เคยสงสัยไหมว่า คนเรามันจะเก่งได้ไวๆ หรือเรียกว่าปุปปับได้จริงๆ หรอ ? ถ้าเคย... ทำไมถึงไม่มัวแต่สงสัย แล้วยังไม่เริ่มลงมืออีกละ เริ่มวันนี้ เก่งตั้งแต่วันนี้เลย.. อย่ามัวแต่สงสัยในตัวเอง ให้เราลงมือทำเลย ลุยสิ
หลังจากที่ได้อ่านหนังสือของ sean d'souze เราพบความจริงที่ว่า ถ้าเราเชื่อว่าเราเองก็คนเก่งคนนึ่งเช่นกัน ไม่ได้ต่างจากคนที่มีพรสวรรค์มาตั้งแต่เกิดเลย ทั้งหมดนั้นมันเป็นเพียงเรื่องธรรมดาที่เราจะเอาตัวเราเองไปเปรียบเทียบกับคนที่เก่งกว่าเรา คงท้อและเหนื่อยน่าดู ถ้าเราคิดว่า ทำเท่าไรก็ไม่เก่งสักที
ถ้าไม่ได้เกิดมาพร้อมพรสวรรค์ แปลว่าเราจะไม่มีวันเก่งเรื่องนั้นได้ ไม่จริง !
เราสามารถเก่งได้ใน 5 นาทีเลย เชื่อไหม ? คงคิดว่า ห้ะ ! บ้าหรอท่าน งั้นทุกคนคงเป็นอัจริยะหมดแล้วไหม 555 จริงๆแล้วเราใน 5 นาทีนั้นมนุษย์เราทุกคนเลยนะ ย้ำว่าทุกคน หากสนใจที่จะเรียนรู้บางอย่าง แค่ 5 นาทีเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว
sean สอนวาดรูปวาฬ หลายคนมักปฏิเสธก่อนที่จะเริ่มมันด้วยซ้ำ 🤔
เราขีดเส้นตรงไม่ตรงบ้างละ วาดรูปไม่สวยบ้างละ หรือ ฉันไม่มีพรสวรรค์ อืม.. ทำไมเราชอบตัดสินตัวเองไปก่อนกันนะ
แต่เชื่อไหม ' ไม่มีใครรู้หรอกว่าพรสวรรค์ทำงานยังไง ' เพียงแค่เราสิ่งนั้นซ้ำ ๆ ทำแล้วทำเล่า จนเราสามารถสร้างสิ่งที่เรียกว่าทักษะใหม่ๆ ขึ้นมาได้เองจนถึงระดับที่ยอดเยี่ยม แม้จะเริ่มต้นจากศูนย์ก็ตามทำจนกว่าจะเข้าใจ แล้วเมื่อไรที่เรียกว่า ' เก่ง '

เราอาจจะเก่งไม่ถึงขั้น ' อัจริยะ ' แต่เรา ' เก่งพอตัว ' เท่านี้ก็เพียงพอแล้วไม่ใช่หรอ ? Saen ได้อธิบายเพิ่มเติมในเนื้อหาในหนังสือเกี่ยวกับการขอพรที่ว่า..
เก่งชิปหายไปเลย vs. เก่งพอตัว
คุณจะเลือกอะไร ?
เราเองก็เลือก ' เก่งพอตัว ' นะ ในมุมมองของเราคิดว่า การที่เราทำได้หลายอย่าง และทำมันได้ดี ย่อมดีกว่าทำได้อย่างเดียวไม่ใช่หรือ ? แล้วเมื่อไรที่เราวัดผลได้ว่าเราเก่งพอตัวแล้ว เราจะเริ่มต้นได้ยังไง เราถึงจะสามารถไปถึงจุดนั่นได้ละ
ก้าวแรกน่ากลัวจะบ้า 555+ เราเห็นด้วยกับประโยคนี้เลย เราทุกคนล้วนรู้กันทั้งนั้นแหละว่า 'ก้าวเล็กๆ ในครั้งแรกนั่นยากเสมอ' ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องการลงมือทำหรอก เอาแค่ลุกขึ้นไปทำยังยากเลย รู้สึกหมดพลังงานไปเลยละ 5555 จิ๊งง !!
