ทักษะที่สำคัญที่สุดในชีวิตไม่ใช่การตัดสินใจให้เร็ว แต่เป็นการ ‘อดทนที่จะยังไม่ด่วนตัดสินใจ’ มากกว่า
ลองนึกถึงครั้งสุดท้ายที่พวกเราทำความรู้จักกับคนใหม่ๆ ดูสิครับ
เราใช้เวลาเท่าไหร่กว่าจะตัดสินใจว่า "ชอบ" หรือ "ไม่ชอบ" คนคนนั้น?
สามสิบวินาที? หนึ่งนาที? หรือแค่เห็นหน้าแวบแรกก็รู้แล้ว?
ธรรมชาติของเรามักจะตัดสินทุกอย่างรวดเร็วมากครับ เจอไอเดียใหม่ในที่ประชุม พวกเราก็มักจะตัดสินใจภายในสิบวินาทีว่ามันจะได้ผลหรือไม่ เจอคนที่พูดไม่ตรงกับสิ่งที่เราเชื่อ เราก็ตัดสินทันทีว่าเขาคิดผิด เจอทักษะที่ไม่คุ้นเคย เราก็รีบตัดสินว่า "นี่ไม่ใช่ทางของเรา"
ผมต้องเตือนตัวเองอยู่บ่อยครั้งในเรื่องนี้
การตัดสินใจอย่างรวดเร็วให้ความรู้สึกที่ดีครับ เพราะมันมอบ "ความแน่นอน" ให้กับเรา รู้สึกว่าเรารู้แล้ว เข้าใจแล้ว แต่ความแน่นอนนั้น มักมาพร้อมกับต้นทุนที่มองไม่เห็น
ย้อนกลับไปในเดือนธันวาคม ปี 1817 จอห์น คีตส์ (John Keats) กวีชาวอังกฤษวัย 22 ปี ได้เขียนจดหมายถึงน้องชายของเขา เล่าว่ามีคุณสมบัติอย่างหนึ่งที่ทำให้คนเราประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะในแวดวงงานสร้างสรรค์ เป็นคุณสมบัติที่ วิลเลียม เชกสเปียร์ (William Shakespeare) มีอยู่อย่างมหาศาล เขาเรียกสิ่งนี้ว่า “Negative Capability” หรือ ความสามารถในการดำรงอยู่กับความไม่แน่นอน ความลึกลับ และความสงสัย โดยไม่ปล่อยให้ ‘ความกระวนกระวาย’ เข้าครอบงำเพื่อรีบเร่งหาข้อเท็จจริงหรือเหตุผลมารองรับ
คีตส์ ใช้คำนี้เพียงครั้งเดียวในจดหมายส่วนตัว และไม่เคยเขียนถึงมันอีกเลย แต่แนวคิดนี้กลับกลายเป็นหนึ่งในไอเดียที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์ของความคิดสร้างสรรค์
คำว่า "Negative" ในที่นี้ ไม่ได้แปลว่าด้านลบหรือย่ำแย่นะครับ แต่หมายถึง "การละทิ้ง" ครับ
เป็นการละทิ้งความกระวนกระวาย ละทิ้งแรงกดดันที่จะต้องรีบด่วนสรุป และละทิ้งความจำเป็นที่จะต้องมีคำตอบในทันที มันคือการทำตัวเป็น "พื้นที่ว่าง" ที่พร้อมเปิดรับสิ่งใหม่เข้ามา . คีตส์ เปรียบคนที่มี Negative Capability ว่าเหมือนกับ "กิ้งก่า" ครับ พวกมันไม่มีสีเป็นของตัวเอง แต่สามารถเปลี่ยนสีไปตามสภาพแวดล้อมได้ กวีที่เก่งกาจก็เช่นกัน พวกเขาไม่ยึดติดกับตัวตนที่ตายตัว แต่สามารถดำดิ่งเข้าไปอยู่ในมุมมองของตัวละครทุกตัวได้อย่างเต็มที่ เฉกเช่นที่ เชกสเปียร์ ทำ
