ฉีกหน้ากาก Perfectionism: มันคือข้ออ้างของ "คนขี้ขลาด" นับจากวันนี้ไป... เราจะลงมาคลุกฝุ่นกันครับ เราจะมาเรียนรู้วิธีการทำงานแบบ "กองโจร" ที่เน้นความรวดเร็ว รุนแรง และได้ผลลัพธ์จริง โดยไม่สนทฤษฎีสวยหรูในตำรา ประเดิมวันแรกของพาร์ทนี้ ด้วยศัตรูตัวฉกาจที่ดูดีที่สุด ดูไฮโซที่สุด และดูเป็นผู้ดีที่สุด มันคือคำว่า "Perfectionism" (ความสมบูรณ์แบบ) เรามักจะภูมิใจเวลาบอกใครๆ ว่า "ฉันเป็น Perfectionist งานไม่เนี้ยบฉันไม่ปล่อย" ฟังดูเหมือนคนมีมาตรฐานสูงใช่ไหมครับ? ดูเหมือนคนใส่ใจคุณภาพใช่ไหมครับ? แต่วันนี้ผมจะกระชากหน้ากากมันออกมาให้ดู ในโลกของ Street Smart... Perfectionism คือ "โรคดัดจริต" ชนิดหนึ่งครับ และลึกลงไปกว่านั้น... มันคือ "เกราะกำบังของคนขี้ขลาด"

ความจริงใต้หน้ากากคนดี ทำไมผมถึงกล้าพูดแรงขนาดนี้? เพราะผมเคยเป็นมาก่อน และผมเห็นคนเก่งๆ ตกม้าตายเพราะคำนี้มานับไม่ถ้วน ลองถามใจตัวเองลึกๆ นะครับ ที่เรายังไม่ยอมเปิดเพจขายของ... เพราะเรากำลังรอโลโก้ที่สวยที่สุด หรือเพราะ "เรากลัวไม่มีคนซื้อ?" ที่เรายังไม่ยอมอัดคลิปวิดีโอ... เพราะเรากำลังรอซื้อกล้องตัวละแสน หรือเพราะ "เรากลัวโดนเพื่อนล้อ?" ที่เรายังไม่ยอมส่งงาน... เพราะงานมันยังไม่ดีพอ หรือเพราะ "เรากลัวคำวิจารณ์?" เห็นความจริงไหมครับ? Perfectionism ไม่ใช่เรื่องของ "มาตรฐานงาน" แต่มันคือเรื่องของ "ความกลัว" (Fear) ล้วนๆ เรากลัวว่าถ้าเราทำออกมาแล้วมันไม่เพอร์เฟกต์ เราจะโดนตัดสิน เราจะดูไม่เก่ง เราจะเจ็บปวด เราเลยเลือกที่จะ "ไม่ทำอะไรเลย" (Procrastination) แล้วอ้างว่า "ฉันกำลังเตรียมตัวให้พร้อมที่สุด" ในวิชาข้างถนน เราเรียกอาการนี้ว่า "Analysis Paralysis" (เป็นอัมพาตจากการวิเคราะห์) คิดเยอะ วางแผนเยอะ แต่ขาตาย ก้าวไม่ออก