การไหลเวียนของพลังงานในการทำสิ่งที่มีความหมาย ยากแค่ไหน..
- พลังที่อยากทำ (100%)
- เริ่มสนุก (80%)
- เริ่มเหนื่อย ไม่สนุก (50%)
- ไม่สนุก แต่ต้องฝึก (10%)
- หมดพลังที่อยากจะทำต่อไปแล้ว
Sean บอกว่าเราเริ่มที่จุดออกตัวเหมือนกัน แต่จะเก่งแค่ไหนวัดที่ว่าเราจะเหนื่อยตอนไหน ซึ่งก็จริงนะ ! ลองนึกถึงช่วงเวลาที่เราหมดไฟในการทำงาน ตอนนั่นทุกคนรู้สึกสนุกไหม ? คิดว่าคงไม่ มันรู้สึกเหมือนกับว่าเราต้องใช้ความอดทนในการผ่านมันไปในแต่ละวัน ในทางกลับกันถ้าคุณมีความสุขกับการตีแบดกับเพื่อนๆละ ? มันคือการเล่น เล่นเท่าไรก็สนุก (เว้นแต่ว่าคุณแพ้ ละเซ็งๆ ประมาณนั้น) สังเกตไหมว่าพลังงานเราจะเหลือล้นก็ต่อเมือเราไม่ได้คิดว่านั้นคือ การฝึกซ้อม หรือ อดทน แต่เป็นการที่เราสนุกไปกับมัน ความรู้ก็เหมือนกัน แค่ 5 นาทีที่เราได้เริ่มทำอะไรสักอย่าง ลองคิดดูว่าถ้าเราทำมันทุกวันๆ stack ต่อไปเรื่อยๆ เราจะเติบโตและเก่งขึ้นกว่าคนอื่นแน่นอน 100%
นอกจากนี้ sean ยังบอกอีกว่าการที่เราจะเรียนรู้ได้เร็วนั้นมันอาจจะต้องมีตัวกระตุ้น เค้าเรียกว่า ' ตัวเร่งสารเคมีหรือเปล่า ? ' นั่นก็คือ
ความผิดพลาด + เพื่อนคู่คิด 4-5 คน = สูตรสำเร็จของการเติบโตร่วมกันเลยละ 🤯
ทำไม ... ?
ก็เพราะว่าหากเราผิดพลาด หรือเขียน code ผิด จริงๆ เราถาม AI ได้ก็แล้ว !!! แต่เราจะแก้ไขปัญหาเล่านั้นไปโดยที่เราไม่ได้ลองคิดเองเลยซักนิดเลยหรอ นั่นนน ! จริงไหม ? แต่ถ้าเกิดเราล้ม เรามีเพื่อน ทีม หรือใครสักคนที่ช่วยกันมองปัญหา Discuss บางอย่างออกมา นั้นแหละคือ The Best of Learning เลยล่ะ มันคือ team เดียวกัน และนี่แหละคือพลังของการเรียนรู้และสนุกไปด้วยกัน
ถึงอย่างนั้นเด็กบางคนก็ยังขาดความมั่นใจ กลัวการที่ถูกบอกว่า ' แกทำไม่ได้ ให้คนอื่นทำยังดีกว่า ' หรือ ' รูปที่วาดไม่เห็นจะสวยเลย '
ณ จุดนั้นเราเคยอยู่ และเรามั่นใจว่ามีใครหลายๆ คนเคยเจอประโยคพวกนี้ในวัยเด็ก แม้แต่ตอนทำงานก็ยังมี
วัยเด็กที่พอจะจำได้ว่าเคยเจอ :
- วาดรูปสวยนะ แต่ระบายสีไม่สวยเลย
- เป็นกัปตันได้ห่วยมาก (สมัยก่อนเป็นนักกีฬาโรงเรียน เท่ม้ะ 55+ )
- อ้วนมาก ไม่สวย ps. จำได้เท่านี้แหละนะ ไม่อยากจะไปนึก 555 😂
วัยผู้ใหญ่ยังไม่เคยเจอ อาจจะเพราะเจอเพื่อนร่วมงานที่ดี แต่ลาออกเเล้ว อ่าววว 🤣 ไปอ่านเหตุผลได้ที่ Breaking Free: When Your Job Stops Aligning with Your True Self ได้เลย แต่มีบางครั้งที่รู้สึกว่าบางอย่างมัน reflex มาถึงตอนนี้ ตอนที่เราอายุ 28 ปี แล้วแต่ก็ยังรู้สึกมีความสงสัยในตัวเอง
เสียงในหัว : เราเป็นแบบนั่นหรอ ?
