Who I was before the pivot chapter
A little more about me
ไม่ว่าคุณจะเพิ่งมาเจอกันหรือรู้จักกันมาก่อน
ก็สามารถอ่านเรื่องราวชีวิต first jobber ของฉันได้ในบทความนี้
ฉันเติบโตในกรุงเทพฯ
ไม่ได้โตมากับความฝันว่าจะทำงานด้าน data หรือ สาย tech
และไม่ได้มีเส้นทางอาชีพที่วางไว้ชัดเจนตั้งแต่ต้น
เหมือนคนส่วนใหญ่
ฉันเคยเชื่อว่าถ้าเราตั้งใจเรียน
ทำงานหนัก และอดทนมากพอ
ชีวิตก็น่าจะค่อย ๆ ลงล็อกในแบบของมัน
แต่พอโตขึ้น ฉันเริ่มเข้าใจว่า ชีวิตและการทำงานไม่ได้เดินเป็นเส้นตรงเสมอไป
โลกเปลี่ยนไปตลอดเวลา ตลาดงานก็เปลี่ยน
และบางครั้งฉันเริ่มรู้สึกว่า
ตัวตนหรือความรู้ที่เราเคยใช้พึ่งพา
อาจไม่เพียงพอสำหรับอนาคตที่เราอยากมีอีกต่อไป
ยังมีอะไรให้เรียนรู้อีกมาก
อาจถึงเวลาแล้วที่เราต้องเติบโตไปไกลกว่าสิ่งที่ตัวเองเคยรู้จัก
จึงทำให้ฉันมีความคิดอยากย้ายสายงานมา data (ซึ่งตอนแรกคิดจะเรียนกฎหมาย)
เพราะฉันอยากมีทักษะใหม่ รู้สึกว่าทุกภาคส่วนต่างขับเคลื่อนด้วยข้อมูล
มีการใช้ Data-Driven Decision ต้องจัดการกับ Complex big data
หรือแม้แต่ในชีวิตประจำวันของฉันเองยังต้องจัดการกับ data เช่น
ใช้ notion ทำบันทึกนัดว่านัดใครไว้ที่ไหนบ้างวันอะไร
ยิ่งคิด ยิ่งรู้สึกว่า Data อาจไม่ได้ไกลจากสิ่งที่ฉันเคยสนใจขนาดนั้น
จากเดิมที่อาจมองโลกผ่านภาษา เรื่องเล่า และบริบททางสังคม
ตอนนี้ฉันอยากเรียนรู้ที่จะมองโลกผ่านข้อมูล ตัวเลข และหลักฐานมากขึ้นด้วย
และฉันก็อยากลองสร้าง career version ใหม่ของตัวเองอีกครั้งในแบบที่ฉันอยากมี
พื้นฐานการเรียนของฉันอยู่ในสายไทยศึกษา ซึ่งเป็นศาสตร์ที่เปิดให้มองโลกผ่านหลายมิติ ทั้งประวัติศาสตร์ สังคม วัฒนธรรม ภาษา และผู้คน
ช่วงหนึ่งของชีวิต ฉันเคยมีโอกาสไปใช้ชีวิตต่างประเทศ (ฝรั่งเศส) ซึ่งทำให้มุมมองต่อโลกและตัวเองเปลี่ยนไปไม่น้อย
สิ่งหนึ่งที่ฉันเรียนรู้จากโลกการทำงานคือ
career ไม่ได้มีแค่เรื่องหน้าที่หรือเงินเดือน
แต่มันเกี่ยวกับความหมาย การเติบโต
และความรู้สึกว่า สิ่งที่เรามีอยู่วันนี้เพียงพอสำหรับอนาคตที่เราอยากมีจริงหรือเปล่า
มันคือ เรื่องของการเรียนรู้ คุณค่าที่เราอยากสร้าง และชีวิตที่เราอยากมีด้วย
ฉันไม่ได้มองว่าประสบการณ์ที่ผ่านมาเป็นความผิดพลาด
ตรงกันข้าม
ฉันคิดว่าทุกงานที่เคยทำ
กำลังพาฉันมาถึง chapter นี้
บางที การ pivot อาจไม่ได้แปลว่าเราไม่เก่งพอในเส้นทางเดิม หรือ ชีวิตพัง
แต่เกิดขึ้น เพราะฉันกำลังกล้ามากพอ ที่จะถามว่า
ถ้าออกแบบเส้นทางใหม่ได้อีกครั้ง เราอยากให้ชีวิตการทำงานหน้าตาเป็นแบบไหน
สรุป มันคือการพกทุก chapter ที่ผ่านมา แล้วค่อย ๆ เดินต่อด้วยความเข้าใจตัวเองมากขึ้นกว่าเดิม
Idealism vs Reality
I used to think it would be my path.
