มีคนเรียกผมว่าเป็นคน “บ้างาน”
บางคนก็ถามว่า “เอาเวลาไหนไปทำอะไรตั้งเยอะแยะ?”
ตอนแรกผมก็เฉย ๆ แต่พอได้ยินบ่อยเข้า
ผมก็เริ่มกลับมาถามตัวเองเหมือนกันว่า
จริง ๆ แล้วผมชอบทำงานขนาดนั้นเลยเหรอ หรือผมแค่เป็นคนที่ไม่ค่อยชอบปล่อยชีวิตให้ว่างเปล่า
พอลองคิดดูดี ๆ คำว่า “งาน” อาจไม่ได้มีความหมายเดียวสำหรับทุกคน
สำหรับบางคน —งานคือสิ่งที่ต้องทำเพื่อหาเงิน เพื่อรับผิดชอบชีวิต เพื่อทำหน้าที่บางอย่างให้เสร็จ
แต่สำหรับบางคน—กิจกรรมบางอย่างที่หน้าตาเหมือนงาน อาจเป็นสิ่งที่เขาทำแล้วรู้สึกสนุก รู้สึกได้เรียนรู้ หรือรู้สึก ว่าตัวเองยังได้พัฒนาหรือขยับอะไรบางอย่างอยู่
งานประจำของผมคือการเป็น UX Designer หรือ Product Designer
ถ้าอธิบายง่าย ๆ ก็คือ คนที่ออกแบบประสบการณ์การใช้งานของ Digital Product และ Software ตั้งแต่ภาพรวมของการใช้งาน ไปจนถึงหน้าจอที่ผู้ใช้เห็นและกดใช้งานจริง
เวลาทำงานปกติของผมก็เหมือนคนทำงานทั่วไป ประมาณ 09:00-18:00
และในช่วงเวลานั้น ผมก็ค่อนข้างพยายามใช้มันให้คุ้มค่าที่สุด
เพราะนั่นคืองานที่ผมต้องรับผิดชอบ
เป็นงานที่มีคนจ้างเรา
มีทีมรอเรา
มีเป้าหมายขององค์กร
ถ้าทำได้ ผมจึงไม่ค่อยอยากเอางานประจำกลับมาทำต่อนอกเวลางาน แต่ปัญหาอาจอยู่ตรงนี้แหละ เพราะงานอดิเรกของผม ดันมีหน้าตาคล้ายงานประจำมากเกินไป
ผมเป็นคนชอบเทคโนโลยี
ชอบเล่นอินเทอร์เน็ต
ชอบเล่นคอม
ชอบอ่านบทความ
ชอบดูวิดีโอเกี่ยวกับสิ่งที่สนใจ
ชอบลองเครื่องมือใหม่ ๆ
ชอบหาโปรเจกต์เล็ก ๆ มาทำเล่น
หรือแม้แต่ชอบคุยกับ AI เพื่อหาอะไรบางอย่างให้คิดต่อ
พอมีเวลาว่าง สิ่งที่ผมมักทำโดยธรรมชาติ ก็คือเปิดคอมขึ้นมา
อ่านนู่นนี่
ลองทำนั่นนี่
เขียนอะไรบางอย่าง
ออกแบบอะไรบางอย่าง
หรือแชร์สิ่งที่เพิ่งเรียนรู้ลงโซเชียลมีเดีย
สำหรับบางคนภาพเหล่านี้อาจดูเหมือน “ยังทำงานอยู่”
แต่สำหรับผมหลายอย่างในนั้นคือการพักอีกแบบหนึ่ง มันอาจไม่ได้พักแบบนอนนิ่ง ๆ หรือพักแบบไม่คิดอะไรเลย
แต่มันคือการพักผ่านความสนใจ พักผ่านความอยากรู้อยากเห็น
พักผ่านการได้ลองทำอะไรที่ไม่มีใครบังคับ
แน่นอนว่าผมไม่ได้ทำสิ่งเหล่านี้ตลอด 24 ชั่วโมง
ผมยังมีเวลานั่งดูซีรีส์
เล่นเกม
อ่านหนังสือ
ออกกำลังกาย
ออกไปเจอผู้คน
หรือพักแบบไม่ทำอะไรเลยเหมือนกัน
แค่ถ้าให้แบ่งคร่าว ๆ
งานอดิเรกของผมอาจเป็นกิจกรรมหน้าคอมประมาณ 80%
และกิจกรรมพักแบบอื่น ๆ อีกประมาณ 20%
พอลองมองผ่านสัปดาห์การทำงานของตัวเอง หนึ่งวันของผมก็ไม่ได้ต่างจากคนทำงานทั่วไปมากนัก
ผมนอนประมาณ 23:00-07:00
ตื่น เตรียมตัว และเดินทางไปทำงานช่วง 07:00-09:00
ทำงานประจำช่วง 09:00-18:00
เดินทางกลับบ้านและกินข้าวเย็นช่วง 18:00-20:00
แล้วหลังจากนั้นถึงค่อยเป็นเวลาของงานอดิเรก
ประมาณ 20:00-23:00
ถ้ามองแบบตัวเลข ผมอาจใช้เวลากับ “งานประจำ” ประมาณ 8 ชั่วโมง และใช้เวลากับ “งานอดิเรกที่หน้าตาเหมือนงาน” อีกประมาณ 3 ชั่วโมง รวม ๆ แล้วก็ประมาณ 11 ชั่วโมงต่อวัน
คำถามคือ
อันนี้เรียกว่าบ้างานไหม?
ผมเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน เพราะถ้าวัดจากภาพภายนอก มันอาจดูเหมือนใช่
หลังเลิกงานแล้วยังเปิดคอม วันหยุดยังหาอะไรทำ
อ่านอะไรแล้วก็เอามาแชร์ ลองเครื่องมือใหม่แล้วก็เล่าให้คนอื่นฟัง
ทำโปรเจกต์เล็ก ๆ แล้วก็เอาไปโพสต์
คนอื่นเห็น output แต่เขาอาจไม่เห็นความรู้สึกข้างใน เขาเห็นว่าเรายังทำอะไรอยู่ แต่เขาอาจไม่รู้ว่าสิ่งนั้นกำลังดูดพลังเรา หรือกำลังเติมพลังให้เรา
ผมคิดว่าตรงนี้สำคัญมาก เพราะคนเราอาจไม่ได้มีแค่
“งานประจำ” กับ “งานอดิเรก”
แต่อาจมี
“งานที่ต้องทำ” กับ “งานที่อยากทำ”
งานที่ต้องทำ คือสิ่งที่มาพร้อมหน้าที่
ความรับผิดชอบ
deadline
ความคาดหวัง
และผลลัพธ์ที่ต้องส่งมอบ
ส่วนงานที่อยากทำ อาจเป็นสิ่งที่ไม่มีใครบังคับ
ไม่มีใครรอ
ไม่มีใครจ่ายเงิน
และไม่มีใครว่าอะไรถ้าเราไม่ทำ
แต่เราก็ยังอยากทำอยู่ดี
เพราะมันสนุก
เพราะมันทำให้เราได้เรียนรู้
เพราะมันทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองยังโตขึ้น
หรือบางทีมันเติมเต็มบางอย่างที่งานประจำให้ไม่ได้
สำหรับผม งานอดิเรกหลายอย่างอาจมีหน้าตาคล้ายงานประจำ
ยังเป็นการคิด
ยังเป็นการออกแบบ
ยังเป็นการเขียน
ยังเป็นการเรียนรู้เรื่อง product, UX, technology หรือ AI
แต่สิ่งที่ต่างกันคือความรู้สึกข้างใน
อันหนึ่งคือสิ่งที่ต้องรับผิดชอบ อีกอันคือสิ่งที่เลือกเอง
อันหนึ่งมีโจทย์จากคนอื่น อีกอันเริ่มจากความสงสัยของเราเอง
อันหนึ่งต้องทำให้เสร็จ อีกอันทำแล้วรู้สึกว่าตัวเองมีชีวิตขึ้นมา
ผมเลยเริ่มคิดว่า บางทีคำว่า “บ้างาน” อาจเป็นคำที่เราตัดสินกันเร็วเกินไป
เราเห็นใครบางคนทำอะไรเยอะ แล้วรีบสรุปว่าเขาทำงานหนักเกินไป
ทั้งที่บางครั้ง สิ่งที่เขาทำอาจไม่ใช่การไม่พักไม่ผ่อน
แต่อาจเป็นรูปแบบการพักผ่อนของเขาก็ได้
แน่นอนว่าเรื่องนี้มีเส้นบาง ๆ อยู่เหมือนกัน
เพราะการชอบมีอะไรทำ ถ้าไม่ระวัง ก็อาจกลายเป็นการหยุดพักไม่เป็น
การบอกว่าสิ่งนี้คือ passion บางทีก็อาจถูกใช้เป็นข้ออ้าง ในการปล่อยให้ตัวเองเหนื่อยเกินไปโดยไม่รู้ตัว
ผมเลยคิดว่า
คำถามอาจไม่ใช่แค่ว่า
เราทำงานเยอะไหม
แต่อาจต้องถามต่อว่า
สิ่งที่เราทำอยู่ มันกำลังเอาเวลาเราไป หรือกำลังคืนพลังบางอย่างให้เรา
มันทำให้เรารู้สึกหนักขึ้น หรือทำให้เรารู้สึกมีชีวิตมากขึ้น
ส่วนตัวผมไม่ค่อยเชื่อในการ romanticize การทำงานหนัก
ผมไม่คิดว่าการนั่งทำงานดึกดื่น หรือเอางานที่ต้องทำกลับมาทำต่อที่บ้าน คือสัญลักษณ์ของความเก่งเสมอไป
เพราะมาถึงตอนนี้ ผมเริ่มรู้สึกว่า สิ่งที่มีค่าที่สุดอย่างหนึ่งในชีวิตคือเวลา
เวลาเสียไปแล้วย้อนกลับมาไม่ได้ เราจึงควรระวังมาก ๆ ว่าเรากำลังใช้เวลากับอะไรและสิ่งนั้นกำลังพาเราไปทางไหน
สุดท้าย
ผมอาจไม่ได้ชอบทำงานตลอดเวลา
แต่ผมชอบความรู้สึกของการมีอะไรบางอย่างให้สนใจ
มีอะไรให้ลอง
มีอะไรให้คิดต่อ
มีอะไรให้ค่อย ๆ สร้างขึ้นมา
บางทีสิ่งที่คนอื่นเรียกว่างาน
สำหรับเราอาจเป็นพื้นที่เล็ก ๆ
ที่ทำให้รู้สึกว่า
เรายังได้เรียนรู้
ยังได้ขยับ
และยังได้เป็นตัวเองอยู่
คำถามเลยอาจไม่ใช่แค่ว่า เราเป็นคนบ้างานหรือเปล่า แต่อาจเป็นว่า สิ่งที่เราทำอยู่ทุกวัน
Comments