กฎของ Reid Hoffman: ถ้าไม่อาย แปลว่าช้าไป Reid Hoffman ผู้ก่อตั้ง LinkedIn (เครือข่ายคนทำงานระดับโลก) มีกฎเหล็กที่ชาวสตาร์ทอัพท่องจำกันขึ้นใจ: "If you are not embarrassed by the first version of your product, you’ve launched too late." (ถ้าคุณไม่รู้สึก "อับอาย" กับสินค้าเวอร์ชันแรกของคุณ... แปลว่าคุณเปิดตัวช้าไปแล้ว) ทำไมต้องอับอาย? เพราะโลกยุคนี้หมุนเร็วมากครับ ถ้าคุณมัวแต่ซุ่มทำสินค้าในถ้ำลับแล 3 ปี เพื่อให้มันสมบูรณ์แบบ 100% พอคุณเปิดตัวออกมา... ตลาดอาจจะเปลี่ยนไปแล้ว คู่แข่งอาจจะยึดหัวหาดไปหมดแล้ว หรือเทคโนโลยีอาจจะล้าสมัยไปแล้ว วิชาข้างถนนสอนว่า: "ความเร็ว สำคัญกว่า ความสมบูรณ์แบบ" • iPhone รุ่นแรก (ปี 2007) ทำอะไรได้บ้าง? ถ่ายวิดีโอก็ไม่ได้, Copy-Paste ก็ไม่ได้, ลงแอปฯ เพิ่มก็ไม่ได้, ส่งรูปทาง MMS ก็ไม่ได้ (ห่วยไหมครับ?) • แต่ Steve Jobs รอให้มันสมบูรณ์แบบไหม? ไม่! เขาปล่อยมันออกมาทั้งอย่างนั้น เพื่อยึดตลาดก่อน แล้วค่อยๆ อัปเดตเป็น iPhone 2, 3, 4... จนเทพแบบทุกวันนี้ ถ้า Jobs รอให้ iPhone ทำได้ทุกอย่างเหมือนรุ่น 15... ป่านนี้เราคงยังใช้ Nokia กดปุ่มกันอยู่

Start Ugly: เริ่มให้เละ แล้วค่อยเป๊ะทีหลัง แนวคิด Start Ugly คือหัวใจของความสำเร็จยุคใหม่ มันคือการอนุญาตให้ตัวเองเป็น "มือสมัครเล่น" มันคือการกล้าที่จะโชว์งานที่ "ยังไม่เสร็จดี" ให้โลกเห็น

  1. ปั้นดินน้ำมัน อย่าแกะสลักหินอ่อน งานแรกของเราควรยืดหยุ่น แก้ไขง่าย เหมือนดินน้ำมัน ถ้าเราเริ่มด้วยการแกะสลักหินอ่อน (ทำสิ่งที่แก้ไขยาก ลงทุนสูง) พอผิดพลาดมา เราจะเจ็บหนักและไม่อยากแก้

  2. วงจรป้อนกลับ (Feedback Loop) เราไม่มีทางรู้หรอกว่าลูกค้าต้องการอะไร จนกว่าจะโยนของใส่หน้าเขา โยนของ "ห่วยๆ" ออกไปก่อน -> เพื่อดูว่าเขาด่าอะไร หรือชอบอะไร -> แล้วรีบกลับมาแก้ กระบวนการนี้เรียกว่า Build - Measure - Learn ยิ่งคุณวนลูปนี้ได้เร็วเท่าไหร่ คุณยิ่งชนะ

  3. คุณขับรถที่จอดนิ่งไม่ได้ (You can't steer a parked car) รถต้อง "เคลื่อนที่" ก่อน พวงมาลัยถึงจะทำงาน ชีวิตก็เหมือนกัน คุณต้อง "ลงมือทำ" (แม้จะสะเปะสะปะ) เพื่อให้เกิดแรงส่ง (Momentum) แล้วค่อยหมุนพวงมาลัยปรับทิศทางระหว่างขับ ถ้านั่งรอในรถแล้วหมุนพวงมาลัยไปมาโดยไม่ออกรถ... คุณก็อยู่ที่เดิม