โลกความเป็นจริง : คิดบวกบ้าง นั้นแรงกระตุ้นเลยนะ

กับบางคนอาจจะมองว่าเรื่องแค่นี้เอง ทำไมถึงกลายเป็นแผลในใจไปเลยละ..
การที่สิ่งแวดล้อมทำให้เด้กคนนึ่งรู้สึกแบบนั้น มันทำให้คนเหล่านั่นเข้าใจว่าเค้าเป็นแบบจริงๆ บางอย่างไม่สามารถที่หายได้เลย โดยเฉพาะเมือเราขาดความเป็นตัวเอง หรือสงสัยในความสามารถของตัวเอง ทำให้ไม่กล้าในการก้าวออกมา ตัวสั่นในตอนที่ต้องพูดอะไรสั่นๆ หน้าชั้นเรียน ไม่มั่นใจจะยกมือถามอาจารย์ที่สอน หรือแม้แต่คิดว่า เรื่องนี้เราเก่งที่สุดแต่ไม่กล้าที่จะเอ่ยสอนใครสักคน ขนาดนั้นเลยละ 🤔
ดังนั้น เมื่อไรที่เรากล้าก้าวออกมา ฝึกซ้ำๆ สูดหายใจลึกๆ มองข้างหน้าเป็นเหมือนทุ่งหญ้า แล้วพูดตามที่ซ้อมมาเลย 🤣 นั้นและคือความมั่นใจเล็กๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ใช้เพราะพลังบวกอะไรนั้นหรอก
ความมั่นใจมันไม่ได้มาจากการคิดบวก แต่มาจากการเห็นความคืบหน้าเล็กๆ ของตัวเอง
sean d'souze ยังพูดถึงเรื่องกฎ 1,000 ชั่วโมงอีกด้วย ว่ามันได้ผลจริงแหละ แต่มันไม่ใช่ทุกคนไง ! ไม่จำเป็นต้องใช้เวลาถึง 1,000 ชั่วโมงเพื่อ upskill แค่ทักษะเดียว เราสามารถฝึกหลายๆทักษะไปพร้อมกันได้ ซึ่งเราเป็นบ่อยมากๆ เวลาที่เริ่มเหนื่อยกับการฝึก project เลยลองไปฝึกฟังภาษาอังกฤษบ้างละ หรือไปลองหาอย่างอื่นอ่านบ้าง สนุกทีเดียว 555+ เรียกว่า Small Portions เรียนรู้แบบไม่เครียดดดด อิอิ
เป็นยังไงกันบ้าง เพื่อนๆได้อ่านเล่มนี้แล้วหรอยั๊งงง 🔥 การันตีเลยว่าอ่านแล้วจะเพื่อความเข้าใจตัวเอง สนุปไม่หยุด 1 วันก็อ่านจบแล้ววว เย๊ เจอกันใหม่ ไว้เจอกันบทความหน้าค่าาา Ruby's duckie 😎

Comments