เป็นทีรู้กันดีว่า AI ช่วยให้มี Productivity ที่ดีขึ้น ทำให้งานบางอย่างที่เมื่อก่อนใช้เวลาหลายวัน กับสามารถทำเสร็จได้ภายในไม่กี่นาที ทำให้การเรียนรู้ หาความรู้เป็นไปได้ง่าย แค่พิมพ์ถามไปก็สามารถสรุปเป็นองค์ความรู้ออกมา และยังสามารถนำไปถ่ายทอด โพสต์ ต่อได้ง่าย เพราะเป็นขั้นๆเป็นตอน เรียบเรียงมาอย่างดี
นี่มันสวรรค์ของคนที่เป็นชอบหาความรู้ชัดๆ โดยเฉพาะคนกลุ่มที่เป็น Enneagram 5 แต่เป็นสวรรค์จริงหรือ ถ้าคุณเคยดูหนังจีนซีรีย์ มังกรทลายฟ้า คุณจะเข้าใจว่า "อะไรคือกับดักแห่งจักรวาลความรู้" มันกลายๆจะเป็นยาเสพติดที่ถูกกฏหมาย และเป็นคนที่เราเข้าไปติดด้วยความเต็มใจชัดๆ
มีบางคนเริ่มใช AI ในการตัดสินใจต่างๆ ใช้ในการเลี้ยงลูก ว่าควรจะพูดกับลูกอย่างไง ใช้กับที่ทำงาน ว่าจะต่อรองหรือพูดกับหัวหน้าอย่างไง ราวกับเป็นมันสมองที่สองไปแล้ว แน่นอนว่า AI ช่วยให้เรามีประสิทธิภาพการทำงานดี ผลิตงานได้มากขึ้น เรียกได้ว่า เป็นการ optimize ผลงานบนพื้นฐานของเวลาที่มีจำกัด(จุดที่เกิดผลสูงสุด) แต่อยากให้ลองกลับมาคิดสักนิดว่า โจทย์จริงๆที่เราอยากจะ optimize คืออะไร และมีเงื่อนไขอะไรบ้าง
โจทย์ของการ optimize เป็นโจทย์ของหลายๆศาสตร์ เช่นเศรษศาสตร์ การเงิน เป็นต้น เริ่มต้นเดิมที เค้าต้องการ maximize utility บนพื้นฐานของทรัยพากรที่มีจำกัด หรือจะพูดให้เข้าใจง่าย ทำอย่างไงให้เกิดความพอใจ ความสุข ในเมื่อเรามีทรัพยากรที่จำกัด เอาจริงโจทย์เริ่มต้นว่าอย่างงั้น แต่พอตอนไปลงมือทำจริงๆ คนส่วนใหญ่ไปตีความว่า โดยอนุมานในเชิงจิตใต้สำนึกว่า อ๋อ การที่จะมีความสุขมากๆ ก็คือต้องรวยมากๆ ก็ไปใช้ Wealth เป็น proxy แทนความสุขซะ พอโจทย์ถูกบิดเบือนซะแล้ว ก็ไปมุ่งว่าจะทำอย่งไรถึงจะรวย
อย่างนักการเงิน ถ้าไปแนะนำบริษัท ก็จะบอกว่า ก็ไปกู้เยอะๆซิ กู้เยอะ ก็จะทำให้ profit สูง และได้ประโยชน์ทางภาษีอีกด้วย
อ่านถึงตรงนี้ ถ้าตามผมทำ ก็จะเห็นร่องรอยของความบิดเบือน เช่นยิ่งรวยยิ่งมีความสุข
และภาพลวงตาของ high productivity ความง่ายของการเข้าถึงสิ่งเหล่นั้นผ่าน AI
