ใกล้ถึงช่วงเวลาฟุตบอลโลกที่หลายคนรอคอย ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น สำหรับคนที่เป็นแฟนบอลเหมือนกัน น่าจะพอเข้าใจกันดีว่า ความตื่นเต้นไม่ได้เริ่มขึ้นแค่ตอนเสียงนกหวีดดัง หรือแค่ตอนบอลเขี่ยจากกลางสนาม แต่มันเริ่มตั้งแต่ก่อนหน้านั้น ในวันที่ทีมชาติประกาศรายชื่อนักเตะ โดยเฉพาะบรรดานักเตะจากทีมที่เราเชียร์
ใครติด
ใครหลุด
ใครได้โอกาสครั้งแรก
และใครที่อาจจะได้เล่นฟุตบอลโลกครั้งสุดท้ายในชีวิต
รายชื่อที่ดูเหมือนเป็นแค่ข้อมูลไม่กี่บรรทัด สำหรับแฟนบอลแล้ว มันแฝงไปด้วยความหวัง ความผิดหวัง และการคาดเดาต่าง ๆ นานา และเรื่องราวทั้งหมดที่ผมว่ามา ก็เริ่มต้นตั้งแต่ก่อนเกมแรกจะเริ่มเสียอีก
Squad Announcement
ถ้ามองจากข้างนอก Squad Announcement อาจดูเป็นแค่การประกาศข้อมูลชุดหนึ่ง ชื่อ ตำแหน่ง หมายเลขเสื้อ ในอดีตเรามักเห็นมันผ่านเว็บไซต์หลัก เว็บไซต์ข่าวกีฬา โซเชียลมีเดียของทีมชาติ หรือภาพกราฟิกที่สรุปทุกอย่างไว้ในโพสต์เดียว
แต่สำหรับแฟนบอล รายชื่อเหล่านี้ไม่เคยเป็นแค่ข้อมูลธรรมดา เพราะทุกชื่อที่ปรากฏ มักจะมาพร้อมกับคำถามบางอย่างเสมอ ในหลายปีที่ผ่านมา มีอยู่ประเทศหนึ่งที่ดูเหมือนจะเข้าใจเรื่องนี้ค่อนข้างดี แม้ผลงานในสนามจะทำให้แฟนบอลลุ้นเหนื่อยอยู่บ่อย ๆ แต่เรื่องการเปลี่ยนรายชื่อให้กลายเป็นประสบการณ์ที่แฟนบอลอยากมีส่วนร่วม
อังกฤษทำได้น่าสนใจเสมอ
เพราะสำหรับอังกฤษ การประกาศรายชื่อไม่ได้จบแค่การโพสต์ squad list หนึ่งภาพ แต่มันถูกขยายออกไปเป็นประสบการณ์ ที่แฟนบอลได้รอ ได้เดา และได้มีส่วนร่วมตั้งแต่ก่อนวันประกาศจริง
เมื่อรายชื่อถูกออกแบบให้กลายเป็นประสบการณ์
ถ้ามอง Squad Announcement เป็นแค่วันประกาศรายชื่อ
เราก็อาจเห็นมันเป็นแค่โพสต์หนึ่งโพสต์
คลิปหนึ่งคลิป
หรือภาพกราฟิกหนึ่งภาพที่บอกว่าใครติดทีมบ้าง แต่สิ่งที่อังกฤษทำให้น่าสนใจคือ เขาไม่ได้ออกแบบแค่ “รายชื่อที่จะประกาศ” แต่เหมือนกำลังออกแบบ
“ช่วงเวลาของการรับรู้” ไปพร้อมกัน
ก่อนที่รายชื่อจริงจะถูกประกาศ
แฟนบอลได้ลองเลือก squad ของตัวเอง
ลองคิดในแบบที่โค้ชต้องคิด
ลองตัดสินใจว่าใครควรติด ใครควรหลุด
และถ้าเป็นเรา เราจะพาใครไปทัวร์นาเมนต์ใหญ่ครั้งนี้
พอถึงวันที่ประกาศจริง มันเลยไม่ใช่แค่การเปิดรายชื่อออกมาเฉย ๆ แต่มันกลายเป็นจังหวะที่แฟนบอลเอาคำตอบของตัวเอง ไปเทียบกับคำตอบของทีมชาติ
ใครตรงกับที่เราคิด
ใครหลุดจากที่เราคาด
ใครเป็นชื่อที่ทำให้เราประหลาดใจ
จากรายชื่อหนึ่งชุด มันเลยค่อย ๆ กลายเป็น journey เล็ก ๆ ของแฟนบอล
ไม่ใช่แค่จาก “ไม่รู้” ไปสู่ “รู้”
แต่จาก “คาดเดา” ไปสู่ “เปรียบเทียบ”
จาก “รอคำตอบ” ไปสู่ “มีส่วนร่วมกับความหมายของคำตอบนั้น”
และผมว่านี่คือจุดที่น่าสนใจ เพราะเมื่อวิธีการเปิดเผยเปลี่ยนไป ประสบการณ์ของคนรับข้อมูลก็เปลี่ยนตามไปด้วย
