Chapter 1 ความอดทนจะพาเราผ่านพ้นไปได้ทุกอย่าง?
- มีใครเคยนั่งมองแม่ตัวเอง แล้วเกิดคำถามในใจว่า “ผู้หญิงคนนี้เลี้ยงเราให้เติบโตมาได้ยังไง?” บ้างไหมคะ อ่ะ! อย่าเพิ่งเข้าใจเราผิดน่ะ คืออย่างนี้ แม่เราเป็นผู้หญิงแบบบ้านๆ เลย เป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว แบบเลี้ยงเดี่ยวจริงจัง ไม่มีคนสนับสนุนทั้งแรงและทุนทรัพย์ เดี๋ยวทุกคนจะได้รู้จักผู้หญิงคนนี้เพิ่มขึ้นในบทถัดๆ ไป จุดเด่นหรือคำนิยามความเป็นตัวแม่เลยคงเป็นคำว่า “Super Strong” ถ้าถอดรหัสการใช้ชีวิตของแม่หลักๆ น่าจะได้แก่ (1) ความอดทนจะพาเราผ่านพ้นไปได้ทุกอย่าง (2) ลงมือทำไปก่อนเดี๋ยวสำเร็จเอง (3) ใครคิดร้ายกับเรา ภัยร้ายจะเกิดกับตัวคนๆนั้นเอง (4) เป้าหมายชัดเจน คือ ทุกอย่างเพื่อลูก (5) “น้ำอยู่ในภาชนะไหนก็ได้ น้ำอยู่ที่ไหนก็มีคุณค่า”
ความอดทนจะพาเราผ่านพ้นไปได้ทุกอย่าง?
คำว่า "อดทน" กับ "สังคมปัจจุบัน"...
- ความอดทนจะพาเราผ่านไปได้ทุกอย่างจริงเหรอ? ในยุคที่ทุกอย่างขับเคลื่อนด้วยความเร็ว คุณรู้ไหม ทักษะความอดทนกลายเป็น Strategic Asset หรือสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ที่หาได้ยากและมีมูลค่าสูงมาก ซึ่งมันจะเป็นประโยชน์ก็ต่อเมื่อเราแยกออกระหว่าง “ความอดทนเพื่อเป้าหมาย” กับ “ความอดทนต่อสิ่งที่เป็นพิษ” ความอดทนในยุคนี้ไม่ใช่การนิ่งเฉยเหมือนหิน แต่คือ “การบริหารจัดการพลังงานและเวลา” อย่างใจเย็นท่ามกลางพายุ ถึงจุดนี้แล้วมองย้อนมาที่แม่ของฉัน เรื่องการบริหารจัดการพลังงานและเวลา คุณแม่ต้องได้เหรียญรางวัลจากโลกนี้! แม่ทำงานวันนึงมากสุด 6-7 แห่งกับการทำความสะอาดบ้านที่ต้องใช้ความเนี๊ยบและความรวดเร็วในการบริหารจัดการงานให้เสร็จทันเวลา แน่นอน “เวลา” คือคู่แข่งเดียวในชีวิตแม่เลยก็ว่าได้ ถ้าเปรียบความอดทนของแม่กับบุคคลที่มีทักษะความอดทนสูงแล้วประสบความสำเร็จ case study ที่ใกล้เคียงกับคุณแม่น่าจะเป็น James Dyson ผู้ประดิษฐ์เครื่องดูดฝุ่น Dyson ที่ใช้เวลา 15 ปี ในการสร้างตัวตนแบบ Prototype เขาผิดพลาดไปถึง 5,126 ครั้ง ก่อนจะสำเร็จในครั้งที่ 5,127 ส่วนแม่ของฉัน ฉันไม่แน่ใจว่าความสำเร็จของแม่ฉันอยู่ในครั้งที่เท่าไร และจุดไหนที่จะวัดความสำเร็จได้เพียงพอที่คนทั่วไปจะยอมรับ อย่างที่บอกเป้าหมายของแม่คือทุกอย่างเพื่อลูกจริงๆ ถ้าอย่างนั้นลูกก็คือผลผลิตทางความสำเร็จของแม่หรือเปล่า?...