คุณอาจมีคำถามว่า แล้วยังไงละ ง่ายก็ดีซิ ไม่เสียตังค์ หรือเสียก็นิดๆหน่อยๆ แถมได้เวลากลับคืนมาด้วยนะ ไม่ดีตรงไหน
ใจเย็นครับ ผมไม่ได้บอกว่ไม่ดี เพียงแต่อยากชี้ให้เห็นในมุมอื่นๆ ที่อาจจะเป็นภาพลวงตาหรือบิดเบือน
การใช้ AI ทำให้สมองเราทำงานน้อยลง ระบบความคิดลดลง ที่สำคัญคือ ความอดทน การรู้จักรอคอย ของคุณจะลดลง
อย่าว่าแต่ AI เลย ลองมองย้อนไปเมื่อ 20 ปีก่อน สมัยที่ระบบ digital ยังไม่พัฒนา เรายังเคยมีประสบการณ์การฟังเพลงจากเทป ซึ่งการฟังเพลงแต่ละเพลงในสมันไหน คือต้องรอมันหมุนไป เล่นที่ละเพลงเป็นลำดับ ถ้าอยากจะฟังเพลงอื่น ก็ต้องใช้วิธีกรอ forward ไป ซึ่งก็ต้องใช้ความพยายามระดับหนึ่ง พฤติกรรมการฟังเพลงจะส่งผลที่ต่างกัน เช่น สมัยก่อน เราอาจจะฟังเพลงที่ครั้งแรกไม่ชอบ แต่พอต้องฟังผ่านหลายๆรอบ ก็เริ่มชอบขึ้นมา เริ่มเห็นรายละเอียดอะไรที่มากขึ้น ขณะที่ปัจจุบัน คุณจะข้ามมันไปทันที แล้วเลือกฟังเพลงอื่นได้อย่างง่ายดาย โดยที่เพลงที่คุณกดข้ามไปนั้ อย่าว่าแต่จะฟังให้จบเลย เพียงแค่ฟังไม่ถึง 10 วินาที คุณก็ตอบสนองต่อความต้องการของคุณด้วยการกดหาเพลงอื่นไปเรื่อยๆ
ทั้งหมดทั้งมวล ดูเหมือนว่าโลกเราจะพัฒนาขึ้น ความเป็นอยู่สะดวกสบายขึ้น เอาจริง มาคิดดูว่า กษัตริย์สมัยก่อนที่มีอำนาจมาก ยังไม่สบายเท่ากับคนทั่วไปในสมัยนี้ เช่น ไม่มีแอร์ที่เย็นสบาย อาหารการกินก็หลากหลายกว่า จะไปไหนก็สะดวก ไม่ต้องลำบากในการเดินทาง แต่คนสมันก่อน กับสมัยนี้ ก็ยังคงมีระดับความทุกข์เหมือนๆเดิม มีความกังวลเหมือนเดิม แต่บริบทของเรื่องอาจจะต่างกันไป
เผลอๆ สมัยนี้คนมีความทุกข์มากกว่าแต่ก่อนด้วยซ้ำ โดยเฉพาะปัญหาทางด้านจิตใจ โรคซืมเศร้าเป็นต้น กลับมาที่ AI กันต่อ ถ้าจะมาดูว่ามีงานวิจัยอะไรมั้ย มีบทความหนึ่งพูดถึงานวิจัย MIT ทำให้สมองของคุณฉลาดลดลง ลองไปหาอ่านกัน ChatGPT May Be Making You Dumber: MIT Brain Scans Reveal the Hidden Cost of AI Productivity. (เค้าไม่ได้โจมตีว่าไม่ดี แต่คุณต้องใช้มันเป็น)
การจดบันทึกสมัยนี้ใช้ copy paste หรือพิมพ์เก็บบน computer /มือถือ
ผลคือ computer จำได้ แต่เราดันจำอะไรไม่ค่อยจะได้
