ผมได้ยินคำว่า "ขอบคุณ" มาทั้งชีวิต

ส่งงานเสร็จ - ขอบคุณ ซื้อของ - ขอบคุณ ช่วยเหลืออะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ - ก็ยังได้รับคำขอบคุณ

มันเป็นคำที่ชินหูจนแทบไม่ได้ยินแล้ว

จนผมได้เปิดอ่านหนังสือ Rawit Midlfe

หนังสือเล่มนี้ให้มุมมองที่ทำให้ผมได้ตระหนักมากขึ้นในบทที่เขียนเกี่ยวกับเรื่อง Currency of life ที่คุณรวิศเขียนไว้โดยอ้างอิงถึงคำพูดของพี่โจ้-ธนา เธียรอัจฉริยะที่ได้พูดให้ฟังในพอดแคสของ Mission To The Moon

เราจะเห็นคำว่า Currency ได้บ่อย ๆ กับเรื่องของเงิน เงินสกุลนู่น นี่ นั่น แต่ในหนังสือเล่มนี้จะหมายถึงเรื่อง 4 อย่างที่ทำให้ชีวิตของเรามีความหมาย

เงินตรา ประสบการณ์ ความทรงจำ และคำขอบคุณ

สิ่งเหล่านี้ ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตของมนุษย์เรา และเป็นสิ่งที่เราควรจะใส่ใจกับมัน

บอกไว้ตรงนี้ก่อนว่า ผมจะยกหัวข้อที่หนังสือเล่มนี้เขียนไว้เป๊ะ ๆ แต่จะขออธิบายความหมายของมันผ่านมุมมองของตัวผมเอง

เงินตรา

ผมว่าอันนี้ทุกคนคงเข้าใจ และไม่มีข้อโต้แย้ง เพราะเงินเป็นเครื่องมือที่จำเป็นมาก ๆ ในการใช้ชีวิต ชีวิตเราจะง่ายขึ้นถ้ามีเงินที่เยอะมากพอ แต่สิ่งที่เราต้อง "ใส่ใจ" กับไม่ใช่มีแค่เรื่องของจำนวนครับ มันเป็นเรื่องของ "แหล่งที่มา" ด้วย

เงินจะต้องมาจากต้นทางที่สุจริตครับ

ผมเคยมีครั้งนึงที่เคยปฏิเสธงาน ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นการเงินของตัวเองก็ไม่ได้ดีเท่าไหร่ การปฏิเสธครั้งนั้นทำให้ ผมต้องไปเดือดร้อนเงินเก็บในกระเป๋าตัวเองออกมาอีกต่างหาก

และเหตุผลที่เลือกปฏิเสธเป็นเพราะว่า ทัศนคติและความเชื่อในการทำงานของเรามันไม่ตรงกัน ตอนนั้นผมยังสงสัยตัวเองอยู่เลยว่า นี่เป็นการตัดสินใจที่โง่หรือเปล่า แต่ผมก็ยังยึดมั่นในตัวเองและเชื่อว่าเงินที่มาจากคนที่ไม่ใช่ มันมีต้นทุนอื่นที่มองไม่เห็น

ด้วยเหตุนั้นผมมีความเชื่อมากเลยว่า เงินที่ได้มาต้องมาจากน้ำพักน้ำแรง ที่เราได้มาด้วยความสุจริต ชีวิตก็จะมีความหมาย อย่าไปทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มันมา ในที่นี้ผมหมายถึง การที่ได้มาอย่างไม่ถูกต้องทั้งหมดนั่นแหละครับ คงไม่ต้องอธิบายอะไรไปมากกว่านี้

ประสบการณ์

ไม่ว่าชีวิตของเราจะต้องพบเจอกับประสบการณ์แบบไหนมา

จากความพยายามจนประสบความสำเร็จ จากการตัดสินใจที่ถูกต้องอย่างเฉียบคม จากความผิดพลาดจนชีวิตต้องพลิกผัน หรือแม้กระทั่ง จากการไล่ตามความฝันที่ล้มเหลว

