วันนี้ฉันได้อยู่กับตัวเองและก็ทบทวนตัวเองว่าทำไมฉันถึงร้องไห้และเสียใจกับสิ่งที่ฉันกำลังเจอ ทั้งที่เรื่องนั้นเป็นสิ่งที่ฉันควรจะมีความสุขกับมัน เรื่องมันมีอยู่ว่า ฉันได้บังเอิญพบกับมหาเศรษฐีคนหนึ่งในเยอรมันที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่ง เราได้นัดเจอกันครั้งแรกเพื่อพบปะพูดคุยกัน ฉันพบเขาเนื่องจากว่าฉันทำช่องTiktok เกี่ยวกับการแต่งตัวและการออกกำลังกาย ผู้ชายคนนี้ได้เข้ามาทักฉันแล้วบังเอิญว่าเราอยู่เมืองเดียวกันโดยที่ฉันไม่เคยเปิดเผยข้อมูลมาก่อน เขาคุยกับฉันมาเรื่อยๆ จนวันนึงเขาถามฉันว่า 'เรามากินกาแฟด้วยกันไหม' ฉันมีความประหม่าเล็กน้อยและถามเขาว่า 'คุณมีเหตุผลอะไรที่เราจะพบกัน' เขาหายไป 1 วัน แล้วกลับมาตอบฉันว่า 'ไม่ได้มีเหตุผลอะไรเป็นพิเศษ...เพียงแต่ว่าฉันอยากจะรู้จักคนใหม่ๆและอยากรู้ว่าทำไมคุณถึงย้ายมาที่ประเทศเยอรมัน'
ในการพบกันวันนั้นที่ร้านกาแฟ หัวใจของฉันเต้นแรงมาก เขาได้ถามคำถามฉันมากมายซึ่งบ่งบอกว่าเขามีความอยากรู้จักในตัวตนของฉัน และฉันเกิดความรู้สึกอบอุ่นบางอย่างที่บอกไม่ถูก มันเป็นเอนเนอร์จี้บวกที่ได้รับจากการคุยกันวันนั้น และเขาดูแลฉันอย่างดีจนทำให้ฉันรู้สึกลอยไปในอากาศเหมือนกับว่ามันเป็นเรื่องราวที่อยู่ในความฝัน
แต่เมื่อมาถึงบ้านแล้วได้อยู่กับตัวเอง อยู่กับความเป็นจริงที่ฉันเป็นเพียงมนุษย์เงินเดือนตัวเล็กๆ เงินเดือนแทบจะไม่พอจ่ายค่าเช่าห้องในแต่ละเดือน มันกลับทำให้ฉันมีน้ำตาขึ้นมา ฉันรู้สึกเสียใจเพราะว่าฉันไม่เห็นคุณค่าในตัวเอง ฉันรู้สึกต่ำต้อยที่คนอย่างฉันไม่สมควรได้รับในสิ่งนั้น นั่นคือการที่ฉันได้เจอกับมหาเศรษฐี หรือมีคนดีๆมาดูแล และใส่ใจคนธรรมดาอย่างฉัน ฉันใคร่ครวญกับตัวเองว่าทำไมฉันถึงมีชุดความคิดนี้ขึ้นมา ทั้งๆที่มันไม่ใช่เรื่องจริง มันเป็นเพียงแค่ความคิดที่เกิดขึ้นกับฉันเอง ฉันขุดลงไปในใต้ภูเขาน้ำแข็งตัวเองว่าทำไมฉันถึงรู้สึกดูถูกตัวเองและรู้สึกไม่ควรได้รับในสิ่งที่ดีกว่านี้ ทั้งๆที่ใจฉันก็อยากจะได้สิ่งที่ดีและอยากได้คนที่พร้อมเข้ามาดูแลและใส่ใจ จากนั้นฉันก็พบว่าจริงๆ แล้วความรู้สึกด้วยค่า ไม่เห็นคุณค่าตัวเองมันเริ่มขึ้นและมากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ที่ฉันย้ายมาที่เยอรมัน
ตอนที่ฉันอยู่ประเทศไทยฉันมีงานทำที่ดี ฉันเรียนจบปริญญาโท และอยู่ในสังคมที่โอเคมากๆ ฉันภูมิใจในงานเดิมของฉันและดีใจที่ฉันได้ใช้ความรู้ที่เรียนมาไปช่วยเหลือคนอื่น ในขณะที่ตั้งแต่ที่ฉันย้ายมาอยู่เยอรมัน ฉันต้องปรับตัวกับการเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด ทั้งในเรื่องของภาษา วัฒนธรรมและตำแหน่งงานใหม่ การจะกลับไปทำงานในตำแหน่งเดิมแบบที่ประเทศไทย ฉันจะต้องมีความรู้ภาษาเยอรมันในระดับสูง