ยิ่งตัวพอง... ยิ่งเดินผ่านประตูแห่งโอกาสได้ยาก ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา เราปลุกยักษ์ในตัวตื่นขึ้นมา เราจัดการความกลัว และเราฝึกความอดทน ตอนนี้ไฟในใจของพวกเราน่าจะกำลังลุกโชน ความมั่นใจน่าจะกำลังพุ่งพล่าน แต่... ช้าก่อนครับ ในจุดที่กราฟความมั่นใจพุ่งสูงสุดนี่แหละ คือจุดที่ "อันตรายที่สุด" เพราะมันจะมีปีศาจตัวหนึ่งแอบเกาะติดมากับความมั่นใจเงียบๆ ปีศาจตัวนั้นชื่อว่า "อีโก้" (Ego) เรามักเข้าใจว่า อีโก้ คือความหยิ่งยโสโอหัง เดินเชิดหน้าไม่มองใคร แต่นั่นเป็นแค่อีโก้แบบเด็กๆ ครับ อีโก้ที่ร้ายกาจกว่า คืออีโก้ที่ซ่อนอยู่ในรูปแบบของ "ฉันรู้แล้ว เรื่องนี้ไม่ต้องฟังก็ได้" "ทำไมฉันต้องทำงานต่ำต้อยแบบนี้ ฉันระดับไหนแล้ว" "ใครวิจารณ์ฉัน แปลว่ามันอิจฉา" เพื่อนๆ ครับ... วันนี้ผมจะบอกความจริงข้อหนึ่งที่จะช่วยเซฟเงินในกระเป๋าเราได้มหาศาลในอนาคต: "อีโก้ ไม่ใช่เรื่องของบุคลิกภาพ แต่มันคือ 'รายจ่าย' (Expense) ที่แพงที่สุดในงบการเงินของชีวิต" ราคาที่เราต้องจ่ายให้กับ "ความตัวพอง" ทำไมผมถึงเรียกว่ารายจ่าย? ลองมาดูใบเสร็จรับเงินที่เราต้องจ่ายให้มันสิครับ:

  1. ค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) เมื่อเราคิดว่าเราเก่งแล้ว เราเจ๋งแล้ว เราจะหยุดฟัง และเมื่อเราหยุดฟัง... เราจะไม่ได้ยินเสียงเคาะประตูของโอกาสที่มาในรูปแบบของ "คำแนะนำ" หรือ "งานเล็กๆ" เราปฏิเสธงานที่ดูไม่สมฐานะ ทั้งที่งานนั้นอาจพาเราไปเจอคอนเนคชั่นระดับโลก (อีโก้บังตา จนมองไม่เห็นทองคำที่เปื้อนโคลน)
  2. ค่าโง่ (The Tax of Ignorance) คนที่น้ำเต็มแก้ว จะเติมน้ำใหม่ไม่ได้ ในยุค AI ที่โลกหมุนเร็วจี๋ คนที่บอกว่า "ฉันรู้แล้ว" คือคนที่จะ "โง่ทันที" ในวินาทีถัดไป เราจะจ่ายค่าโง่ด้วยการทำธุรกิจเจ๊ง เพราะไม่ยอมปรับตัวตามเทคโนโลยี เพียงเพราะเชื่อมั่นในวิธีเดิมๆ ของตัวเอง
  3. ค่าความสัมพันธ์ (Relationship Cost) ไม่มีใครอยากทำงานกับคนที่คิดว่าตัวเองถูกเสมอ เราอาจจะชนะเถียง แต่เราจะแพ้ใจ ลูกน้องเก่งๆ จะลาออก หุ้นส่วนดีๆ จะถอนตัว ลูกค้าจะหนีหาย เพราะอีโก้ของเรามันเบียดพื้นที่หายใจของคนอื่นจนหมด Ryan Holiday ผู้เขียนหนังสือ Ego is the Enemy กล่าวไว้ว่า "Ego is the anesthesia that deadens the pain of stupidity" (อีโก้คือยาชา ที่ทำให้เราไม่รู้สึกเจ็บปวดจากความโง่เขลาของตัวเอง) ...แต่มันไม่ได้รักษาความโง่นะครับ มันแค่ทำให้เราไม่รู้ตัวเฉยๆ

ประตูแห่งความสำเร็จนั้น "แคบ" เสมอ ลองจินตนาการภาพประตูบานหนึ่ง ประตูบานนี้ชื่อว่า "ประตูแห่งโอกาส" ลักษณะพิเศษของมันคือ มันแคบและเตี้ย • ถ้าเราแบกหัวโขนอันใหญ่โต (ยศถาบรรดาศักดิ์) • ถ้าเราแบกกระเป๋าแห่งความสำเร็จในอดีตอันพะรุงพะรัง • ถ้าเรายืดตัวตรงด้วยความจองหอง เราจะเดินผ่านประตูบานนี้ไม่ได้ครับ เราจะติด และถ้าเราฝืนดันเข้าไป... เราจะเจ็บตัว คนที่จะผ่านประตูนี้ได้ ต้องทำ 2 อย่าง

  1. ก้มหัวลง (Humble): อ่อนน้อมถ่อมตน ยอมรับว่าตัวเองตัวเล็ก
  2. วางของลง (Unlearn): วางความสำเร็จเก่าๆ ทิ้งไป ทำตัวให้เบาเหมือนคนเพิ่งเริ่มต้น จำไว้ครับ... "The bigger your head, the harder the journey" (ยิ่งหัวโตเท่าไหร่ การเดินทางยิ่งยากลำบากเท่านั้น)

