ในบทแรก EP.1 ฉันได้พูดถึงช่วงเวลาที่ฉันได้ทบทวนและกลับเข้าไปดูอดีตของตัวเองที่ส่งผลต่ออารมณ์และความคิดในปัจจุบันของฉัน ส่วนหนึ่งที่แว่บเข้ามาในตอนนั้นก็คือ ในช่วงที่ฉันกำลังเรียนปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง มีอาจารย์ 3 ท่านที่ฉันรักและเคารพมากๆ คำพูดของพวกท่านยังดังก้องอยู่ในใจของฉัน เช่นสิ่งดีๆ ที่อาจารย์ได้มองเห็นในตัวฉัน การที่ฉันเป็นคนมีพลังงานบวก การที่ฉันมีรอยยิ้มและมอบแสงสว่างให้กับคนที่พบเห็น ฉันจำไม่ได้ว่าฉันลืมคำพูดเหล่านั้นไปตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่เมื่อฉันได้นั่งทบทวนกับตัวเองในห้องเงียบๆ ฉันก็พบว่าสิ่งดีๆและคุณค่าของฉันนอกจากมันมาจากตัวฉันเองแล้วมันยังมาจากพลังของคำพูดจากผู้คนที่อยู่รอบข้างของฉันอีกด้วย
ใน EP.2 นี้ฉันจึงอยากเล่าถึงประสบการณ์และสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้อ่านเพื่อตระหนักรู้ถึงพลังของคำพูด ทุกคนรู้อยู่แล้วว่าคำพูดสามารถเป็นได้ทั้งของขวัญในการหล่อเลี้ยงหัวใจและเป็นได้ทั้งอาวุธที่ทำลายล้างหัวใจได้เช่นกัน ในวันที่ฉันร้องไห้และไม่เห็นคุณค่าของตัวเอง ขอบคุณความทุกข์นั้นที่ทำให้ฉันได้กลับมามองสิ่งดีๆในตัวเองและได้ยินคำพูดที่ยังก้องอยู่ในหัวใจถึงปัจจุบันนี้ วันนี้คุณได้เลือกใช้คำพูดที่ดีต่อตนเองและผู้อื่นแล้วหรือยัง นี่เป็นคำถามที่ฉันอยากจะถามผู้อ่านและถามตัวเอง
การอยู่เยอรมันก็ได้สอนฉันในเรื่องของคำพูดเช่นกัน เช่นในเรื่องของวัฒนธรรมในการพูดอย่างตรงไปตรงมา ฉันชอบที่ฉันสามารถแสดงออกถึงความต้องการและความคิดของตัวเองอย่างตรงไปตรงมาเมื่ออยู่ในประเทศเยอรมัน อย่างไรก็ตามฉันคิดว่า 'ความตรงไปตรงมา' ในการพูดคุยกับคนอื่นควรมีความระมัดระวัง เพราะหากใช้ความตรงไปตรงมาในการบอกผู้อื่นในเชิงลบ เช่น ฉันไม่ชอบความคิดของเธอเลย หรือ ฉันคิดว่าฉันคิดว่างานของเธอมันแย่มาก ฯลฯ ก็อาจจะทำร้ายคนอื่นได้เช่นกัน ดังนั้นฉันจึงชอบความเป็นไทยในตัวเองที่ยังรักษาน้ำใจของคนอื่น และฉันชอบความเป็นเยอรมันที่ให้อิสรภาพแก่ฉันในการพูดถึงสิ่งที่ฉันต้องการ ทั้งในเรื่องส่วนตัวและเรื่องการทำงาน ดังนั้นฉันจึงคิดว่าตัวเองโชคดีมากๆที่ได้เห็นวัฒนธรรมของทั้งสองประเทศและนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตัวเองและผู้อื่น
ในขณะที่ฉันกำลังเขียนและเรียบเรียงความคิดของการเขียนบทความที่ 2 นี้ ฉันนึกถึงคำพูดของพี่สาวคนหนึ่ง เธอเป็นลูกพี่ลูกน้องของฉันที่ประสบความสำเร็จในเรื่องงานและเรื่องธุรกิจ เธอเป็นแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตของฉัน พี่สาวคนนี้เคยสอนฉันว่า 'ก่อนที่เราจะพูดอะไร เราต้องคิดว่าสิ่งนั้นเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นหรือไม่ ถ้ามันไม่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น เราอย่าพูดคำนั้นออกมา' ฉันจึงจำคำนี้ได้ขึ้นใจเสมอ คำพูดเป็นสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์มาก หลายครั้งในชีวิตที่ฉันได้พบเจอคนใหม่ๆ อย่างเช่น ครั้งหนึ่งฉันได้เข้าค่ายที่สวนวชิรเบญจทัศแถวจตุจักร ในค่ายนั้นฉันได้ทำกิจกรรมกลุ่มกับวัยรุ่นคนหนึ่ง หลังจากจบค่าย วัยรุ่นคนนั้นได้บอกกับฉันว่า 'ขอบคุณมากที่ได้ช่วยชีวิตเขา' เพราะคำพูดดีๆและการรับฟังอย่างตั้งใจของฉัน ทำให้เขาเปิดใจและตัดสินใจไม่ฆ่าตัวตาย
นอกจากนี้แล้ว การที่เลือกใช้คำพูดที่ดีและเห็นอกเห็นใจผู้อื่น มันทำให้ฉันดึงดูดคนดีๆ สิ่งดีๆเข้ามาในชีวิตของฉัน การเดินทางครั้งใหม่ในเยอรมันนี้ ฉันได้พบกับกัลยาณมิตรมากมายและพวกเขาเหล่านั้นได้ขอบคุณที่ฉันเป็นพลังบวก ฉันไม่รู้ว่าเพราะอะไร พวกเขาถึงรู้สึกว่าฉันมีพลังบวกเช่นนั้น แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันแน่ใจแน่ๆ ก็คือคำพูดที่เป็นบวกและเป็นกำลังใจให้กับคนที่ฉันพบเจอ
กลับมาที่ประเด็นที่ว่าฉันนึกถึงคำพูดของอาจารย์คนนั้นที่ก้องอยู่ในหูฉันจนถึงวันนี้ คำพูดเหล่านั้นที่ฉันลืมไปแล้ว กลับกลายเป็นของขวัญที่ทำให้ฉันเห็นคุณค่าในตัวเองอีกครั้งในวันที่มืดมน ฉันหวังว่าผู้อ่านจะได้รับบทเรียนอะไรบางอย่างจากการเข้ามาอ่านบทความนี้ของฉัน ฉันหวังว่าสิ่งดีๆที่ฉันเผยแพร่ในบล็อกนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้คนอ่านได้ใช้คำพูดที่ดีและเป็นประโยชน์กับผู้อื่นต่อไป
"Words have incredible power. They can make people's hearts soar, or they can make people's hearts sore." — Dr. Mardy Grothe

Comments