ฉันไม่แน่ใจ แต่นี่คือความอดทนในแง่ของ “Resilience” หรือความสามารถในการล้มแล้วลุก อดทนเรียนรู้จากความผิดพลาดในทุกๆ ครั้งจนถึงเป้าหมาย หรือนึกถึง Viktor Frankl จิตแพทย์ชาวออสเตรียที่รอดชีวิตจากค่ายกักกันนาซีในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เจ้าของทฤษฎี Logotherapy ผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกจิตวิทยา เดี๋ยวเราจะมาพูดถึงหนึ่งในแนวคิดของเขาอีกทีค่ะ เขาคือผู้ที่สังเกตและเรียนรู้ว่า มนุษย์ที่รอดชีวิตได้ไม่ใช่คนที่แข็งแรงที่สุด แต่คือคนที่ “อดทนและหาความหมาย” ในความยากลำบากนั้นได้ โดยเขาเรียนรู้ท่ามกลางสภาพที่ทุกอย่างถูกพรากไป ทั้งครอบครัว อิสรภาพ และศักดิ์ศรี เขาใช้ความอดทนขั้นสูงสุดในการเลือกรับมือกับความทุกข์ในช่วงเวลานั้น ทำให้งานเขียนของเขาสามารถช่วยคนหลายล้านคนให้ก้าวข้ามภาวะซึมเศร้าและความล้มเหลว พอมองย้อนกลับไปที่แม่ แม่ไม่ได้ยอมรับกับสถานการณ์ แต่แม่เลือกใช้ความอดทนอย่างที่สุดในการรับมือกับปัญหาต่างๆ ที่ต้องเผชิญคนเดียว แม่ว่า “โชคดีมากๆเลย หนีเสือปะจระเข้ตลอด” พลังบวกเชิงลบก็มา :) แต่ถึงอย่างไร ความอดทนของแม่ก็เปลี่ยนชีวิตเด็กบนโลกใบนี้อย่างน้อยก็ 2 คน มหัศจรรย์น่ะ สำหรับผู้หญิงสมัยก่อนที่ไม่ได้เรียนจบการศึกษาในระดับสูง ไม่ใช่ฉันคนเดียวหรอกที่สงสัยว่าแม่เลี้ยงพวกเราให้เติบโตมาได้อย่างไร อากง (พ่อของพ่อ) ยังถามด้วยความเหลือเชื่อในตัวแม่เลยตอนครั้งแรกที่แม่พาฉันกลับไปเจอหน้าอากง หลังพาฉันออกมาจากบ้านนั้นเกือบ 2 ปี ปฏิเสธไม่ได้ว่า “มีคนรัก” ย่อมมี “คนไม่ชอบ” เป็นสัจธรรมของชีวิต แม่มีทั้งคนชื่นชม และมีคนที่คอยมองว่า เลี้ยงลูกไม่รอดแน่ๆ การหย่าร้างในสังคมยุคเก่า สะใภ้คนจีน แรงเสียดสีไม่ต่างจากละครไทยสมัยก่อนเลย แทนที่จะยอมแพ้ต่อโชคชะตา แม่ใช้คำดูถูกต่างๆ มาเป็นแรงผลักดันในชีวิต ถ้ายกตัวอย่างความอดทนนี้ให้เห็นภาพจากคนที่ทุกคนรู้จัก ฉันต้องขอยกเรื่องของ Suze Orman กูรูด้านการเงินชื่อดังของอเมริกา ที่เริ่มต้นจากการเป็นพนักงานเสิร์ฟจนถึงอายุ 30 ปี เธอเคยรวบรวมเงินจากลูกค้าที่เมตตาเธอเพื่อไปลงทุน โดยที่ไม่มีความรู้เรื่องการเงินเลยจึงถูกโกงจนหมดตัว เธอไม่ได้ยอมแพ้ต่อโชคชะตาและใช้ความแค้นเป็นแรงผลักดัน โดย "อดทนเรียนรู้” เรื่องการเงินใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ศูนย์ เธอไปสมัครงานที่ Merrill lynch ทั้งที่ไม่มีประสบการณ์ เธอใช้ความนิ่งและความเพียรในการศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดภายใต้สภาพแวดล้อมที่ผู้ชายเป็นใหญ่และดูถูกความสามารถของเธอในตอนนั้น ในที่สุดเธอกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินส่วนบุคคลที่คนอเมริกันเชื่อถือมากที่สุด และสร้างบทเรียนให้ผู้หญิงทั่วโลกรู้จักการเงินของตัวเอง อีกท่านที่ฉันอยากกล่าวถึงในเรื่องของความอดทน J.K. Rowling ก่อนที่โลกจะรู้จัก Harry Potter เธอคือคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ตกงานและเผชิญกับโรคซึมเศร้า เธอทุ่มเทและอดทนเขียนต้นฉบับท่ามกลางความขาดแคลน และคำปฏิเสธ สำนักพิมพ์ถึง 12 แห่ง ปฏิเสธด้วยมองว่านิยายเด็กเรื่องยาวนี้ยาวเกินไปและไม่มีอนาคต เธอไม่ยอมแพ้ให้กับเสียงปฏิเสธ สุดท้ายก็มีคนมองเห็นคุณค่า จนกลายเป็นนักเขียนที่ประสบความสำเร็จที่สุดในประวัติศาสตร์ มาถึงจุดนี้ฉันเริ่มเชื่อแม่แล้ว (จากที่ไม่เคยเชื่อเลย) ว่า “ความอดทนทำให้เราก้าวผ่านทุกอย่างไปได้และหลายๆคนใช้ทักษะนี้พลิกชีวิตตนเอง”
