หลังเหตุการณ์ 9/11 มุสลิมทั่วโลกเริ่มโดนกระแส Islamophobia ความเกลียดชังอิสลามเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ

บวกกับสถานการณ์ปัจจุบันที่สงครามส่วนใหญ่มาจากภูมิภาคตะวันออกกลาง และหนีไม่พ้นอิสลามที่โดนโจมตีจากสื่อตะวันตกทุกทิศทาง

คำถามย้อนกลับมาที่พวกเราครับ "เราเสพสื่อกันแค่ฝั่งเดียวอยู่หรือเปล่า?"

จริงๆแล้วสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีที่มาอย่างไร ?

โดยเนื้อหาในบทความนี้ มาจากคลิป ทำไมมุสลิมถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการร้าย ?

🎙️ บรรยายโดย อาจารย์อามีน ลอนา และ Freez Thetruth

ไทม์ไลน์ประวัติศาสตร์ของคำว่า "ผู้ก่อการร้าย" ใครกันแน่ที่สมควรถูกเรียกว่าผู้ก่อการร้ายตัวจริง

อิสลามสอนให้ก่อการร้ายจริงหรือไม่ กับข้อมูลที่หลายๆคนไม่เคยรู้มาก่อน เพื่อขจัดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับอิสลาม เรามาเริ่มกันเลยครับ


วาทกรรม "การก่อการร้าย" และการสร้างภาพจำโดยสื่อ

"ก่อการร้ายเป็นวาทกรรมทางการเมือง เมื่อใช้คำที่เป็นวาทกรรมทางการเมืองแล้วเราไม่รู้ที่มาของมัน นั่นคือเราตกเป็นเหยื่อ เป็นเครื่องมือของเขาแล้ว"

ผลลัพธ์จากสถานการณ์ทางการเมืองที่ยืดเยื้อหลังสงครามโลก ทำให้คนพูดเรื่องก่อการร้ายกันมากขึ้น

เมื่อเราเสพสื่อฝั่งเดียวเป็นหลักจากสื่อตะวันตก (อเมริกา) ที่เป็นมหาอำนาจโลก

ทำให้คนส่วนใหญ่ชอบโฟกัสแค่ปัญหาที่เกิดในปัจจุบัน แต่ไม่ยอมย้อนดูที่มาที่ไปว่ามันเกิดจากอะไร

อเมริกาทำแบบนี้เพื่อสร้างความชอบธรรมทางการเมือง เพราะไม่อยากให้ประชาชนตัวเองไปเข้าข้างฝั่งที่อเมริกาไปรุกรานเขาก่อน

ดูจากตัวอย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในสงครามเวียดนาม คนในประเทศหลายคนก็ออกมาคัดค้านไม่เห็นด้วย

Max Weber นักเศรษฐศาสตร์การเมืองและนักสังคมวิทยาชาวเยอรมัน ได้ให้คำจำกัดความของคำว่า "รัฐ" (State) เอาไว้ว่า :

"รัฐ คือชุมชนของมนุษย์ที่อ้างสิทธิในการผูกขาดการใช้ความรุนแรงทางกายภาพอย่างชอบธรรม ภายในอาณาเขตหนึ่งๆ ได้อย่างสำเร็จ"

จะก่อการร้ายหรือไม่ อำนาจชอบธรรมหรือไม่ มันอยู่ที่เครื่องแบบที่คนคนนั้นใส่

เพราะฉะนั้น อเมริกาที่คุมกฎหมาย+คุมสื่อได้ คนส่วนใหญ่ก็จะไม่คิดว่ามันเลวร้ายอะไร เพราะทำในกรอบของการอ้างกฎหมาย

พวกเราจึงตกเป็นเหยื่อของสื่อมหาอำนาจได้ง่าย...