Data ไม่ได้เปลี่ยน แต่วิธีเล่าเปลี่ยนประสบการณ์
สิ่งที่น่าสนใจคือ ข้อมูลที่อยู่ในการประกาศรายชื่อนักเตะ จริง ๆ แล้วไม่ได้เป็นข้อมูลใหม่อะไรเลย
ชื่อ
ตำแหน่ง
สโมสร
หมายเลขเสื้อ
ประสบการณ์ในทีมชาติ
ข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลชุดเดิม ที่ถูกใช้ในการประกาศรายชื่อนักเตะมาหลายสิบปี ไม่ว่าจะเป็นยุคที่เรารู้ข่าวจากหน้าหนังสือพิมพ์
จากเว็บไซต์ข่าวกีฬา
จากภาพกราฟิกบนโซเชียลมีเดีย
หรือจากวิดีโอประกาศรายชื่อในปัจจุบัน แก่นของข้อมูลแทบไม่ได้เปลี่ยนไปมากนัก แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ
“วิธีที่ข้อมูลถูกเล่าและถ่ายทอดให้ผู้คน”
จากเดิมที่รายชื่ออาจถูกวางเรียงเป็นตาราง หรือเป็นภาพสนามฟุตบอลที่มีรูปนักเตะวางตามตำแหน่ง
แบบที่เราเห็นกันบ่อย ๆ บนอินเทอร์เน็ต แฟนบอลดูแล้วรู้ทันทีว่าใครติดทีมบ้าง วันนี้รายชื่อชุดเดียวกัน อาจถูกค่อย ๆ เปิดเผยผ่านวิดีโอ
ผ่านภาพ
ผ่าน clue เล็ก ๆ ในแต่ละฉาก
ผ่านจังหวะของเพลง
ผ่านสิ่งที่แฟนบอลต้องสังเกตและตีความเอง
ข้อมูลยังเป็นข้อมูลชุดเดิม แต่ประสบการณ์ในการรับข้อมูลไม่เหมือนเดิมแล้ว ผมว่าตรงนี้คือจุดที่ Data กับ Storytelling เริ่มมาเจอกัน เพราะ Storytelling ในที่นี้ อาจไม่ใช่การแต่งเรื่องเพิ่มเข้าไปจนเกินจริง หรือทำให้ข้อมูลดูสวยขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่มันคือการเอาข้อมูลมาร้อยเรียงใหม่ เลือกว่าจะเปิดเผยอะไร ก่อนหรือหลัง
จะซ่อนอะไรไว้ให้คนดูค้นพบ
จะให้คนรอลุ้นตรงไหน
และจะทำให้คนรู้สึกมีส่วนร่วมกับข้อมูลนั้นได้อย่างไร
เหมือนรายชื่อนักเตะทีมชาติอังกฤษ ถ้าอยู่ในโพสต์เดียว เราคงอ่านไม่กี่วินาทีก็รู้แล้วว่าใครติดทีมบ้าง แต่เมื่อรายชื่อเดียวกันถูกเล่าผ่านจังหวะที่ต่างออกไป มันทำให้ข้อมูลไม่ได้จบแค่การบอกคำตอบ แต่กลายเป็นพื้นที่ให้คน
คาดเดา
ลุ้น
ค้นหา
และรู้สึกมีส่วนร่วมกับช่วงเวลานั้น
นี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้การประกาศรายชื่อแบบนี้น่าสนใจ ไม่ใช่เพราะข้อมูลใหม่กว่าเดิม แต่เพราะวิธีเล่า ทำให้ข้อมูลชุดเดิมมีชีวิตมากขึ้น เวลาเราพูดถึง Data Storytelling หรือ Data Visualization หลายคนอาจนึกถึง
Dashboard
Chart
Report
หรือการนำเสนอข้อมูลในห้องประชุม
ซึ่งก็ไม่ผิด เพราะนั่นเป็นพื้นที่ที่เราเห็นการใช้ข้อมูลอย่างชัดเจน
แต่สำหรับผม
เคสนี้ทำให้เห็นว่า Data Storytelling อาจไม่ได้จำกัดอยู่แค่พื้นที่เหล่านั้น บางครั้งมันอาจเกิดขึ้นในวิดีโอ ในลำดับการเปิดเผยข้อมูล หรือในประสบการณ์ที่ทำให้ข้อมูลชุดเดิม กลายเป็นเรื่องที่คนรู้สึกเกี่ยวข้องมากขึ้น
Data Storytelling ที่ดี อาจไม่ได้เริ่มจากการถามว่า
"เราจะทำให้ข้อมูลดูน่าสนใจขึ้นได้อย่างไร?"