ถอดบทเรียน
*หากเราลองถอดบทเรียน “ความอดทน” ของคนที่ประสบความสำเร็จในสภาวะวิกฤตดังที่ฉันยกตัวอย่างข้างต้น จะเห็นว่ามีองค์ประกอบสำคัญ 3 อย่าง • Acceptance: ยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เข้าใจสถานการณ์ แต่ไม่ยอมรับว่ามันจะเป็นจุดจบ • Continuous Action: อดทนทำสิ่งที่ต้องทำ “ทีละก้าว” แม้ผลลัพธ์จะยังไม่ปรากฎ เพราะเขารู้ว่ากำลังทำเพื่ออะไร • Reframing: เปลี่ยนคำดูถูกหรืออุปสรรค ให้กลายเป็น “ข้อมูล” เพื่อปรับปรุงกลยุทธ์ใหม่ ใช้สิ่งเหล่านั้นเป็นเครื่องมือในการพัฒนาตนเองให้เป็นเวอร์ชั่นที่ดีที่สุดของตนเอง วัตถุดิบที่สำคัญของกลยุทธ์นี้ก็คือ พวกเขารู้ “คุณค่า” ของตนเอง
Tools
*อ่านมาถึงตรงนี้ใครคิดว่า “อืม… พวกเราก็ได้แม่มาเหมือนกันนะเนี่ย” บ้างค่ะ คุณต้องภูมิใจในตัวเองมากๆ นะคะ แม่ไม่เคยรู้จักคำว่า Amygdala Hijack หรือ Circle of Control แม่ไม่เคยอ่าน The 7 Habits of Highly Effective People และแน่นอนว่าแม่ไม่เคยเข้า workshop ด้าน Emotional Intelligence สักครั้ง แต่แม่ทำสิ่งเหล่านั้นได้โดยสัญชาตญาณ ผ่านการถูกชีวิตฝึกมาด้วยตัวเอง นั่นทำให้ฉันตั้งคำถามว่า ถ้าแม่มีเครื่องมือเหล่านี้อยู่ในมือตั้งแต่แรก ชีวิตจะเป็นอย่างไร? และถ้าเราซึ่งโชคดีกว่ามีโอกาสเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ได้ตอนนี้เลย แล้วเราจะยังปล่อยให้ตัวเองตอบสนองต่อโลกแบบ reactive อยู่อีกทำไม? ฉันอยากฝากเครื่องมือ 2 อย่างไว้ให้คุณท้ายบทค่ะ ซึ่งเครื่องมือทั้ง 2 อย่างไม่ใช่แค่ทฤษฎีที่อยู่ในหนังสือเท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่ฉันใช้งานจริงในชีวิตและการทำงานมาแล้วค่ะ
1. The Pause
*Viktor Frankl จิตแพทย์ผู้รอดชีวิตจากค่ายกักกันนาซี กล่าวไว้ว่า “ระหว่างสิ่งเร้าและการตอบสนอง จะมีช่องว่างอยู่ ในช่องว่างนั้นคืออิสรภาพและอำนาจในการเลือกการตอบสนองของเรา” แนวคิดนี้เป็นการอธิบายถึง”ช่องว่างระหว่างสิ่งเร้าและการตอบสนอง” ซึ่งแนวคิดนี้เชื่อว่า ความแตกต่างระหว่าง “คนที่ประสบความสำเร็จ” กับ “คนทั่วไป” อยู่ที่วิธีการตอบสนองต่อสิ่งเร้า โดย Daniel Goleman ได้อธิบายไว้ในหนังสือ “Emotional Intelligence” อย่างชัดเจนถึงกลไกการทำงานของสมอง เขาชี้ให้เห็นว่า ความไม่อดทนเกิดจาก “Amygdala Hijack” หรือภาวะที่สมองส่วนอารมณ์เข้ายึดอำนาจสมองส่วนเหตุผลเมื่อเจอกับสิ่งเร้า