หลายคนคงเคยเห็นข่าวที่มีผู้ก่อการร้ายถ่ายคลิปและเผยแพร่การสังหารทหารอเมริกันออกมา โดยคนในคลิปแต่งตัวตามแบบชุดผู้ก่อการร้าย ปิดหน้า ถือปืน

เทียบกับภาพทหารอเมริกันใส่ชุดทหาร นั่งกดยิงขีปนาวุธในห้องแอร์ ต่อให้จรวดจะดูดี ออกแบบสวย ไม่ป่าเถื่อน แต่เมื่อระเบิดตกใส่ประชาชนเสียชีวิตหลายราย ความเสียหายมันเยอะกว่ามาก

แล้วสองการกระทำนี้มันต่างกันตรงไหน ? 🔴

ทั้งๆที่ทำร้ายมนุษย์เหมือนกัน แต่กลับโดนประนามอยู่ฝ่ายเดียว นั่นเป็นเพราะการนำเสนอภาพข่าวล้วนๆ

"หากใส่เครื่องแบบรัฐบาลกระทำการสังหารจะถูกมองว่าชอบธรรม แต่หากไม่มีเครื่องแบบจะถูกตราหน้าว่าเป็นผู้ก่อการร้ายทันที"


ความหน้าไหว้หลังหลอกของสหรัฐอเมริกาในการสร้างศัตรู

มาดูเคสเหล่านี้กันครับว่าอเมริกาหน้าไหว้หลังหลอกยังไงบ้าง

ทุกคนรู้ไหมครับ คำว่า Terrorist ที่ถูกอเมริกาเรียกครั้งแรก ไม่ได้มาจากกลุ่มมุสลิม แต่มาจากชายที่ชื่อว่า... ภาพอันโด่งดังของ Che Guevara

Che Guevara (เช เกวารา)

ตอนนั้นศัตรูหลักของอเมริกาคือคอมมมิวนิสต์ ยุคของโซเวียต จีน คิวบา เกาหลีเหนือ เวียดนามเหนือ

เชจากตอนแรกที่เป็นนักศึกษาแพทย์ฝึกงาน เห็นคนลำบากมาเยอะเพราะรัฐบาลเผด็จการที่แบ็กโดยอเมริกา

จึงออกไปเป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมืองและไปอยู่กับ Fidel Castro (ฟิเดล กัสโตร) ปฏิวัติคิวบาสำเร็จ

เชจึงถูกอเมริกาประกาศจับในฐานะผู้ก่อการร้ายอันดับต้นๆ

เมื่ออเมริกาเห็นท่าไม่ดี ส่งสายลับมาจะจัดการคิวบา เชและพวกเลยมีแผนให้โซเวียตมาตั้งนิวเคลียร์ที่คิวบาเพื่อกดดันอเมริกา

สุดท้ายอเมริกาก็ทำอะไรมากไม่ได้ เชกลายเป็นอาชญากรในสายตาชาวโลก

จากนั้นเชไปโบลิเวียเพื่อทำการปฏิวัติต่อ และเสียชีวิตที่นั่นโดยถูกอเมริกาจับสังหาร

และสิ่งที่อเมริกาทำพลาดที่สุดคคือ การปล่อยภาพศพเชให้ชาวโลกเห็น

จากเจตนาเพื่อประจาน ไม่ให้ประเทศอื่นทำเป็นแบบอย่าง แต่กลับกันคนทั้งโลกหันมายกย่อง เชกลายเป็นฮีโร่ให้หลายๆชาติกล้าลุกขึ้นมาต่อสู้

คนอเมริกาเอารูปเชมาสกรีนเสื้อทำขายเป็นของทุนนิยม เปลี่ยนภาพลักษณ์เชจาก Terrorist ให้กลายเป็นแฟชั่นและฮีโร่ของคนรุ่นใหม่

จากผู้ก่อการร้ายเปลี่ยนเป็นนายแบบภายในไม่กี่ปี

กรณีความขัดแย้ง อิสราเอล-ปาเลสไตน์

ชาวยิวจากที่เคยโดนฆ่าล้างเผ่าพันธ์ุในสมัยของฮิตเลอร์ ขึ้นเรืออพยพมาขออยู่กับชาวอาหรับ 🚢

jewish boat arriving in palestine

"Germans destroyed our families and homes, don't you destroy our hopes."

