กลับมาจีนรอบนี้ เดินไปทางไหนก็เห็นแต่เทรนด์ทาร์ตไข่ยาวเท่าสองไม้บรรทัดจริง ๆ ค่ะ ถึงปกติจะไม่ใช่คนชอบทานทาร์ตไข่ แต่พอเห็นเพื่อน ๆ ทานกันทุกคน ก็แอบ FOMO จนต้องไปหามาลองเหมือนกันค่ะ 55555

เชื่อว่าทาร์ตไข่เป็นเมนูธรรมดา ๆ ที่หลายคนคุ้นเคยกันดี ภาพจำของหลายคนอาจจะเป็นขนมชิ้นเล็ก ๆ ที่ทานแล้วไส้หกเลอะเทอะได้ง่าย แต่ใครจะคิดว่าวันหนึ่งทาร์ตไข่จะกลายเป็นกระแสไวรัลไปทั่วประเทศจีน ด้วยชื่อ 超长长长长长蛋挞 หรือทาร์ตไข่ที่มีความยาวถึง 60 เซนติเมตร!

วันนี้ปันเลยอยากมาเล่าถึงจุดเริ่มต้นของเทรนด์นี้ รวมถึง Insight ที่ปันคิดว่าน่าสนใจมาก ๆ ค่ะ

ช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา ร้านเบเกอรีท้องถิ่นในเมืองเจิ้งโจว มณฑลเหอหนาน ได้เริ่มจำหน่ายทาร์ตไข่ขนาดยาว 60 เซนติเมตร ในราคาเพียง 16.8 หยวนต่อชิ้น (ประมาณ 84 บาท) ซึ่งกลายเป็นกระแสอย่างรวดเร็ว มีลูกค้าต่อคิวนานถึง 2–3 ชั่วโมง และถึงขั้นมีคนรับหิ้วไปขายต่อในราคาสูงถึง 50 หยวน (ประมาณ 250 บาท)

ที่น่าทึ่งคือ ภายในเดือนเดียวกัน วันที่ 20 กันยายน แบรนด์ขนมยักษ์ใหญ่อย่าง 鲍师傅 (Bao's Pastry) ที่หลาย ๆ คนอาจจะคุ้นเคยกับเมนูขนมปังหมูหยอง (อันนี้อร่อยมาก ๆ ค่ะ ปันรับประกัน เป็น The Must ของคนที่มาเที่ยวจีนเลย!) ก็ได้เปิดตัวทาร์ตไข่ยักษ์ขนาด 60 ซม. เช่นกัน และได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม สามารถขายได้มากกว่า 700,000 ชิ้นภายในเวลาเพียง 8 วัน!

ขณะเดียวกัน กระแสทาร์ตไข่ยาวบน Douyin ก็มียอดการมองเห็นมากกว่า 1 พันล้านครั้ง และเริ่มมีร้านค้าทั่วประเทศออกสินค้าลักษณะเดียวกัน รวมถึงซูเปอร์มาร์เก็ตอย่าง 盒马 (Hema) หรือซูเปอร์มาร์เก็ตรูปฮิปโปที่หลายคนคุ้นเคยกันดีค่ะ

แล้วอะไรเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ขนมธรรมดา ๆ กลายเป็นกระแสฮิตไปทั่วประเทศได้ในเวลาอันสั้น

จากการอ่านข้อมูล ความคิดเห็นของผู้บริโภคชาวจีนผ่าน Red Note (Xiaohongshu) รวมถึงมุมมองส่วนตัวของปัน ปันคิดว่ามีอยู่ 2 ประเด็นหลัก ๆ ที่ดูเรียบง่าย แต่น่าสนใจมากค่ะ

1. เป็นคอนเทนต์ในราคาที่จับต้องได้

ปฏิเสธไม่ได้ว่ายุคนี้เป็นยุคของการทำคอนเทนต์ โดยเฉพาะ Short-Form Content บนแพลตฟอร์มอย่าง Red Note และ Douyin

ทาร์ตไข่เป็นขนมที่ทุกคนรู้จักกันดี แค่เห็นก็รู้แล้วว่าเป็นอะไร แต่เมื่อถูกนำเสนอในรูปแบบที่แปลกใหม่ ด้วยความยาวถึง 60 ซม. ก็สามารถดึงดูดความสนใจได้ทันที โดยแทบไม่ต้องอธิบายอะไรเพิ่มเติมเลยค่ะ

ที่สำคัญ ยังสามารถนำไปสร้างคอนเทนต์ได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายรูปคู่กับทาร์ตไข่ยักษ์ ทำคลิปรีวิว หรือถ่ายวิดีโอตอนทาน ในราคาที่จับต้องได้

เมื่อคนเริ่มแชร์คอนเทนต์เหล่านี้บนโซเชียล ก็ยิ่งทำให้เกิด Engagement และกระแสไวรัลตามมา คนที่เห็นก็เริ่มรู้สึก FOMO อยากไปหาซื้อมาลองและถ่ายลงโซเชียลบ้าง กลายเป็นวงจรที่ช่วยกระจายกระแสออกไปเรื่อย ๆ ซึ่งปันเองก็เป็นหนึ่งในนั้นค่ะ 55555