และก็คิดว่า ไม่จำเป็นต้องจำ เพราะฝากไว้กับ computer ซะแล้ว
เรามักมีแนวคิดว่า เข้าใจก็พอแล้วจะไปจำทำไมให้รกสมอง และอะไรที่ยังไม่เข้าใจก็ saveๆ เก็บเอาไว้ก่อน
==> ประเด็นคือ จำไว้ก่อน ท่องให้ได้ก่อน แล้วเมื่อทุกอย่างสุกงอม คุณก็จะเกิดความเข้าใจเอง ปิ้งแว๊ป
แต่ถ้าคุณไม่เคยจำ คุณจะไม่มีโอกาสได้ประสบการณ์แบบนี้ ประเด็นนี้ถ้าเขียนเดี๋ยวจะยาวเกิน
[- ในหนังจีนโบราณมักจะเป็นบ่อยๆว่าตอนเด็กๆ ทุกคนก็ต้องฝึกให้ท่องจำ คัดคัมภีร์หลายๆรอบ เพราะองค์ความรู้ (Wisdom) สมัยก่อนมันค่อนข้างลึก คุณจะยังไม่เข้าใจจนกว่าคนจะมีประสบการณ์ experience มากระทบความสิ่งที่คุณท่องจำ แล้วบังเกิดเป็น อ๋อ Awakening 我明白了-]
ล่าสุดได้มีโอกาสอ่านบทความที่สรุปจากคำพูดของเจ้าพ่อ AI "Geoffrey Hinton"
ประมาณว่า เราไม่อาจหยุดมัน(AI) ได้แล้ว เพราะทุกประเทศ ทุกคนก็ต่างแข่งขันกันพัฒนา
เพราะเป็นโรคกลัว จะถูก opt out กัน
ซึ่งจุดนี้เป็นจุดที่คุณไม่อาจจะหลุดจากวงการนี้ แม้ว่าคุณก็รู้ว่ามันอาจจะมีโทษสำหรับคุณ
เพราะคุณจะวกกลับมาคิดตลอดว่า คนอื่น/คุ่แข่ง ของคุณเค้าใช้ AI กันหมด
เค้าพัฒนาไปไกล เค้าสร้าง content ง่ายๆ
เค้าใช้เวลาน้อยลงในการผลิดผลงาน
คุณจะรู้สึกลึกๆว่า ไม่ได้การแหละ ฉันต้องตามให้ทันบ้าง
และคุณก็จะถูกดูดเข้าไปในจักรวาลของ AI โดยปริยาย
กลับมาคำถามสำคัญ ที่เกริ่นนำตั้งแต่ต้นบทความ
"โจทย์ของคุณคืออะไร เป้าหมายของคุณคืออะไร" คุณก็จะให้ความสำคัญกับสิ่งนั้น ถ้าเป้าหมายของคุณคือ คุณต้องการแข่งกับคนอื่น คุณก็จะเลือกแบบหนึ่ง ถ้าเป้าหมายของคุณคือ แข่งกับตัวเอง พัฒนาตัวเอง คุณก็จะเลือกแบบหนึ่ง
♦ ขอให้โชคดี อยู่รอดปลอดภัยในโลกฉห่ง AI ที่ unstopable. บททิ้งท้ายๆ คล้ายๆจะ ปล.
o อย่าติดว่า "จะต้องดีที่สุด" "ทำอย่างถึงจะออกมาดีที่สุด" "ต้องไปทางไหนเร็วที่สุด"
o เหมือนเจ้าพ่อ AI จะเคยชี้ทางออก ของคนทีถามว่า แล้วผมจะอยู่รอด ในโลกที่แต่ละคนใช้ AI เป็น ได้อย่างไร เค้าแนะนำว่า ให้ไปเรียนรู้การซ่อมประปาซิ (คุณคงเข้าใจนะว่า หมายถึงอะไร)
o ไหนๆก็ไหนๆแล้ว คุณคิดว่า บทความนี้ ผมใช้ AI ในการช่วยเขียนหรือไม่

Comments