"ชาวเยอรมันทำลายครอบครัวและบ้านเรือนของเราไปแล้ว ขอพวกคุณ อย่าทำลายความหวัง ของเรา"

บนเรือมาพร้อมกับป้ายนี้เพื่อขออาศัยอยู่กับชาวปาเลสไตน์

ผ่านมา 80 ปี ขึ้นป้ายอีกแบบ "เราอยู่ที่นี่มาก่อน พวกอาหรับมาทีหลัง" โดยอ้างหลักฐานจากคัมภีร์ของพวกเขา (ต้นฉบับภาษาฮีบรูก็ไม่มี)

อาจารย์อามีนได้เล่าประสบการณ์การเยือนปาเลสไตน์ ช่วงปี 62 ขณะที่คนอื่นๆผ่านด่านกันหมด แต่อาจารย์โดนกักตัวไว้ 3 ชั่วโมงเพื่อปั่นประสาท

เหมือนพวกเขาไม่อยากให้โลกมุสลิมอื่นๆมายุ่งเกี่ยวกับเยรูซาเล็มอีก เลยสร้างสถานการณ์มากดดัน แต่สุดท้ายอาจารย์ก็ได้เข้าไปในตัวเมือง

ปีนั้นทรัมป์ยกเยรูซาเล็มให้อิสราเอลไปแล้ว ภาพที่อาจารย์เห็นคือ เขาทำกำแพงหินปิดทางเข้าเมืองหมด ไม่ให้อาหรับส่วนนอกเข้ามา ส่วนอาหรับข้างในถูกเปลี่ยนสัญชาติเป็นอิสราเอลหมดแล้ว ✡️

"ในขณะที่เราเรียกร้องสิทธิต่างๆ ให้สัตว์ ให้ความหลากหลาย แต่กลับกันคนที่นั่นไม่มีแม้แต่สิทธิพื้นฐานของความเป็นคน"

น่าหดหู่ใจครับ ทหารยิวล้อมประตูทางเข้าไม่ให้ใครเข้ามายุ่ง ชาวปาเลสไตน์ไม่มีโอกาสเรียนรู้ศาสนาเลย จนละหมาดกันไม่เป็น บริจาคเงินให้มัสยิดไม่ได้ ห้ามอ่านอัลกุรอานบทที่เกี่ยวกับชนชาติอิสราเอล โดนจำกัดสิทธิ์หลายอย่างเหลือเกิน ⛓️

"ชาวยิวเป็นเหยื่อของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในยุโรป (Holocaust) แต่ชาวปาเลสไตน์กลับต้องมารับผิดชอบผลกระทบนั้นผ่านการถูกขับไล่ออกจากดินแดนเพื่อสร้างรัฐอิสราเอล"

ทั้งๆที่การกระทำพวกนี้เข้าข่ายการก่อการร้าย แต่ไม่มีสื่อหรือใครกล้าลุกขึ้นมาเรียกร้อง

นั่นเพราะกลุ่มชนชาวยิวเหล่านี้คือเจ้าของความบันเทิงทั้งหมดที่เราเสพกันอยู่ในปัจจุบัน มีกลุ่มทุนคุมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ Hollywood เกือบทุกบริษัท (เช่น Warner)

น่าแปลกไหมครับ ประเทศที่บอกว่ามีเสรีภาพที่สุด แต่ไม่กล้าแตะชาวยิว ไม่กล้า callout

เพราะพวกเขารู้ดีว่าอำนาจมืดเบื้องหลังคือใคร ⚫

ช่วงที่อเมริกาสู้กับคอมมิวนิสต์ ในขณะเดียวกันพวกอิสราเอลก็กดขี่ชาวปาเลสไตน์ไม่หยุดหย่อน

พวกเขาปิดบังความโหดร้ายของการแย่งชิงแผ่นดินปาเลสไตน์ และนำเสนอภาพชาวอาหรับให้เป็นผู้ร้ายมาโดยตลอด

ประวัติศาสตร์ความรุนแรงของสหรัฐอเมริกา

เรามาทำลายมายาคติของอเมริกากันก่อนครับ 👁️‍🗨️

ความจริงคือต้องโดนประนามเท่ากัน เราประนามคอมมิวนิสต์แล้ว ต้องประนามฝั่งอเมริกาด้วย 🇺🇸

"ใครที่เกลียดมุสลิมเพราะไม่ชอบเรื่องก่อการร้าย ลองตั้งคำถามตัวเองดูว่า เราเคยเข้าใจข้อเท็จจริงทางการเมืองเหล่านี้จริงๆไหม?"