2. Supply Chain ที่แข็งแกร่งของจีน

อีกประเด็นที่ปันคิดว่าน่าสนใจมาก ๆ คือความรวดเร็วของ Supply Chain ในจีนค่ะ

รายงานของ 九派新闻 ระบุว่าโรงงานแห่งหนึ่งในอู่ฮั่นเริ่มจำหน่ายวัตถุดิบทาร์ตไข่ยาวแบบกึ่งสำเร็จรูป และขายไปแล้วประมาณ 16,000 ลังภายในช่วงกลางเดือนกันยายน โดยมีโรงงานที่เร่งผลิตเพื่อส่งให้ร้านเบเกอรีทั่วประเทศ

ในเวลาไม่ถึง 1 เดือน จากกระแสที่เริ่มต้นจากร้านไม่กี่แห่ง กลับกลายเป็นสินค้าที่หาซื้อได้ทั่วประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของระบบ Supply Chain และความคิดเร็วทำเร็วของธุรกิจในจีนจริง ๆ ค่ะ

อย่างไรก็ตาม ปันคิดว่าความรวดเร็วของ Supply Chain นี้มีทั้งข้อดีและข้อเสียค่ะ

ผู้ประกอบการสามารถลดระยะเวลาในการ R&D สินค้า ทดลองตลาดได้เร็ว และออกสินค้าได้ทันกระแส แต่ในทางกลับกัน เมื่อทุกร้านสามารถผลิตสินค้าที่มีลักษณะคล้ายกันได้ในเวลาใกล้เคียงกัน จุดแตกต่างระหว่างแบรนด์ก็จะค่อย ๆ หายไป และอาจต้องหันมาแข่งขันกันด้านราคาแทน

ซึ่งล่าสุดก็เริ่มมีหลายร้านทยอยถอดสินค้านี้ออกจากเมนูแล้วค่ะ

หลายคนอาจสงสัยว่า ในเมื่อเป็นกระแสขนาดนี้ ทำไมถึงเริ่มถอดสินค้าออกภายในเวลาไม่ถึง 1 เดือนใช่ไหมคะ

นั่นก็เพราะหลังช่วงวันชาติจีน (ต้นเดือนตุลาคม) เริ่มมีกระแสด้านลบเกี่ยวกับรสชาติของทาร์ตไข่ยาว โดยผู้บริโภคบางส่วนให้ความเห็นว่าแป้งหนา แต่ไส้ไข่น้อย ซึ่งอาจไม่ตรงกับความคาดหวังของคนที่ชอบทานทาร์ตไข่แบบปกติ

นอกจากนี้ ความตื่นเต้นของผู้บริโภคก็เริ่มลดลงแล้วค่ะ

จริงอยู่ที่ทาร์ตไข่ยาวเป็นกระแสอย่างมาก แต่หลังจากซื้อมาถ่ายรูปและลองทานไปแล้วหนึ่งครั้ง หากรสชาติไม่ได้ว้าวขนาดนั้น ผู้บริโภคก็อาจไม่มีเหตุผลให้กลับมาซื้อซ้ำ

และเมื่อยอดขายเริ่มลดลง การผลิตสินค้าที่ต้องใช้อุปกรณ์หรือพื้นที่มากกว่าปกติ เช่น พื้นที่ในเตาอบ ก็อาจไม่คุ้มทุนเหมือนช่วงแรกอีกต่อไป

ปันว่านี่เป็นอีกหนึ่ง Case Study ทางการตลาดที่น่าสนใจมาก ๆ ค่ะ

ในยุคที่ผู้บริโภคไม่ได้มองหาแค่สินค้าที่อร่อยหรือมีคุณภาพดีเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับประสบการณ์ ความแปลกใหม่ และการนำสินค้าไปสร้างคอนเทนต์บนโซเชียลด้วย ผู้ประกอบการจึงต้องหมั่นติดตามเทรนด์และความเปลี่ยนแปลงของตลาด เพื่อมองหาโอกาสใหม่ ๆ อยู่เสมอ

แต่ในขณะเดียวกัน หากต้องการให้สินค้านั้นอยู่รอดได้ในระยะยาว นอกจากการการตามกระแส แบรนด์ต้องสร้างจุดเด่นและความแตกต่าง รวมถึงรักษาคุณภาพของสินค้าให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคด้วย

เพราะถ้าแบรนด์สามารถใช้กระแสดึงดูดให้ลูกค้าเข้ามาทดลองสินค้าได้ตั้งแต่ครั้งแรก และทำให้ลูกค้าประทับใจจนอยากกลับมาซื้อซ้ำ ก็จะเป็นโอกาสในการลดต้นทุนการหาลูกค้าใหม่ (Customer Acquisition Cost) และสร้างฐานลูกค้าในระยะยาวได้ค่ะ