได้นะครับ) • ทำธุรกิจเจ๊งในเดือนแรก (เสียเงินหลักพัน) -> ดีกว่าดันทุรังทำไป 3 ปีแล้วเจ๊ง (เสียเงินหลักล้าน) ดังนั้น รีบๆ ล้มเถอะครับ รีบๆ ทำผิดพลาดโง่ๆ ตั้งแต่วันนี้ เพื่อที่เราจะได้เอา "ข้อมูล" จากความผิดพลาดนั้น มาสร้างความสำเร็จในวันหน้า คนที่ประสบความสำเร็จที่สุด คือคนที่ "ล้มเหลวมาเยอะที่สุด" Thomas Edison ไม่ได้ล้มเหลว 10,000 ครั้ง แต่เขาพบ 10,000 วิธีที่หลอดไฟจะไม่ติด ความสำเร็จคือ "ยอดภูเขาน้ำแข็ง" ที่ตั้งอยู่บนฐานรากของความล้มเหลวนับไม่ถ้วน
ปริมาณ นำมาซึ่ง คุณภาพ (Quantity leads to Quality) มีงานวิจัยคลาสสิกชิ้นหนึ่ง เรื่อง "ชั้นเรียนปั้นหม้อ" อาจารย์แบ่งนักเรียนเป็น 2 กลุ่ม • กลุ่ม A (เน้นปริมาณ): เกรดออกตาม "น้ำหนัก" ของหม้อที่ปั้นได้ (ปั้น 50 กิโลฯ ได้เกรด A) ไม่สนความสวย • กลุ่ม B (เน้นคุณภาพ): เกรดออกตาม "ความสวยงาม" ของหม้อเพียงใบเดียว (ปั้นใบเดียวให้เทพที่สุด) ผลลัพธ์น่าตกใจมากครับ... พอจบเทอม หม้อที่สวยที่สุด ปราณีตที่สุด ไม่ได้มาจากกลุ่ม B (ที่เน้นคุณภาพ) แต่มาจาก กลุ่ม A (ที่เน้นปริมาณ) ทำไม? เพราะกลุ่ม A มัวแต่ปั้นๆๆๆ (ปั้น -> พัง -> ปั้นใหม่ -> พัง -> ปั้นใหม่) ในกระบวนการนั้น พวกเขาเรียนรู้จากความผิดพลาดนับพันครั้ง มือพวกเขาจึงชำนาญขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่รู้ตัว ส่วนกลุ่ม B มัวแต่นั่งคิด นั่งวางแผน กลัวจะไม่สวย กลัวจะพลาด สุดท้ายเลยทำออกมาได้แค่ผลงานดาดๆ เพื่อนครับ... เลิกวางแผนให้สมบูรณ์แบบ ชีวิตไม่ใช่กลุ่ม B ชีวิตคือกลุ่ม A Quantity (ปริมาณการลงมือทำ) จะนำไปสู่ Quality (คุณภาพ) เอง ทำห่วยๆ ออกไปก่อน ทำให้เยอะ เข้าไว้ แล้วความห่วยจะค่อยๆ กลายเป็นความเทพเอง
เปลี่ยนคำว่า "ล้มเหลว" เป็น "บทเรียนราคาแพง" ถ้าเราทำเงินหาย 10,000 บาท เพราะลงทุนพลาด ถ้าเรามองว่า "ซวยจัง เสียตังค์ฟรี" -> เราขาดทุน 10,000 บาท แต่ถ้าเรามองว่า "นี่คือค่าคอร์สเรียนวิชาการลงทุน ภาคปฏิบัติ" -> เราไม่ได้ขาดทุน เราแค่จ่ายค่าเทอม เพื่อแลกกับวิชาที่จะทำให้เรารักษาเงิน 10 ล้านในอนาคต ทุกความผิดพลาด มี "ป้ายราคา" ติดอยู่ และทุกป้ายราคา มี "สินค้า" (ปัญญา) แนบมาด้วยเสมอ คนส่วนใหญ่จ่ายเงินไปแล้ว แต่ไม่ยอมหยิบสินค้ากลับมา (มัวแต่นั่งร้องไห้) นั่นคือการขาดทุนที่แท้จริง หน้าที่ของเราคือ "รีดพิษ" (Extract Wisdom) ออกจากความล้มเหลว ทุกครั้งที่พลาด ถามตัวเองทันที
- เกิดอะไรขึ้น? (ข้อเท็จจริง ไม่ใช่อารมณ์)
- ทำไมถึงเกิด? (วิเคราะห์สาเหตุ)
- ครั้งหน้าจะป้องกันยังไง? (สร้างระบบ)
บทสรุป: หน้าด้านเข้าไว้ (Be Shameless) คนที่ชนะในเกมชีวิต คือคนที่ "หน้าด้าน" ต่อความล้มเหลว คือคนที่ล้มแล้วลุกขึ้นมาปัดกางเกง หัวเราะ แล้วบอกว่า "อ๋อ... ทางนี้ไม่ได้ผลแฮะ งั้นลองทางใหม่" เลิกแบกหน้าตา เลิกแบกอีโก้ ยิ่งเราหน้าบาง เรายิ่งเจ็บง่าย ทำตัวให้หน้าหนาเข้าไว้ มองทุกอย่างเป็นเกม เกมมีแพ้ มีชนะ แพ้ก็กด Continue เล่นใหม่ อย่าทำให้มันเป็นเรื่องใหญ่โตราวกับโลกจะแตก จำไว้ครับ: "นักวิทยาศาสตร์ที่เก่งที่สุด ไม่ใช่คนที่ทดลองสำเร็จในครั้งแรก แต่คือคนที่บันทึกผลการทดลองที่ล้มเหลวได้ละเอียดที่สุด และไม่ยอมเลิกทดลองต่างหาก"
Comments