ความหน้าไหว้หลังหลอกทั้งหมดนี้มันคืออะไรกัน ? 🎭


เหตุการณ์จาก "พันธมิตร" สู่ "ผู้ก่อการร้าย"

ฝั่งซาอุดิอาราเบียที่เห็นอิสราเอลกดขี่ชาวปาเลสไตน์มาโดยตลอด กษัตริย์ไฟซอลจึงมีนโยบายที่แข็งกร้าวกับอเมริกาที่ให้การสนับสนุนอิสราเอล และนี่คือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดครับ

การต่อต้านสหรัฐฯในยุคกษัตริย์ไฟซอลและการถูกลอบสังหาร

King Faisal and Henry Kissinger กษัตริย์ไฟซอลได้เรียก Henry Kissinger รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯในขณะนั้น มาเข้าพบเพื่อหารือกัน ถ้าหากอเมริกายังสนับสนุนอิสราเอลอยู่ ซาอุฯจะออกมาตรการงดการส่งออกน้ำมัน

ซึ่งพระองค์ตัดสินใจทำจริง ทำให้เศรษฐกิจอเมริกาและทั่วโลกช่วงนั้นได้รับผลกระทบหมด

ในเวลาต่อมามีเครือญาติของกษัตริย์ไฟซอลกลับมาซาอุฯ โดยเครือญาติคนนี้อาศัยอยู่ที่อเมริกา และมีภรรยาเป็นคนในองค์กรของรัฐบาลสหรัฐฯด้วย

ท่านเชิญเขามาร่วมประชุมพบปะเครือญาติกัน แต่เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น พระองค์ถูกลอบปลงพระชนม์ โดยญาติคนนี้ชักปืนออกมายิงใส่กษัตริย์ไฟซอลเสียชีวิต

ยุคหลังจากนั้นเป็นต้นมา ทำให้นโยบายของซาอุฯอ่อนลงและอยู่ภายใต้อิทธิพลของสหรัฐฯมากขึ้น

โซเวียตบุกอัฟกานิสถานและความหวาดกลัวของสหรัฐฯ

หลังจากที่ซาอุฯมีท่าทีอ่อนลง รอบๆซาอุฯในตอนนั้นเต็มไปด้วยศัตรูของอเมริกา

จนมีเหตุการณ์ที่โซเวียตบุกอัฟกานิสถาน ทำให้อเมริกาเริ่มกลัว...

จริงๆแล้วอเมริกาไม่ได้ห่วงอัฟกานิสถานเลย แต่กลัวว่าอิทธิพลของคอมมิวนิสต์จะเข้ามาถึงซาอุฯ ซึ่งจะทำให้ตัวเองเสียผลประโยชน์เรื่องน้ำมัน

จึงเป็นที่มาของการที่อเมริกาทุ่มสุดตัว ซัพพอร์ตกลุ่ม มูญาฮีดีน ในอัฟกานิสถานเพื่อต่อสู้กับโซเวียต

การสร้างพันธมิตร : สหรัฐฯสนับสนุนมูญาฮีดีน

เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตัวเองและภัยจากโซเวียต สหรัฐฯจัดหาอาวุธและส่งหน่วยงานไปฝึกทักษะการรบให้กลุ่มมูญาฮีดีนในอัฟกานิสถาน

"ติดอาวุธให้ชาวบ้านพร้อมรบ แต่ไม่กล้าส่งทหารไปรบเอง"

ช่วงเวลานี้สหรัฐฯไม่มีปัญหาอะไรเลยกับคำว่า ญิฮาด สนับสนุนการฟัตวาเรื่องญิฮาดเต็มที่ ให้โรงเรียนสอนศาสนาสอนเรื่องญิฮาดเยอะๆ

ไม่มีคำว่า "Terrorist"

สื่อของอเมริกาในยุคนั้นตีพิมพ์ยกย่องนักรบมุสลิม (รวมถึงอุซามะฮ์ บินลาดิน) ว่าเป็นฮีโร่และเป็น พันธมิตรที่ดี ในการต่อต้านคอมมิวนิสต์ด้วยซ้ำ

จุดแตกหักจากพันธมิตรกลายเป็น "ผู้ก่อการร้าย"

ก่อนจะเข้าเนื้อหาถัดไป มาทำความรู้จัก อุซามะฮ์ บินลาดิน คร่าวๆกันก่อนครับ

อุซามะฮ์ บินลาดิน ไม่ใช่คนจนไร้การศึกษา แต่เขามาจากครอบครัวที่รวยที่สุดในซาอุดิอาระเบีย ภาพชื่อบริษัท Saudi Binladin Group ตระกูลของเขาเป็นเจ้าของบริษัทรับเหมาก่อสร้างระดับชาติ (Saudi Binladin Group) ที่รับเหมาสร้างมัสยิดหะรอม

