Chapter 1 ความอดทนจะพาเราผ่านพ้นไปได้ทุกอย่าง?

ความอดทนจะพาเราผ่านพ้นไปได้ทุกอย่าง?

คำว่า "อดทน" กับ "สังคมปัจจุบัน"...

ถอดบทเรียน

*หากเราลองถอดบทเรียน “ความอดทน” ของคนที่ประสบความสำเร็จในสภาวะวิกฤตดังที่ฉันยกตัวอย่างข้างต้น จะเห็นว่ามีองค์ประกอบสำคัญ 3 อย่าง • Acceptance: ยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เข้าใจสถานการณ์ แต่ไม่ยอมรับว่ามันจะเป็นจุดจบ • Continuous Action: อดทนทำสิ่งที่ต้องทำ “ทีละก้าว” แม้ผลลัพธ์จะยังไม่ปรากฎ เพราะเขารู้ว่ากำลังทำเพื่ออะไร • Reframing: เปลี่ยนคำดูถูกหรืออุปสรรค ให้กลายเป็น “ข้อมูล” เพื่อปรับปรุงกลยุทธ์ใหม่ ใช้สิ่งเหล่านั้นเป็นเครื่องมือในการพัฒนาตนเองให้เป็นเวอร์ชั่นที่ดีที่สุดของตนเอง วัตถุดิบที่สำคัญของกลยุทธ์นี้ก็คือ พวกเขารู้ “คุณค่า” ของตนเอง

Tools

*อ่านมาถึงตรงนี้ใครคิดว่า “อืม… พวกเราก็ได้แม่มาเหมือนกันนะเนี่ย” บ้างค่ะ คุณต้องภูมิใจในตัวเองมากๆ นะคะ แม่ไม่เคยรู้จักคำว่า Amygdala Hijack หรือ Circle of Control แม่ไม่เคยอ่าน The 7 Habits of Highly Effective People และแน่นอนว่าแม่ไม่เคยเข้า workshop ด้าน Emotional Intelligence สักครั้ง แต่แม่ทำสิ่งเหล่านั้นได้โดยสัญชาตญาณ ผ่านการถูกชีวิตฝึกมาด้วยตัวเอง นั่นทำให้ฉันตั้งคำถามว่า ถ้าแม่มีเครื่องมือเหล่านี้อยู่ในมือตั้งแต่แรก ชีวิตจะเป็นอย่างไร? และถ้าเราซึ่งโชคดีกว่ามีโอกาสเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ได้ตอนนี้เลย แล้วเราจะยังปล่อยให้ตัวเองตอบสนองต่อโลกแบบ reactive อยู่อีกทำไม? ฉันอยากฝากเครื่องมือ 2 อย่างไว้ให้คุณท้ายบทค่ะ ซึ่งเครื่องมือทั้ง 2 อย่างไม่ใช่แค่ทฤษฎีที่อยู่ในหนังสือเท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่ฉันใช้งานจริงในชีวิตและการทำงานมาแล้วค่ะ