อีกเรื่องที่หลายคนอาจสงสัย คือก่อนจะมาถึง The Pivot Chapter ฉันเคยทำงานอะไรมา
คำตอบคือ หลังเรียนจบ
ฉันมีโอกาสได้ทำงานเป็นลูกจ้างชั่วคราวโครงการ ในตำแหน่ง
นักวิเคราะห์นโยบายและแผน ที่ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ในฝ่ายยุทธศาสตร์และประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ
ดูแลโครงการที่เกี่ยวข้องกับ SDGs
ตอนนั้น ฉันคิดว่าตัวเองกำลังเดินอยู่บนเส้นทางที่มีความหมาย
เพราะตั้งแต่เรียนจบมา
ฉันเป็นคนหนึ่งที่เชื่อว่างานควรเป็นมากกว่าแค่รายได้
(ฉันเคยปฏิเสธงานที่บริษัทเอกชนเงินเดือนสูงทุกที่เพื่องานนี้)
ฉันอยากทำ งานที่ได้พัฒนาสังคม อยากมีส่วนเล็ก ๆ ในการทำให้บางอย่างดีขึ้น
และคิดว่านี่อาจเป็นเส้นทางที่สอดคล้องกับสิ่งที่ตัวเองเชื่อ เป็นชีวิตการทำงานที่ตามหาอยู่
ฉันทำงานอยู่ที่นั่นประมาณ 7 เดือน ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2567 ถึงมิถุนายน 2568
และแม้จะเป็นช่วงเวลาที่ไม่นานนัก
แต่มันกลับสอนอะไรหลายอย่างเกี่ยวกับชีวิตและโลกการทำงานมากที่สุด (ณ ตอนนี้)
ความจริงคือ การทำงานในโลกจริงไม่ได้มีแค่เรื่อง passion หรืออุดมการณ์
มันมีเรื่องของค่าครองชีพ รายได้ สวัสดิการ ความมั่นคงขของชีวิต
และคำถามว่า งานที่เรากำลังทำสามารถพาเราไปสู่ชีวิตที่อยากมีได้จริงหรือไม่
ยิ่งทำงาน
ฉันยิ่งเริ่มเห็นความย้อนแย้งบางอย่าง
ถ้าเราอยากทำงานที่ช่วยเหลือผู้คน
แต่กลับต้องใช้ชีวิตแบบประคองตัวตลอดเวลา
สุดท้ายแล้ว เราจะดูแลทั้งอุดมการณ์และตัวเองไปพร้อมกันได้อย่างไร
ฉันยังเชื่อในคุณค่าของการทำงานเพื่อสังคม
แต่ในขณะเดียวกัน ก็เริ่มตั้งคำถามว่าทำไมงานที่ตั้งใจสร้างผลกระทบต่อผู้คน
กลับมาพร้อมข้อจำกัดมากมาย ทั้งเรื่องรายได้และโอกาสในการเติบโต
ขณะที่โลกธุรกิจซึ่งหลายครั้งขับเคลื่อนด้วยกำไร กลับดูเติบโตและมั่งคั่งมากขึ้นทุกวัน
คำถามเหล่านี้ไม่ได้ทำให้ฉันหมดศรัทธาในสังคม แต่ทำให้เริ่มทบทวนว่า
เราจะใช้ชีวิตอย่างไร ให้ทั้งยังเชื่อในสิ่งที่มีความหมายและยังดูแลตัวเองให้ไหวไปพร้อมกัน
อีกด้านหนึ่ง
ฉันก็ต้องยอมรับว่า สิ่งที่ยากไม่แพ้กันในโลกของการทำงาน
คือ การปรับตัวกับการทำงานเป็นทีม
มีช่วงนึง ฉันรู้สึกว่างานที่รับผิดชอบ
แม้จำนวนอาจดูไม่มากในสายตาคนอื่น
แต่กลับเป็นงานที่มีความซับซ้อนและยากในแบบของมัน
ฉันมองว่างานบางอย่าง ไม่สามารถทำให้สำเร็จได้ด้วยคนคนเดียว
และต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย
แต่บางครั้ง