ในขณะที่พี่น้องคนอื่นใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย อุซามะฮ์กลับเป็นคนที่ตั้งใจทำงานและช่วยธุรกิจของพ่อมาโดยตลอด

แต่จุดเปลี่ยนของเขาคือการได้ไปทำงานที่ปาเลสไตน์ จากเหตุการณ์ที่มัสยิดอัล-อักศอถูกเผา เขาเห็นสภาพการถูกกดขี่ของประชาชนกับตา

ภาพเหตุการณ์ในปาเลสไตน์ครั้งนั้นคือสิ่งที่ทำให้เขาตัดสินใจว่า จะต้องล้างแค้นอเมริกา ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนหลักของอิสราเอลให้ได้

หลังจากนั้นเกิดสงครามในอัฟกานิสถาน อุซามะฮ์จึงเดินทางไปอัฟกานิสถานเพื่อช่วยชาวอัฟกันทำการญิฮาดกับโซเวียต

ผมขอขยายความคำว่า "ญิฮาด" แบบนี้ครับ

หลายคนและสื่อกระแสหลักมักจะแปลคำนี้ว่า สงครามศักดิ์สิทธิ์ (Holy War) ซึ่งเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนไปมากครับ ❌

รากศัพท์จริงๆ ของคำว่าญิฮาดแปลว่า "การดิ้นรนพยายาม หรือ การต่อสู้ในหนทางที่ถูกต้อง" ซึ่งมีความหมายกว้างกว่าเรื่องของการจับอาวุธครับ โดยแบ่งหลักๆ ได้ดังนี้ :

ดังนั้น การนำคำว่า "ญิฮาด" ไปใช้เป็นข้ออ้างในการก่อการร้าย ทำร้ายผู้บริสุทธิ์ หรือระเบิดพลีชีพ จึงเป็นสิ่งที่ขัดแย้งและฝ่าฝืนหลักคำสอนของอิสลามครับ 🔴

(กลับมาที่ไทม์ไลน์ต่อจากหัวข้อที่แล้ว)

หลังสงครามจบ อุซามะฮ์ บินลาดิน ก็กลับมาที่ซาอุฯ แต่กลับไปเห็นว่ากษัตริย์ซาอุฯยอมให้สหรัฐฯเอากองทัพเข้ามาตั้งฐานในประเทศเพื่อรอรับมือกับสงครามอิรัก-คูเวต

(ช่วงนั้นซัดดัมจะบุกคูเวต เจ้าชายโดนยิงเสียชีวิต ซาอุฯเลยกลัว จึงให้อเมริกามาตั้งฐานทัพได้)

สำหรับอุซามะฮ์ที่มีความโกรธแค้นอเมริกาจากเหตุการณ์ในปาเลสไตน์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว นี่จึงเป็นจุดที่ทำให้เขา เกลียดอเมริกา

และตัดสินใจก่อตั้งกลุ่ม อัลกออิดะฮ์ ขึ้นเพื่อขับไล่อเมริกาออกไป ไม่อยากให้มายุ่งกับโลกมุสลิมอีก

สหรัฐฯ จึงเปลี่ยนป้ายกำกับเขาจาก พันธมิตรที่ดี ให้กลายเป็น ผู้ก่อการร้าย ในที่สุด 🎭

"ใครขัดผลประโยชน์ของอเมริกา โดนกล่าวหาเป็นผู้ก่อการร้ายหมด เพื่อสร้างความชอบธรรมให้ตัวเองเข้าไปแทรกแซงได้ ทำแบบนี้ไปเยอะแล้วกับหลายประเทศ"

เหตุการณ์เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ (9/11) ข้อสังเกต และความสูญเสียที่สื่อไม่นำเสนอ

เป็นที่ถกเถียงกันจนถึงปัจจุบันว่าจริงๆแล้วใครอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นี้ ทำไมตึกถึงถล่มลงมาในแนวดิ่ง ก็มีทฤษฎีสมคบคิดมากมาย

หลักฐานที่อุซามะฮ์ทำก็ไม่ชัดเจน มีคลิปที่เขาออกมาให้สัมภาษณ์เป็นภาษาอาหรับว่าไม่ได้ทำ แต่ก็โดนสื่อกระแสหลักลบออกไป มาโผล่อีกทีหลังเขาตายไปแล้ว

