กฎ 70%: ถ้ารอให้มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์... เราจะช้ากว่าคู่แข่งเสมอ สวัสดีวันที่ 23 ครับเพื่อนๆ ... ในวิชาข้างถนน (Street Smart) มีความจริงข้อหนึ่งที่โหดร้ายมาก "คนเก่งที่ช้า... แพ้คนห่วยที่เร็ว" เรามักถูกสอนให้ "คิดให้รอบคอบ" "ดูตาม้าตาเรือ" "ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม" สุภาษิตพวกนี้ใช้ได้ดีในยุคคุณปู่ครับ ยุคที่การเปลี่ยนแปลงใช้เวลาเป็นสิบปี แต่ในยุคนี้ "ช้าๆ พร้าเล่มงาม" ไม่มีจริงครับ มีแต่ "ช้าๆ... พร้าโดนแย่ง" หรือ "ช้าๆ... ตลาดวาย" ศัตรูตัวฉกาจของคนฉลาด คือโรค Analysis Paralysis (อัมพาตจากการวิเคราะห์) เราหาข้อมูลแล้วหาข้อมูลอีก ประชุมแล้วประชุมอีก วางแผน A-Z กะว่าถ้าตัดสินใจตูมลงไป ต้องเป๊ะ 100% ห้ามพลาด แต่หารู้ไม่ว่า... ในขณะที่เรากำลังประชุมรอบที่ 5 คู่แข่งของเรา (ที่อาจจะฉลาดน้อยกว่าเรา) ได้ "ตัดสินใจ" ไปแล้ว เขาลงมือทำ เขาเจอปัญหา เขาแก้ปัญหา และเขายึดครองพื้นที่ไปเรียบร้อยแล้ว ส่วนเรา... ยังนั่งแก้ PowerPoint อยู่เลย วันนี้เราจะมาเรียนรู้วิชา "Decision Velocity" (ความเร็วในการตัดสินใจ) เพื่อเปลี่ยนจาก "นักคิดที่เชื่องช้า" ให้เป็น "แม่ทัพที่เฉียบขาด"
กฎ 70% ของ Jeff Bezos (The 70% Rule) ทำไม Amazon ถึงครองโลก? เพราะ Jeff Bezos ไม่เคยรอให้ข้อมูลครบ 100% เขามีกฎเหล็กในการบริหารว่า "คุณควรตัดสินใจทันที เมื่อมีข้อมูลประมาณ 70% ของที่คุณต้องการ" • ถ้ารอให้มีข้อมูล 90-100%: คุณจะตัดสินใจ "ช้าเกินไป" (Too Late) คู่แข่งกินรวบไปหมดแล้ว • ถ้ามีข้อมูลน้อยกว่า 40%: คุณกำลัง "เดาสุ่ม" (Gambling) ซึ่งเสี่ยงเกินไป • จุดที่หอมหวานคือ 70%: ข้อมูลส่วนใหญ่ชัดเจนแล้ว ส่วนอีก 30% ที่เหลือ... "ใช้สัญชาตญาณ และไปแก้เอาดาบหน้า" ความจริงคือ เราไม่มีวันมีข้อมูลครบ 100% หรอกครับ โลกธุรกิจมีความไม่แน่นอน (Uncertainty) เสมอ การรอให้มั่นใจ 100% คือข้ออ้างของ "ความขี้ขลาด" ที่ไม่กล้ารับความเสี่ยง คนที่รวย คือคนที่กล้าฟันธงในความมัวซัว (Fog of War) ไม่ใช่คนที่รอฟ้าใส
Type 1 vs Type 2: ประตูบานไหนย้อนกลับได้? แล้วถ้าตัดสินใจพลาดล่ะ? จะทำยังไง? ไม่ต้องกลัวครับ เพราะการตัดสินใจส่วนใหญ่ในชีวิต "แก้ไขได้" Bezos แบ่งการตัดสินใจออกเป็น 2 ประเภท
- Type 1 Decisions (ประตูทางเดียว - One-way Door) o ตัดสินใจแล้วถอยกลับไม่ได้ ผลกระทบรุนแรง (เช่น ลาออกจากงาน, ขายกิจการ, เซ็นสัญญาทาส) o วิธีรับมือ: อันนี้ต้องคิดเยอะๆ ใช้เวลาได้ ปรึกษาคนอื่นได้ (แต่ในชีวิตจริง มีเรื่องแบบนี้น้อยมาก)
- Type 2 Decisions (ประตูสองทาง - Two-way Door) o ตัดสินใจแล้ว ถ้าผิด ก็แค่เดินย้อนกลับมา เข้าประตูใหม่ได้ (เช่น เปิดตัวสินค้าใหม่, เปลี่ยนราคา, ลองยิงแอด, จ้างฟรีแลนซ์) o วิธีรับมือ: ตัดสินใจให้เร็วที่สุด! ถ้าพลาดก็แค่ซ่อม ปัญหาของพวกเราคือ เราชอบทำตัวดราม่า เราปฏิบัติกับการตัดสินใจ Type 2 (เรื่องเล็ก) ราวกับมันเป็น Type 1 (เรื่องคอขาดบาดตาย) เราประชุม 3 ชั่วโมงเพื่อเลือก "ฟอนต์" ในเว็บไซต์... บ้าหรือเปล่าครับ? ฟอนต์ไม่สวย พรุ่งนี้ก็เปลี่ยนสิ! จะคิดเยอะทำไม? กฎ: ถ้ามันเป็น Two-way Door... จงเดินเข้าไปเลย อย่ามัวแต่ยืนส่องหน้าประตู