มุมมองของเราและทีมอาจไม่ตรงกัน
ในขณะที่คนอื่นมองว่า ฉันถือภาระงานน้อยที่สุดในทีม
ฉันกลับรู้สึกว่า มันอาจเป็นงานที่เล็กในเชิงปริมาณ
แต่หนักในเชิงความรับผิดชอบและความยาก
ความไม่เข้าใจเหล่านี้ ค่อย ๆ กลายเป็นความกดดันสะสม ประกอบกับความเครียดจากงาน เหตุการณ์ภายนอกในช่วงนั้น (แผ่นดินไหวใจกลางเมืองกรุงเทพฯ) รวมถึงความรู้สึกว่าตัวเองกำลังพยายามอย่างเต็มที่ แต่ยังไม่สามารถทำบางอย่างให้สำเร็จได้
ท้ายที่สุด ฉันเริ่มหมดแรงลง และตัดสินใจลาออก ก่อนที่งานบางส่วนจะเสร็จสมบูรณ์
และต้องยอมรับตรง ๆ ว่า
ช่วงเวลานั้นไม่ได้ง่ายเลย
ตอนนั้น mental health ของฉันไม่โอเค
ความเครียดสะสมส่งผลต่อ mental health จนต้องเข้ารับการรักษา
และใช้ยาสำหรับภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวล
(Moderate depressive episode and Generalized anxiety disorder)
จนถึงวันนี้ ฉันยังอยู่ในกระบวนการดูแลตัวเอง แม้อาการจะดีขึ้นมากแล้วก็ตาม
พอมองย้อนกลับไป ฉันไม่ได้มองช่วงเวลานั้นว่าเป็นความล้มเหลว
และไม่ได้โทษใคร
เพราะท้ายที่สุด
โลกการทำงานก็มีความซับซ้อนของมัน
ทีมมีมุมมองของทีม
องค์กรมีข้อจำกัดขององค์กร
และฉันเอง ก็ยังมีหลายอย่างที่ต้องเรียนรู้เกี่ยวกับตัวเองเช่นกัน
แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันได้จาก chapter นั้น คือการยอมรับความจริงว่า
การไปต่อไม่ได้หมายถึงการฝืนอยู่ในที่เดิมหรือในวิถีเดิมเสมอไป
และการเปลี่ยนเส้นทางก็ไม่ได้แปลว่าเรายอมแพ้
และจุด Pivot chapter ก็ได้เริ่มต้นขึ้น The Pivot Chapter
แม้ตอนนี้ฉันยังไม่ได้เป็น expert ยังไม่ได้เป็น Data Engineer
Data Scientist หรือ Data Analyst
ยังไม่ได้เก่ง
ยังไม่ได้มั่นใจเต็มร้อย
และยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องเรียนรู้
แต่ฉันเริ่มแล้ว
เริ่มจากการเรียนพื้นฐาน
เริ่มจากการทำความเข้าใจว่า งาน Data ทำอะไร
ต้องใช้ทักษะอะไร ต้องฝึกคิดแบบไหน
และจะเชื่อมสิ่งที่เคยเรียน เคยทำ และเคยสนใจเข้ากับเส้นทางใหม่นี้ได้อย่างไร
สำหรับฉัน
บทความนี้คือการบันทึกว่า
ฉันกำลังลองเดินไปในทิศทางที่ตัวเองคิดว่าอาจเป็นไปได้
ทิศทางที่อาจช่วยให้ฉันเข้าใจโลกมากขึ้น เข้าใจตลาดงานมากขึ้น
และเข้าใจตัวเองมากขึ้นด้วย
การ pivot อาจไม่ใช่การเปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ทั้งหมด
แต่อาจเป็นการค่อย ๆ เก็บตัวตนเดิมไว้
แล้วเพิ่มเครื่องมือใหม่ เพื่อให้เราไปต่อได้ไกลกว่าเดิม
Comments