ดั่งที่คีตส์เคยเขียนไว้ว่า “…มันไม่ใช่ตัวมันเอง — มันไม่มีตัวตน — มันเป็นได้ทุกสิ่งและไม่เป็นอะไรเลย — มันไม่มีบุคลิกตายตัว — มันเพลิดเพลินกับทั้งแสงสว่างและเงามืด มันดำรงอยู่อย่างเต็มอิ่มในทุกรสชาติ ไม่ว่าจะสวยงามหรือน่ารังเกียจ สูงส่งหรือต่ำต้อย ร่ำรวยหรือยากจน ต่ำทรามหรือสง่างาม…"
แต่เรื่องนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่กวีหรือนักเขียนเท่านั้น
โรเบิร์ต กรีน (Robert Greene) ได้นำแนวคิด Negative Capability มาขยายความในหนังสือ The Daily Laws ว่ามันคือคุณสมบัติหลักของ "ปรมาจารย์" ในทุกสาขาอาชีพ เพราะมันเป็นกุญแจสำคัญที่เปิดทางให้พวกเราได้สำรวจไอเดียที่กว้างไกลขึ้น กล้าทดลองกับสิ่งที่ไม่คุ้นเคย และสร้างสรรค์ผลงานที่มีมิติลึกซึ้งกว่าเดิม
กรีน ยกตัวอย่างเรื่องของ โมซาร์ท (Mozart) ในปี 1782 โมซาร์ทในวัย 26 ปี ได้สัมผัสกับดนตรีของ โยฮันน์ เซบาสเตียน บาค (Johann Sebastian Bach) ที่แตกต่างจากแนวทางของตนเอง
ดนตรีของ บาค ใช้เทคนิคที่เรียกว่า Counterpoint หรือการสอดประสานทำนองอันสลับซับซ้อน ปล่อยให้หลายแนวเสียงดำเนินไปพร้อมกันอย่างอิสระ ซึ่งขัดแย้งกับสไตล์ดนตรีของ โมซาร์ท โดยสิ้นเชิง
หากเป็นศิลปินส่วนใหญ่ (ยิ่งคนที่ประสบความสำเร็จมากๆ) เมื่อเจอสิ่งที่ฉีกไปจากแนวทางของตัวเองขนาดนี้ ก็คงเลือกที่จะสร้างกำแพงป้องกันตัวเอง แล้วบอกว่า "นั่นไม่ใช่ทางของฉัน"
แต่ โมซาร์ท ไม่ตัดสิน
เขาเปิดรับและศึกษาแนวทางของ บาค อย่างจริงจัง ถอดโน้ตจากเปียโนมาเรียบเรียงใหม่สำหรับเครื่องสาย แม้จะต้องล้มเหลวหลายครั้ง ผลงานในช่วงแรกถูกวิจารณ์ว่าแห้งแล้งและสูญเสียความเป็น โมซาร์ท แต่เขาก็ไม่หยุด จนในที่สุดเทคนิค Counterpoint ของ บาค ก็ซึมซาบกลายเป็นส่วนหนึ่งในแก่นแท้ทางดนตรีของเขา
ผลลัพธ์ที่ได้คือผลงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในช่วงบั้นปลายชีวิต
เรื่องของ โมซาร์ท สอนอะไรพวกเราบ้าง?
มันสอนเราว่า การไม่ตัดสิน ไม่ได้แปลว่าเราไม่มีจุดยืน
โมซาร์ท ไม่ได้ละทิ้งตัวตนของเขา เขาไม่ได้กลายร่างเป็น บาค เขาเพียงแค่ปฏิเสธที่จะปิดประตูใส่สิ่งที่แตกต่าง และปล่อยให้กระบวนการเรียนรู้ค่อยๆ ทำงานของมัน
มีการวิเคราะห์ว่าการซึมซับดนตรี บาค ของ โมซาร์ท แบ่งเป็นสองช่วง ช่วงแรกคือการเลียนแบบ เขาเขียนเพลงสไตล์ บาค ซึ่งดูคล้ายแบบฝึกหัดมากกว่าผลงานศิลปะ แต่ช่วงหลังต่างหากที่สำคัญที่สุด เมื่อเทคนิคเหล่านั้นหลอมรวมเข้ากับตัวตนของเขาอย่างแนบเนียนจนแยกไม่ออก