แต่อาจเริ่มจากคำถามว่า
"เราจะทำให้คนรู้สึกเกี่ยวข้องกับข้อมูลนี้ได้อย่างไร?"
Behind the Bench
บางทีสิ่งที่น่าสนใจที่สุดของการประกาศรายชื่อ อาจไม่ได้อยู่ที่ว่าใครติดหรือใครหลุดเพียงอย่างเดียว
แต่อยู่ที่ว่า รายชื่อเหล่านั้นถูกนำออกมาสื่อสารกับผู้คนอย่างไร เพราะเบื้องหลังรายชื่อหนึ่งชุด ไม่ได้มีแค่ชื่อของนักเตะ
ตำแหน่ง
หมายเลขเสื้อ
หรือข้อมูลพื้นฐานที่แฟนบอลอยากรู้
แต่ยังมีการตัดสินใจของทีมงาน
การคัดเลือกของโค้ช
ข้อมูลที่ถูกใช้ประกอบการคัดเลือก
และวิธีที่ทีมเลือกจะสื่อสารสิ่งเหล่านั้นออกมาให้คนดูรู้สึกบางอย่าง นี่อาจเป็นเหตุผลที่ผมเลือกใช้คำว่า Behind the Bench เพราะ bench ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแค่ม้านั่งของตัวสำรอง แต่มันเป็นพื้นที่ระหว่าง
“สิ่งที่เกิดขึ้นในสนาม”
กับ
“การตัดสินใจที่อยู่เบื้องหลังสนาม”
และในเคสนี้ มันทำให้เห็นว่า Data, Storytelling และโลกของ Football ไม่ได้อยู่แยกกันคนละโลก
Data ให้คำตอบว่าใครอยู่ในรายชื่อ
Storytelling ทำให้รายชื่อนั้นถูกจดจำ
และ Experience ทำให้แฟนบอลรู้สึกว่าตัวเองมีส่วนอยู่ในช่วงเวลานั้น
ถ้ามองย้อนกลับมาที่งานของเรา ไม่ว่าจะเป็นงาน UX
Product
Data
หรือการสื่อสารในองค์กร
บางทีคำถามอาจไม่ใช่แค่ว่า
"เรามีข้อมูลครบพอหรือยัง?"
แต่อาจเป็นว่า
"เรากำลังพาข้อมูลนั้นไปเจอกับผู้คนอย่างไร?"
เรากำลังทำให้คนแค่ “เห็นข้อมูล”
หรือกำลังทำให้เขา “เข้าใจความหมาย” ของมัน
เรากำลังส่งต่อคำตอบ หรือกำลังออกแบบประสบการณ์ของการเข้าใจ เพราะสุดท้าย
Data ที่ดีอาจไม่ได้จบแค่ความถูกต้อง
Storytelling ที่ดีอาจไม่ได้จบแค่ความน่าสนใจ
และ Experience ที่ดีอาจไม่ได้จบแค่ความประทับใจ
แต่มันอาจเริ่มจากคำถามง่าย ๆ ว่า
Comments