รัฐบาลตาลีบันในอัฟกานิสถานขอ หลักฐาน จากสหรัฐฯ เพื่อยืนยันว่าอุซามะฮ์ทำจริงหรือเปล่า ถ้าทำจริงจะส่งตัวให้

แต่สหรัฐฯ กลับปฏิเสธการให้หลักฐาน แต่เลือกใช้กำลังทหาร จับกุมผู้คนไปทรมานและละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงในคุกกวนตานาโม (Guantanamo)

บอกไว้ก่อนเลยครับว่าที่กล่าวมาทั้งหมด อิสลามไม่เห็นด้วยกับการระเบิดตึกและเราเห็นใจผู้เสียชีวิตกว่า 2,000 คน

แต่สหรัฐฯ กลับใช้เหตุการณ์นี้เป็นข้ออ้างในการเข้าไปทิ้งระเบิดและทำสงครามในอัฟกานิสถานและอิรัก ทำลายชีวิตผู้บริสุทธิ์ไปนับล้านคนตลอด 20 ปี

(รวมถึงอาชญากรรมสงครามที่ทหารสหรัฐฯ ทำต่อชาวอาหรับในคุกอะบูฆุร็อยบฺที่อิรักด้วย)

"แต่สื่อกลับไม่เคยให้น้ำหนักกับความตายระดับล้านคนนี้เลยเมื่อเทียบกับเหตุการณ์ 9/11"


นิยาม ประวัติศาสตร์ และสถิติของการก่อการร้าย

UN ได้นิยามการก่อการร้ายไว้ว่า :

"การปฏิบัติการที่ใช้ความรุนแรงให้คนรู้สึกกลัว และดึงดูดความสนใจของรัฐ เพื่อให้ปฏิบัติอะไรบางอย่างตรงกับความต้องการของตัวเอง เหตุการณ์เหล่านี้ต้องเกิดขึ้นโดยที่ไม่ใช่รัฐบาลของรัฐชาติใด"

และตามประวัติศาสตร์ที่มีการบันทึกแล้วตรงกับนิยามนี้ เหตุการณ์ก่อการร้ายแรกของโลกไม่ได้มาจากมุสลิมครับ

ย้อนไปศตวรรษที่ 1 การก่อการร้ายครั้งแรก เกิดจากกลุ่มนักฆ่าชาวยิว Sicarii และ Zealots 🗡️

ในยุคการปกครองของโรมัน ยิวหลายคนรู้สึกไม่มั่นคง จึงรวมกลุ่มต่อต้าน มีการลอบสังหารเพื่อข่มขวัญรัฐบาล

และเหตุการณ์อื่นๆอีกมากมายทั้งจากคริสเตียน การปฏิวัติฝรั่งเศส และกลุ่มหัวรุนแรงในรัสเซีย

ระเบิดพลีชีพก็เช่นกัน เกิดขึันครั้งแรกจากรัสเซียในปี 1881 💣

โดย Ignaty Grinevitsky (อิกนาตี กรินวิตสกี) ผูกไดนาไมท์ไว้กับตัวเอง เพื่อจะสังหารพระเจ้าซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 2

ไปจนถึงการระเบิดพลีชีพครั้งใหญ่ของจักรวรรดิญี่ปุ่น จากการขับเครื่องบินกามิกาเซ่ โจมตีใส่เพิร์ล ฮาร์เบอร์ ในสงครามโลกครั้งที่ 2

ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ได้มาจากอิสลามเลย

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐฆราวาสนิยมเต็มตัว นำโดยอดอล์ฟฮิตเลอร์ จากพรรคนาซี ต้นฉบับกลุ่มอเทวนิยมกลุ่มแรก ที่ฆ่าล้างกันอย่างรุนแรง

พวกคอมมิวนิสต์ และ Atheist State เหล่านี้ สังหารมนุษย์ไปแล้วไม่ต่ำกว่า 100 ล้านคน (นับแค่ฝั่งสังคมนิยมอย่างเดียว) 🪦