สไนเปอร์ vs ปืนกล (Sniper vs Machine Gunner) ในห้องเรียน เราถูกสอนให้เป็น Sniper (พลซุ่มยิง) เล็งแล้วเล็งอีก คำนวณทิศลม องศา กระสุนมีนัดเดียว ห้ามพลาด แต่วิธีนี้ใช้เวลา "เล็ง" นานมาก และถ้าพลาดคือนัดนั้นเสียเปล่า ในวิชาข้างถนน เราต้องเป็น Machine Gunner (พลปืนกล) • ยิงออกไปก่อน 1 ชุด (Launch Fast) • ดูว่ากระสุนตกตรงไหน (Get Feedback) • ปรับลำกล้องนิดหน่อย (Adjust) • ยิงชุดต่อไป (Iterate) ความแม่นยำ ไม่ได้เกิดจากการ "เล็งนานๆ" แต่เกิดจากการ "ยิงแล้วปรับ" (Fire, Aim, Fire) คนที่ยิงกระสุนออกไป 100 นัด ย่อมมีโอกาสเข้าเป้ามากกว่าคนที่มัวแต่เล็งนัดเดียวจนหมดเวลา
สัญชาตญาณที่ผ่านการฝึกฝน (Informed Intuition) หลายคนถามว่า "อีก 30% ที่เหลือใช้อะไรตัดสิน?" คำตอบคือ "กึ๋น" (Gut Feeling) ครับ อย่าดูถูกสัญชาตญาณ สัญชาตญาณไม่ใช่เรื่องไสยศาสตร์ แต่มันคือ "Data ที่ถูกบีบอัด" (Compressed Data) สมองเราเก็บข้อมูลประสบการณ์ในอดีตไว้มหาศาลโดยที่เราไม่รู้ตัว เมื่อเจอสถานการณ์คับขัน ข้อมูลเหล่านั้นจะประมวลผลออกมาเป็น "ความรู้สึกว่าใช่" ถ้าข้อมูล 70% บอกว่าโอเค และใจเราบอกว่าใช่... ลุยเลยครับ อย่าให้สมองส่วนตรรกะที่ขี้กลัว มาฉุดรั้งสมองส่วนสัญชาตญาณที่เฉียบคม Colin Powell อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่า "จงใช้ข้อมูลเพื่อนำทาง... แต่จงใช้สัญชาตญาณเพื่อตัดสินใจ"
ยอมรับความผิดพลาดให้ไว (Fail Fast, Fix Faster) ความเร็วในการตัดสินใจ ต้องมาคู่กับ "ความเร็วในการยอมรับผิด" คนที่ตัดสินใจเร็ว แต่ทิฐิสูง ไม่ยอมรับว่าพลาด... คือคนหายนะ แต่คนที่ตัดสินใจเร็ว พอรู้ว่าพลาดปุ๊บ "โอเค ทางนี้ตัน ถอย! ไปทางซ้ายต่อ" คนแบบนี้แหละครับที่น่ากลัวที่สุด เพราะเขา "คล่องตัว" (Agile) เขาเปลี่ยนวิกฤตเป็นบทเรียนได้ไวกว่าใคร ในขณะที่คู่แข่งยังประชุมกันไม่จบว่า "ใครผิด" เขาไปถึงเส้นชัยแล้ว
บทสรุป: เป็นคนขับ ไม่ใช่ผู้โดยสาร ชีวิตก็เหมือนการขับรถบนถนนที่หมอกลงจัด • ผู้โดยสาร: จะนั่งบ่นว่า "มองไม่เห็นทางเลย จอดรอให้หมอกจางก่อนเถอะ" (รอ 100% Certainty) • คนขับ (Driver): จะขับไปข้างหน้าช้าๆ (หรือเร็วตามสถานการณ์) สายตาจ้องถนน มือจับพวงมาลัยแน่น พร้อมหักหลบตลอดเวลา เรามองไม่เห็นถนนล่วงหน้า 10 กิโลเมตรหรอกครับ เราเห็นแค่ระยะไฟหน้ารถ (70%) แต่นั่นก็ "เพียงพอ" แล้วที่จะพาเราเคลื่อนที่ไปข้างหน้า อย่าปล่อยให้ชีวิตหยุดนิ่งเพราะความลังเล การตัดสินใจที่ "แย่" ยังดีกว่าการ "ไม่ตัดสินใจ" อะไรเลย เพราะการตัดสินใจที่แย่ ให้บทเรียน แต่การไม่ตัดสินใจ... ไม่ให้อะไรเลย นอกจากความว่างเปล่าและเวลาที่เสียไป จงเป็นแม่ทัพที่กล้าสั่งการ... แม้ในวันที่ฟ้าไม่เป็นใจ
Comments