ช่วงเวลาที่ดูเหมือน "ล้มเหลว" แท้จริงแล้วคือช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด เพราะมันคือช่วงที่เขา "ทนอยู่กับความไม่รู้" ได้นานพอ
ปัญหาของพวกเราส่วนใหญ่คือ เรามักจะทนรับช่วงเวลานั้นไม่ได้ครับ
เราอยากรู้ให้เร็วที่สุดว่าสิ่งนี้ดีหรือไม่ดี ใช่หรือไม่ใช่ จะรอดหรือไม่รอด พอเราด่วนตัดสิน ประตูก็จะปิดลง และจะไม่มีอะไรใหม่ๆ เล็ดลอดเข้ามาได้อีก
กรีน ได้เขียนประโยคหนึ่งที่ทรงพลังอย่างยิ่งเอาไว้ว่า:
"ความต้องการความแน่นอน คือโรคร้ายที่สุดของจิตใจ"
ลองทบทวนดูสิครับว่า ในชีวิตประจำวัน มีอะไรบ้างที่เราเผลอตัดสินมันเร็วเกินไป? (สารภาพตามตรงอย่างที่บอกว่าต้องคอยเตือนตัวเองบ่อยๆ เรื่องนี้)
เราอาจจะตัดสินคนจากภาพลักษณ์ที่เห็นครั้งแรก ตัดสินไอเดียจากความรู้สึกชั่ววูบ ตัดสินโอกาสจากกรอบความคุ้นเคยเดิมๆ หรือแม้แต่ตัดสินตัวเองจากสิ่งที่เคยทำได้หรือทำไม่ได้ในอดีต
ทุกครั้งที่เราด่วนตัดสิน เรากำลังปิดประตูลงหนึ่งบาน และเราจะไม่มีวันรู้เลยว่า หลังประตูบานนั้นซ่อนอะไรเอาไว้บ้าง
คีตส์ ไม่ได้บอกให้พวกเราเลิกคิดหรือเลิกใช้เหตุผลนะครับ คีย์เวิร์ดที่สำคัญที่สุดในจดหมายของ คีตส์ ไม่ใช่คำว่า "ข้อเท็จจริง" หรือ "เหตุผล" แต่คือคำว่า "กระวนกระวาย" (Irritable) เพราะปัญหาไม่ใช่การแสวงหาความจริง แต่คือความร้อนรนที่จะต้องได้คำตอบในทันทีต่างหาก
คีตส์ ต้องการให้พวกเราเปิดรับมากกว่าการรีบค้นหา ปล่อยให้สิ่งต่างๆ ค่อยๆ เผยตัวตนออกมาตามจังหวะเวลาของมัน แทนที่จะรีบไปขีดเส้นกำหนดว่ามันคืออะไร
เป็นความตั้งใจที่จะไม่รีบเร่ง นั่นเอง
ฟังดูเหมือนง่าย แต่พอลองเอาไปทำเราจะรู้ว่าตรงกันข้ามเลย
• ครั้งต่อไปที่เราเจอคนที่คิดต่าง อย่าเพิ่งรีบตัดสิน ลองฟังเขาให้จบก่อน แล้วดูว่าเขามองเห็นอะไรในจุดที่เรายังไม่เห็น
• ครั้งต่อไปที่เจอไอเดียที่ฟังดูแปลกประหลาด อย่าเพิ่งปัดทิ้ง ลองอยู่กับมันสักพัก แล้วดูว่ามันจะพาความคิดของเราเดินทางไปถึงไหน
• ครั้งต่อไปที่เจอสิ่งที่ไม่คุ้นเคย อย่ารีบสรุปว่า "นี่ไม่ใช่ทางของเรา" ลองแง้มประตูทิ้งไว้ก่อน
โมซาร์ท ไม่ได้เปิดรับ บาค เพราะเขาเป็นคนไร้จุดยืน
แต่เขาเปิดรับ เพราะ เขามีจุดยืนที่แข็งแรงพอ ที่จะไม่หวาดกลัวว่าจะสูญเสียความเป็นตัวเองไป
และนั่นอาจเป็นบทเรียนที่สำคัญที่สุดสำหรับผมเอง (หรือทุกคนที่อ่านมาถึงตรงนี้)
คนที่กล้า "ไม่ตัดสิน" ไม่ใช่คนที่อ่อนแอ
แต่เป็นคนที่มั่นคงในตัวเองมากพอ ที่จะอนุญาตให้ความไม่แน่นอนก้าวเข้ามา โดยไม่เกรงกลัวว่ามันจะทำลายสิ่งที่ตัวเองเป็น

Comments