กลับกันสงครามครูเสด 200 กว่าปี เสียชีวิตไม่เกิน 2 ล้านคน

📊 จากหนังสือ WAR AND PEACE IN ISLAM สถิติผู้เสียชีวิตจากสงครามที่มีเหตุผลทางศาสนา ตั้งแต่ปีที่ 0-2008 อิสลามอยู่ในอันดับที่ 6 (31 ล้านคน) ซึ่งน้อยกว่าคริสเตียนและกลุ่มลัทธิต่อต้านพระเจ้าหลายเท่าตัว

การเหมารวมว่าอิสลามคือต้นเหตุความรุนแรงจึงเป็นตรรกะวิบัตินั่นเองครับ 🚨


รากเหง้าปัญหาจากลัทธิ "ล่าอาณานิคม"

Sykes-Picot Agreement การขีดเส้นแบ่งพรมแดนของชาติมหาอำนาจตะวันตกในยุคล่าอาณานิคม พวกนี้เข้าไปแบ่งแยก ปกครอง บีบบังคับ ฉาบฉวยผลประโยชน์

แล้วทิ้งปัญหาความยากจนและการกดขี่ชนกลุ่มน้อยไว้ทั่วโลก ทำให้เกิดการจับอาวุธต่อสู้กับรัฐบาลกลาง

ซึ่งแบบนี้เกิดกับทุกกลุ่มความเชื่อ ไม่ใช่อิสลามเพียงศาสนาเดียว (ยกตัวอย่างใกล้ตัวเรา เช่น พม่า ชายแดนใต้)

เพราะฉะนั้น ความรุนแรงส่วนใหญ่บนโลกนี้ไม่ได้มาจากอิสลาม ตัวละครหลักก็ไม่ใช่มุสลิมเลยครับ

แต่ที่พวกเขามองว่าอิสลามเป็นภัยถ้ามามีอำนาจในรัฐ เพราะมุสลิมมองอิสลามไม่ใช่แค่ศาสนา แต่เป็น Way of life เป็นอุดมการณ์ที่ดีที่สุด ☪️

พวกเขาเห็นว่าเหลือแต่อิสลามที่ยึดติดกับคำสอนมากกว่าศาสนาอื่น จึงเป็นภัยสำคัญที่สุดของพวกเขา ทุกวันนี้จึงไม่แปลกใจครับที่มุสลิมจะถูกโจมตีจากทุกทิศทาง


บทสรุป

เรื่องราวทั้งหมดให้ข้อคิดอะไรกับเราบ้าง ผมสรุปมาให้ตามนี้ครับ

  1. รับข่าวสารให้รอบด้าน เราไม่ควรด่วนตัดสินสถานการณ์ความขัดแย้งระดับโลกผ่านสื่อกระแสหลักอย่างเดียว แต่ต้องสืบค้นที่มาและประวัติศาสตร์ทางการเมืองเบื้องหลังด้วย ✅

  2. พฤติกรรมความรุนแรงของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ไม่ควรนำมาเป็นตัวแทนเพื่อตัดสินคนทั้งศาสนาหรือทั้งอุดมการณ์

  3. ความรุนแรงที่ถูกทำให้ถูกกฎหมาย (ผ่านเครื่องแบบหรืออำนาจรัฐ) อาจโหดร้ายมากกว่าความรุนแรงที่ถูกตราหน้าว่าเป็นการก่อการร้ายก็ได้ เราต้องวิพากษ์วิเคราะห์สถานการณ์ให้เป็น ไม่ใช่ตามแค่ว่าเขาเป็นรัฐบาล จะทำอะไรก็ถูกหมด ✅


บทความนี้น่าจะเป็นบทความยาวที่สุดเท่าที่ผมเคยเรียบเรียงมา นั่งทำนานมากๆครับ เกือบ 2 วันได้ แต่สุดท้ายก็เสร็จด้วยดี 😂

ผมยังคงแนะนำให้ไปฟังบรรยายเต็มๆอีกครั้งนะครับ เพื่อข้อมูลและตัวอย่างเพิ่มเติมที่ผมไม่ได้ยกมา รวมถึงช่วง Q&A ท้ายบรรยายด้วย

หวังว่าบทความนี้จะทำให้ทุกคนเข้าใจสถานการณ์ที่มาที่ไปได้ชัดเจน เข้าใจบริบทของอิสลามมากขึ้นนะครับ ❤️

สำหรับบทความอื่นๆ ฝากกดติดตามได้ที่บล็อกของผมครับ 👉🏼 rasheedz

Beautiful Middle East City