แต่ในความเป็นจริงฉันยังไปอยู่ตรงนั้นไม่ได้ มันจึงทำให้ฉันกลัวและไม่กล้าที่จะกลับไปทำงานเดิม รวมถึงการที่ฉันไม่ได้ใช้ความรู้ในสิ่งที่เรียนมาในระยะเวลานาน ฉันลืมสิ่งที่เคยเรียนรู้มาและรู้สึกไม่มั่นใจมากพอที่จะไปช่วยคนอื่น ทั้งหมดทั้งมวลนี้จึงประกอบรวมกันเป็นความรู้สึกเห็นคุณค่าในตัวเองที่ลดลง ดังนั้นมันจึงเป็นเหตุผลของน้ำตาในวันนี้ว่าทำไมฉันถึงมีความรู้สึกว่าฉันไม่คู่ควรกับสิ่งที่ดี
หลังจากที่ฉันได้ขุดลงไปใต้ภูเขาน้ำแข็งและร้องไห้อยู่กับใจของตัวเอง ฉันได้เอามือข้างขวามาจับที่หัวใจข้างซ้ายของฉัน และฉันก็เริ่มพูดกับตัวเองว่า ‘ฉันขอโทษ ให้อภัยฉันเถอะ ฉันให้อภัยเธอ ขอบคุณและฉันรักเธอ’ ฉันบอกรักตัวเองและฉันขอโทษตัวเองที่ทำให้ตัวเองเสียใจและเคยคิดดูถูกตัวเอง นอกจากนี้ ฉันได้ลองนึกย้อนในสิ่งที่ฉันได้ตั้งใจทำมาตลอด นั่นก็คือตั้งแต่เด็กจนโตฉันเป็นคนที่ตั้งใจเรียนมาก ในช่วงวัยรุ่นของฉัน ฉันพยายามอ่านหนังสืออย่างหนักและตั้งใจเรียนมากจนแทบจะไม่มีเวลาในชีวิตวัยรุ่นเหมือนเด็กทั่วไป เนื่องจากครอบครัวของฉันไม่มีทุนทรัพย์ที่มากมาย ฉันจึงอยากเรียนต่อด้านแพทย์เพื่อจะได้มีรายได้เพื่อดูแลพ่อแม่ได้ อีกทั้งในตอนนั้น เด็กต่างจังหวัดอย่างฉันไม่รู้จักอาชีพมากมายนักและไม่มีใครมาช่วยแนะแนวการศึกษา
อย่างไรก็ตามโชคชะตาได้นำพาฉันมาเรียนจิตวิทยา ฉันกลายเป็นนักจิตวิทยาที่เคยได้ช่วยเหลือคนอื่นในประเทศไทยมาก่อน รวมถึงในปัจจุบันฉันได้ช่วยเหลือครอบครัวและเด็กๆมากมายในประเทศเยอรมัน แม้ว่ามันอาจจะอยู่ในบริบทและตำแหน่งงานที่ต่างออกไปจากเดิม ฉันจึงรู้สึกว่าสิ่งที่ฉันทำและพยายามมาตลอดเป็นสิ่งที่มีคุณค่าและยิ่งใหญ่มากๆ ดังนั้นฉันจะไม่ยอมให้ใครหรือแม้แต่ตัวเองได้ดูถูกตัวเองอีกครั้ง
การมองว่าตัวเองไม่สมควรได้รับสิ่งที่ดี แท้จริงแล้วเป็นเพียงความคิด ไม่ใช่ความจริง ความจริงคือฉันเป็นคนที่มีคุณค่าและฉันสามารถมอบคุณค่าตรงนี้ให้กับคนอื่น สิ่งที่ฉันพยายามมาตลอดชีวิตจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมฉันถึงมายืนอยู่ตรงนี้ในปัจจุบันและได้พบกับคนระดับนี้ ฉันสัญญากับตัวเองว่าฉันจะกลับมาดูแลตัวเอง กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง และกลับมามอบพลังให้กับตัวเอง การพบเจอของเรามันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และกลายเป็นการปลดล็อคอะไรบางอย่างในตัวฉัน ฉันรู้จักตัวเองมากขึ้น ขอบคุณจักรวาลที่ทำให้เราได้พบกัน
“Suffering has been stronger than all other teaching, and has taught me to understand what your heart used to be. I have been bent and broken, but - I hope - into a better shape.” ― Charles Dickens, Great Expectations

Comments