MVP: วิชาขายโดนัทข้างถนน ในวงการ Tech มีคำศัพท์หรูๆ ว่า MVP (Minimum Viable Product) แต่ผมจะแปลเป็นภาษาข้างถนนให้ฟังง่ายๆ สมมติคุณอยากขายโดนัทที่อร่อยที่สุดในโลก • วิธี Perfectionist: ไปกู้เงินสร้างโรงงาน, จ้างเชฟมิชลิน, ออกแบบโลโก้หรู, สั่งนำเข้าแป้งจากฝรั่งเศส (ใช้เวลา 1 ปี เงิน 10 ล้าน) -> เปิดมาไม่มีคนกิน -> เจ๊ง • วิธี Street Smart (MVP): ไปซื้อโดนัทราคาส่งมา 10 ชิ้น, เอามาแต่งหน้าเองนิดหน่อย, เดินไปหน้าปากซอย, ตะโกนขาย (ใช้เวลา 1 วัน เงิน 500 บาท) o ถ้าขายหมด -> โอเค ตลาดต้องการ -> ค่อยเริ่มนวดแป้งเอง o ถ้าขายไม่ออก -> โอเค ทำเลไม่ดี หรือคนแถวนี้ไม่กินแป้ง -> เปลี่ยนไปขายหมูปิ้ง (จบ เจ็บตัวแค่ 500 บาท) นี่คือ MVP ครับ "ทำน้อยที่สุด ให้ได้เรียนรู้มากที่สุด" ตัดฟีเจอร์ฟรุ้งฟริ้งออกให้หมด เหลือแค่แก่นแท้ (Core Value) แล้วขายเลย

3 คาถาปราบมาร Perfectionism ถ้าใครยังติดนิสัย "ต้องเป๊ะ" อยู่ ให้ท่อง 3 คาถานี้ไว้ครับ

  1. "Done is better than Perfect" (เสร็จ ดีกว่า สมบูรณ์แบบ) งานที่เสร็จแบบห่วยๆ ยังมีโอกาสได้ 5 คะแนน หรือ 7 คะแนน แต่งานที่สมบูรณ์แบบอยู่ในหัว (ไม่เสร็จสักที) คะแนนคือ 0 ครับ โลกจ่ายเงินให้ "ผลงานที่จับต้องได้" ไม่ใช่ "ศักยภาพที่ซ่อนอยู่"
  2. "Quantity leads to Quality" (ปริมาณ นำไปสู่ คุณภาพ) จำเรื่องปั้นหม้อใน Day 10 ได้ไหมครับ? อยากเขียนเก่ง? อย่าพยายามเขียนบทความเดียวให้เทพ แต่จงเขียนบทความห่วยๆ 100 บทความ อยากพูดเก่ง? อัดคลิปพูดผิดๆ ถูกๆ 100 คลิป ปริมาณจะขัดเกลาคุณภาพเองโดยอัตโนมัติ
  3. "Version One is better than Version None" (เวอร์ชัน 1 ดีกว่า ไม่มีเวอร์ชัน) ไม่มีใครจำเวอร์ชันแรกของเราได้หรอก (ใครจำหน้าตา Facebook วันแรกได้บ้าง? มันเห่ยมาก) ดังนั้น อย่าสำคัญตัวผิด อย่ากลัวเสียหน้า รีบปล่อยเวอร์ชัน 1 ออกไป เพื่อให้มีเวอร์ชัน 2, 3, 4 ตามมา

บทสรุป: จงภูมิใจในความ "ดิบ" ในยุค AI ที่ทุกอย่างดู "สังเคราะห์" และ "เนียนกริบ" ไปหมด ความ "ดิบ" (Raw) ความ "เรียล" (Real) และความ "ไม่สมบูรณ์แบบ" (Imperfect) กลับกลายเป็นเสน่ห์ที่ดึงดูดผู้คน คนเบื่อภาพโฆษณาที่แต่งจนเว่อร์ คนชอบดูเบื้องหลังที่วุ่นวาย คนชอบดูคลิปที่พูดผิดบ้างแต่จริงใจ คนชอบดูพัฒนาการของคนธรรมดาที่ค่อยๆ เก่งขึ้น (Underdog Story) ดังนั้น... Start Ugly ครับ เริ่มมันทั้งที่ยังไม่พร้อม เริ่มมันทั้งที่ไฟยังมืด เสียงยังก้อง ฉากหลังยังรก เริ่มมันทั้งที่ความรู้ยังมีแค่หางอึ่ง เพราะความสวยงามที่แท้จริง ไม่ใช่จุดเริ่มต้น แต่คือ "การเดินทาง" ของคนที่กล้าพอที่จะเริ่มต้นต่างหาก