ทฤษฎีนี้สอนให้สร้าง “เสี้ยววินาทีแห่งความว่าง” (The Pause) ระหว่างสิ่งเร้าบางอย่างที่มากระทบ (Stimulus) เช่น คำตำหนิ หรือความผิดพลาดในงาน และการตอบสนอง “Response” การฝึกสร้าง “Pause” จะช่วยให้สมองส่วนหน้า (Prefrontal cortex) ทำหน้าที่เป็นเบรคมือ เพื่อยับยั้งการตอบสนองที่วู่วามได้ทัน และดึงเรากลับมาสู่ภาวะของ “ความอดทนเชิงรุก” ได้อีกครั้งค่ะ วิธีการฝึก: การใช้เทคนิคหายใจ หรือการตั้งคำถามกับตัวเองในเสี้ยววินาทีนั้นว่า “ผลลัพธ์ที่ฉันต้องการจริงๆ คืออะไร?” ตัวอย่าง: จากการทำงานของฉันเอง เมื่อเจอลูกค้าปฏิเสธข้อเสนออย่างกะทันหัน ฉันใช้วิธีการนับ 1-10 ในใจก่อนตอบ (การฝึกเว้นจังหวะหายใจ) จังหวะนั้นสมองเราได้มีเวลาในการประเมินหาทางเลือกในการแก้ไขปัญหาแบบ “นักกลยุทธ์” หรือคือการช่วยให้สมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) ทำงานทันนั้นเอง ซึ่งเกมพลิกมาเป็นลูกค้า Say Yes ในหลายๆ ครั้ง แทนที่จะจบลงด้วยอารมณ์ ลองไปฝึกกันดูนะคะ
2. The Circle of Control
*ต้นตอของแนวคิดนี้มาจากนักปรัชญาสโตอิกโบราณท่านหนึ่งที่สอนหลักการที่เรียกว่า “Dichotomy of Control” ซึ่งระบุว่า “บางสิ่งขึ้นอยู่กับเรา และบางสิ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับเรา” ความทุกข์และการขาดความอดทนเกิดจากการที่เราเอาใจไปผูกไว้กับสิ่งที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเราค่ะ นี่คือเครื่องมือที่ผู้บริหารและนักจิตวิทยาใช้อย่างแพร่หลายที่สุด และเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดชิ้นหนึ่งเลยค่ะ แนวคิดหลักคือ แบ่งสิ่งที่เข้ามารบกวนจิตใจออกเป็น 3 ระดับ • วงในสุด คือ Circle of Control ได้แก่ สิ่งที่เราควบคุมได้ 100% เช่น ความคิด คำพูด การกระทำ และการเตรียมตัวของเรา • วงกลาง คือ Circle of Influence ได้แก่ สิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ทั้งหมด แต่ส่งผลกระทบได้ เช่น ความสัมพันธ์กับคนในทีม หรือความเชื่อมั่นของลูกค้า • วงนอกสุด คือ Circle of Concern ได้แก่ สิ่งที่เราควบคุมไม่ได้เลย เช่น นโยบายเศรษฐกิจโลก สภาพอากาศ หรือความเห็นของคนอื่น วิธีการฝึก: เมื่อรู้สึกหมดความอดทน ให้หยุดและถามตัวเองว่า “เรื่องนี้อยู่ในวงกลมไหน?” หากอยู่วงนอกสุดให้ตัดทิ้ง แล้วเอาพลังงานกลับมาโฟกัสที่วงกลมในสุดเท่านั้น ตัวอย่างในแนวคิดนี้ฝากทุกคนนำไปฝึกและนำกลับมาแชร์ให้ผู้เขียน หรือจดบันทึกไว้สำหรับตนเอง แล้วกลับมาอ่านในทุกๆ 6 เดือนดูนะคะ ทุกครั้งที่ฉันฝึกสิ่งเหล่านี้ ฉันนึกถึงผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่เคยมีใครสอน แต่ทำได้มาตลอด นั่นคือแรงผลักดันที่ดีที่สุดที่ฉันมีค่ะ
Comments