1. The Pause

*Viktor Frankl จิตแพทย์ผู้รอดชีวิตจากค่ายกักกันนาซี กล่าวไว้ว่า “ระหว่างสิ่งเร้าและการตอบสนอง จะมีช่องว่างอยู่ ในช่องว่างนั้นคืออิสรภาพและอำนาจในการเลือกการตอบสนองของเรา” แนวคิดนี้เป็นการอธิบายถึง”ช่องว่างระหว่างสิ่งเร้าและการตอบสนอง” ซึ่งแนวคิดนี้เชื่อว่า ความแตกต่างระหว่าง “คนที่ประสบความสำเร็จ” กับ “คนทั่วไป” อยู่ที่วิธีการตอบสนองต่อสิ่งเร้า โดย Daniel Goleman ได้อธิบายไว้ในหนังสือ “Emotional Intelligence” อย่างชัดเจนถึงกลไกการทำงานของสมอง เขาชี้ให้เห็นว่า ความไม่อดทนเกิดจาก “Amygdala Hijack” หรือภาวะที่สมองส่วนอารมณ์เข้ายึดอำนาจสมองส่วนเหตุผลเมื่อเจอกับสิ่งเร้า ทฤษฎีนี้สอนให้สร้าง “เสี้ยววินาทีแห่งความว่าง” (The Pause) ระหว่างสิ่งเร้าบางอย่างที่มากระทบ (Stimulus) เช่น คำตำหนิ หรือความผิดพลาดในงาน และการตอบสนอง “Response” การฝึกสร้าง “Pause” จะช่วยให้สมองส่วนหน้า (Prefrontal cortex) ทำหน้าที่เป็นเบรคมือ เพื่อยับยั้งการตอบสนองที่วู่วามได้ทัน และดึงเรากลับมาสู่ภาวะของ “ความอดทนเชิงรุก” ได้อีกครั้งค่ะ วิธีการฝึก: การใช้เทคนิคหายใจ หรือการตั้งคำถามกับตัวเองในเสี้ยววินาทีนั้นว่า “ผลลัพธ์ที่ฉันต้องการจริงๆ คืออะไร?” ตัวอย่าง: จากการทำงานของฉันเอง เมื่อเจอลูกค้าปฏิเสธข้อเสนออย่างกะทันหัน ฉันใช้วิธีการนับ 1-10 ในใจก่อนตอบ (การฝึกเว้นจังหวะหายใจ) จังหวะนั้นสมองเราได้มีเวลาในการประเมินหาทางเลือกในการแก้ไขปัญหาแบบ “นักกลยุทธ์” หรือคือการช่วยให้สมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) ทำงานทันนั้นเอง ซึ่งเกมพลิกมาเป็นลูกค้า Say Yes ในหลายๆ ครั้ง แทนที่จะจบลงด้วยอารมณ์ ลองไปฝึกกันดูนะคะ

2. The Circle of Control

*ต้นตอของแนวคิดนี้มาจากนักปรัชญาสโตอิกโบราณท่านหนึ่งที่สอนหลักการที่เรียกว่า “Dichotomy of Control” ซึ่งระบุว่า “บางสิ่งขึ้นอยู่กับเรา และบางสิ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับเรา” ความทุกข์และการขาดความอดทนเกิดจากการที่เราเอาใจไปผูกไว้กับสิ่งที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเราค่ะ นี่คือเครื่องมือที่ผู้บริหารและนักจิตวิทยาใช้อย่างแพร่หลายที่สุด และเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดชิ้นหนึ่งเลยค่ะ แนวคิดหลักคือ แบ่งสิ่งที่เข้ามารบกวนจิตใจออกเป็น 3 ระดับ • วงในสุด คือ Circle of Control ได้แก่ สิ่งที่เราควบคุมได้ 100% เช่น ความคิด คำพูด การกระทำ และการเตรียมตัวของเรา • วงกลาง คือ Circle of Influence ได้แก่ สิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ทั้งหมด แต่ส่งผลกระทบได้ เช่น ความสัมพันธ์กับคนในทีม หรือความเชื่อมั่นของลูกค้า • วงนอกสุด คือ Circle of Concern ได้แก่ สิ่งที่เราควบคุมไม่ได้เลย เช่น นโยบายเศรษฐกิจโลก สภาพอากาศ หรือความเห็นของคนอื่น วิธีการฝึก: เมื่อรู้สึกหมดความอดทน ให้หยุดและถามตัวเองว่า “เรื่องนี้อยู่ในวงกลมไหน?” หากอยู่วงนอกสุดให้ตัดทิ้ง แล้วเอาพลังงานกลับมาโฟกัสที่วงกลมในสุดเท่านั้น ตัวอย่างในแนวคิดนี้ฝากทุกคนนำไปฝึกและนำกลับมาแชร์ให้ผู้เขียน หรือจดบันทึกไว้สำหรับตนเอง แล้วกลับมาอ่านในทุกๆ 6 เดือนดูนะคะ ทุกครั้งที่ฉันฝึกสิ่งเหล่านี้ ฉันนึกถึงผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่เคยมีใครสอน แต่ทำได้มาตลอด นั่นคือแรงผลักดันที่ดีที่สุดที่ฉันมีค่ะ