ความมั่นใจ (Confidence) vs อีโก้ (Ego) หลายคนกลัวว่า "ถ้าฆ่าอีโก้ แล้วฉันจะกลายเป็นคนขี้แพ้ ไม่มั่นใจในตัวเองหรือเปล่า?" ไม่ใช่นะครับ! เราต้องแยกแยะให้ออก • ความมั่นใจ (Confidence): คือการเชื่อใน "ความสามารถที่จะเรียนรู้และแก้ปัญหา" ของตัวเอง o "เรื่องนี้ฉันยังไม่รู้ แต่ฉันมั่นใจว่าฉันเรียนรู้ได้" o "ฉันมั่นใจว่าฉันจะผ่านอุปสรรคนี้ไปได้" o (โฟกัสที่การกระทำ) • อีโก้ (Ego): คือการเชื่อใน "ความสำคัญ" ของตัวเอง o "เรื่องนี้ฉันรู้ดีที่สุด ใครห้ามเถียง" o "ปัญหาแค่นี้กระจอก ฉันไม่ต้องเตรียมตัวหรอก" o (โฟกัสที่ภาพลักษณ์) เราต้องมีความมั่นใจที่เปี่ยมล้น แต่ต้องมีอีโก้เป็นศูนย์ จงมั่นใจว่าเราเก่งพอที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ แต่จงถ่อมตัวพอที่จะยอมรับว่าเรายังรู้น้อยนัก

จงเป็น "สายขาว" ตลอดกาล (Eternal White Belt) ในศิลปะการต่อสู้ "สายดำ" คือผู้เชี่ยวชาญ ส่วน "สายขาว" คือผู้เริ่มต้น กับดักของคนเก่งคือ พอได้สายดำปุ๊บ ก็จะหยุดซ้อมพื้นฐาน เริ่มเก๊กท่า และคิดว่าตัวเองไร้เทียมทาน สุดท้ายก็จะโดนเด็กใหม่น็อคเอาง่ายๆ ปรัชญาของผู้ชนะที่แท้จริงคือ "จงสวมวิญญาณสายขาวตลอดกาล" ต่อให้เราจะรวยร้อยล้าน หรือเป็น CEO แต่เมื่อเราเดินเข้าไปในห้องเรียนใหม่ หรือเจอเรื่องใหม่ๆ เราต้องถอดสายดำทิ้ง แล้วคาดสายขาวทันที พร้อมที่จะถามคำถามโง่ๆ พร้อมที่จะดูเงอะงะ พร้อมที่จะเป็นเด็กฝึกงานอีกครั้ง Steve Jobs เคยกล่าวในสุนทรพจน์ที่ Stanford ว่า: "Stay Hungry, Stay Foolish." (จงหิวกระหาย และจงทำตัวให้โง่เขลาอยู่เสมอ) เพราะความอิ่มและความฉลาด(แกมโกง) คือจุดจบของนวัตกรรม

วิธีเช็คบิลอีโก้ (The Reality Check) ถ้าเราอยากรู้ว่าตอนนี้อีโก้เราเริ่มพองหรือยัง ให้ดูสัญญาณเตือนเหล่านี้ครับ:

  1. เราเริ่มรู้สึกหงุดหงิดเวลาใครมาสอน หรือแนะนำอะไร
  2. เราเริ่มพูดแทรกคนอื่น เพราะคิดว่าเรารู้ตอนจบแล้ว
  3. เราเริ่มโทษคนอื่นเวลาผิดพลาด (Defensive) แทนที่จะมองตัวเอง
  4. เราเริ่มเลือกงาน เริ่มรู้สึกว่างานบางอย่าง "ต่ำ" เกินไปสำหรับเรา ถ้ามีอาการเหล่านี้... อันตรายครับ! เรากำลังจะเป็น "เรือไททานิค" ที่มั่นใจว่าตัวเองไม่มีวันจม จนพุ่งชนภูเขาน้ำแข็ง

บทสรุป: แก้วที่ว่างเปล่า คือแก้วที่มีค่าที่สุด ในนิทานเซน มีเรื่องเล่าของอาจารย์ที่รินน้ำชาใส่ถ้วยของลูกศิษย์จนล้น ลูกศิษย์ร้องว่า "อาจารย์! น้ำล้นแล้ว ใส่เพิ่มไม่ได้แล้ว" อาจารย์ตอบว่า "เจ้าก็เหมือนถ้วยใบนี้ ที่เต็มไปด้วยความคิดและความเชื่อของตัวเอง ถ้าเจ้าไม่เทน้ำเก่าออกบ้าง ข้าจะใส่อะไรใหม่ๆ ลงไปได้ยังไง?" วันนี้... ก่อนที่เราจะข้ามไปสู่ PART 3: WEALTH HACK ในวันพรุ่งนี้ ผมขอให้พวกเรา "เทน้ำชาในแก้วทิ้งให้หมด" ลืมความสำเร็จในอดีต ลืมยศตำแหน่ง ลืมคำชื่นชมเยินยอ กลับมาเป็น "คนตัวเปล่า" ที่หิวกระหาย กลับมาเป็น "นักเรียน" ที่พร้อมจะดูดซับทุกอย่าง เพราะในโลกยุคใหม่... "คนเก่งเก่า คือคนโง่ใหม่" แต่ "คนเรียนรู้ใหม่ คือผู้รอดชีวิต" วางอีโก้ลงเถอะครับ มันหนัก... และมันแพงเกินกว่าที่เราจะจ่ายไหว