พอได้อ่านเรื่องนี้แล้ว ก็ทำให้ผมนึกถึงตัวเองที่แต่ก่อนเคยตัดสินใจลาออกจากงานที่ดูมีอนาคต เพื่อไปทำตามฝันพร้อมกับผลลัพธ์ที่กลับมาแบบพังไม่เหลือชิ้นดี

มองย้อนกลับไป ผมกลับรู้สึกว่า การที่ผมมาอยู่ตรงนี้และเป็นผมในตอนนี้ได้นั้น เป็นเพราะประสบการณ์เหล่านั้นแหละครับ ที่ทำให้ผมเป็นผมในทุกวันนี้

สิ่งเหล่านั้นที่ผ่านเข้ามาในชีวิต เราต้องเรียนรู้ ที่จะโอบกอดมันไว้ครับ เพราะมันล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตของเรามีความหมาย

ความทรงจำ

ผมเชื่อในเรื่องที่คนเรามีอยู่ 2 ชีวิตครับ ชีวิตแรกเราใช้มันอยู่บนโลกใบนี้นี่แหละ และชีวิตที่สองคืออยู่ในโลกของใครสักคน

เพราะการที่เรามีความทรงจำ มันเลยทำให้ชีวิตของเรามีความหมาย

เรื่องนี้ผมคุยกับตัวเองค่อนข้างบ่อยครับ เพราะพึ่งประสบกับตัวเองมาไม่นาน คือการที่ผมไปหาอาม่าและพบว่าท่านเป็นอัลไซเมอร์ไปแล้ว ประสบการณ์นี้เลยทำให้ผมตระหนักรู้และเข้าใจเรื่องความทรงจำในบริบทนี้มาก

การที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่จำเรื่องราวที่ผ่านมาไม่ได้ ลืมในสิ่งที่เคยทำมา ลืมครอบครัว ลืมคนที่เรารัก ลืมแม้กระทั่งว่าตัวเองเป็นใคร มันเป็นเรื่องที่ผมรู้สึกเจ็บปวดมาก

พูดตรง ๆ ผมยอมเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย ละตายแบบทรมานดีกว่าที่จะต้องลืมความทรงจำเหล่านั้นไป

คำขอบคุณ

เรื่องนี้ตรงตัวเลยครับ ไม่ต้องตีความเยอะ มันคือการที่ในชีวิตนี้เราได้รับคำขอบคุณมามากแค่ไหน

การที่ชีวิตจะได้รับคำนั้น มันก็เกิดมาจากการที่เราได้ส่งมอบคุณค่าอะไรบางอย่างให้กับผู้คน ถ้าเราทำดี เราก็จะได้รับคำนั้นครับ ซึ่งพอสะสมไปนาน ๆ เข้า มันก็จะกลายเป็นสิ่งที่บ่งบอกว่า ชีวิตของเรานั้นมีความหมายมากแค่ไหน

ผมเคยได้รับคำขอบคุณจากการส่งคำพูดที่เรียบง่าย แต่มันกลับเป็นคำที่ทำให้เขาตัดสินใจลงมือทำกับสิ่งที่ได้เปลี่ยนชีวิตตัวเอง จากคนที่ผมได้สอนจนเขาได้ค้นพบตัวเอง และบางคนก็ได้งานทำ

คำขอบคุณแบบนั้น มันไม่เหมือนกับที่ได้ยินตอนส่งงานหรือซื้อของเลย มันเป็นคำที่ผมได้ยินแล้วรับรู้ได้เลยว่า อันนี้แหละ คือคำขอบคุณจริง ๆ

ชีวิตนี้ของผมได้รับความช่วยเหลือมาเยอะแยะมากมายนับไม่ถ้วนเลยครับ โชคดีเหลือเกิน คงเพราะใช้โชคไปกับเรื่องแบบนี้หมดแล้วแหละ เลยทำให้ผมไม่ถูกหวยสักที 5555

แต่ถึงจะพูดอย่างงั้น ผมก็ขอโอกาสที่จะพูดคำว่า "ขอบคุณ" อีกครั้งไว้ที่ตรงนี้ด้วยครับ ขอบคุณจริง ๆ

และก็อยากจะขอเชิญชวนมาเก็บสะสมคำขอบคุณไปด้วยกันนะครับ