บทสรุป 5 กับดักกฎหมายแรงงานที่พนักงานควรรู้ ก่อนจะโดนเอาเปรียบโดยไม่รู้ตัว
อยากขอแนะนำพนักงานเรื่องการไปทำงานแต่ละที่อยากให้ฝึกปกป้องสิทธิเรื่องต่างๆ กันนะตั้งแต่ก่อนจะเริ่มเซ็นสัญญาเลย โดยเฉพาะในสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้เราคิดว่าพนักงานควรรู้สิทธิตัวเองไว้บ้างมันจะดีมากๆ เลย พูดในฐานะที่เคยผ่านงานมาตั้งแต่เป็นวิศวกรบริษัทอันดับหนึ่งของโลกด้าน Oilfield service และบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ ทำงานเป็น CEO บริษัทหลักทรัพย์ ทำบริษัทกับเพื่อนๆ เทคสตาทอัพ ทำธุรกิจโฮสเทลและทำงานที่ปรึกษา
💙 บริษัทมักจะพยายามลดต้นทุนและเพิ่มความยืดหยุ่นให้ตัวเอง ซึ่งบางครั้ง "ความยืดหยุ่น" นั้นกลายเป็นการเอาเปรียบพนักงาน หวังว่าเรื่องราวนี้จะช่วยน้องๆ ปกป้องสิทธิที่ควรได้ตามกฎหมายแรงงานไทย (โดยมากศาลแรงงานเข้าข้างลูกจ้างนะ)
จำไว้ว่า บริษัทต้องการพนักงานที่ "ทำงานเก่ง" แต่เขาจะเกรงใจพนักงานที่ "รู้กฎหมาย" การปกป้องสิทธิตัวเองไม่ใช่การเป็นศัตรูกับบริษัท แต่คือการสร้างบรรยากาศการทำงานที่เคารพซึ่งกันและกัน
🤣 ไม่ใช่ว่าเราเก่งแล้วอยากมาแชร์นะ แต่เคยเจ็บมาด้วย เจอเพื่อนๆ น้องๆ โดนทำให้เจ็บด้วย หรืออาจไปทำคนอื่นเจ็บด้วย แต่อยากเล่าในมุมว่าแต่ละมุมทั้งฝั่งนายจ้าง ลูกจ้างมันก็มีจุดตรงกลางหมด ที่เราเรียกมันว่า ความยุติธรรม เลยอยากแชร์เพราะรู้สึกว่าน้องๆ หลายคนอาจจะยังไม่เคยปกป้องสิทธิตัวเอง เผื่อการเล่าเรื่องนี้ช่วยอะไรได้บ้างนา
แน่นอนว่าตอนเป็นวิศวกรแท่นขุดเจาะเขาเป็นบริษัทที่มีกำไรเยอะ และมีระบบที่ดี มักไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไร เพราะเรื่องการจ่ายเงินชดเชย สวัสดิการที่ดีเพื่อดึงดูดพนักงาน มันเป็นเรื่องปกติ และเขาเองถูก audit ยันแผนก HR อยู่แล้วดังนั้นเรื่องพวกนี้มันยุติธรรมมากๆ (แต่ฝรั่งเขาจ่ายดีแต่ไล่ออกโหด เพื่อนๆ ที่โดนกันคือส่งเมลนี่แหละ แบบ Oracle วันนี้เลย)
เรื่องการปกป้องสิทธิที่อยากให้รู้ในที่นี้ อยากให้เรามองตัวเองก่อนด้วยนา เราว่าเป็นพนักงานที่ดีไหม
เข้างานตรงเวลาไม่เอาเปรียบนายจ้าง ไม่ใช่ใช้ทุกสิทธิลาตลอด เช่นลาป่วย ลากิจแบบไม่มีหลักฐานหรือป่วยจริง ไปภาระกิจจริงๆ ไม่โกงเงินบริษัท ถึงแม้เรายังทำงานไม่ดีเวลาโดน feedback เราได้พัฒนาตัวเองแล้วใช่ไหม ไม่ปลุกปั่นบริษัทหรือสร้าง toxic คำว่า “ปลุกปั่น” ต้องแยกด้วยนะ ว่านายจ้างมีตั้งคณะกรรมการตรวจสอบไหมก่อนเอาเราออกไหม ไม่ใช่ฟังจากคนหลายๆ คนแล้วออกเลยเพราะบางที culture เก่าอาจเป็นปัญหาก็ได้ ของเราตอนเป็นนายจ้าง เรามีตั้งคณะกรรมการตรวจสอบก่อน “ปลุกปั่นกับนินทา” ก็ต่างกันนะ ปลุกปั่นคือเอาเรื่องจริงมาพูดบิดเบือน แต่นินทาเราเฉยๆ มาก เพราะเราไม่มีวันเป็นคนที่ลูกน้องรักได้หมดอยู่แล้ว Performance ไม่ผ่าน นายจ้างต้องเรียก feedback และให้ warning ก่อนนะ
💙ย้ำว่าตอนเราเป็นนายจ้างเราจ่ายชดเชยทุกคนนะ ไม่มีเอาเปรียบ คือต่อให้ Performance เขาไม่ผ่านอ่ะ เรามองว่าเขาก็คือ พ่อ แม่ ลูกของใครสักคนนึง เขายังต้องใช้เงินในการเลี้ยงชีวิตต่อไป
🥹จุดที่นายจ้างมักเข้าใจผิดกันเสมอ คือเรื่อง Mindset และ Knowledge เวลาอยู่ตำแหน่งบนๆ โดยมากเราจะชอบมีอัตตา แล้วคิดว่าน้องๆ mindset ไม่ดี ทำงานไม่ได้หรอก แต่หลายๆ ครั้งที่ลงไปคุย 1-1 มันมักเกิดจากการที่เราไม่ได้พูดคุยกันหรือเข้าใจมุมมองของเขามากกว่า สุดท้ายสิ่งที่เขาขาดมักเป็น Knowledge นั่นแหละหน้าที่เราที่ต้องเรียกหัวหน้ามาช่วยสอนงานเขา หรือเอาคนข้างนอกมาสอน แต่ฝากนิด คนเราไม่ได้เก่งจากการสอนในครั้งเดียวอยากให้ช่วยมีการติดตามผลงานน้องๆ ต่อด้วย
สิทธิของพนักงานก็คือถ้าเขาจะให้เราออกเพราะบอกเราทำงานไม่ผ่าน อยากให้แน่ใจเรื่องนี้ เขา feedback ไหม ก่อนตัดสินเรา
สิทธิที่ลูกจ้างควรเข้าใจ
- กับดัก "สัญญาจ้างระยะสั้น" ในงานประจำ (หมายถึงเข้าออกแบบตอกบัตร ทำงานเต็มวัน 5 วันหรือ 6 วัน) หลายบริษัทชอบใช้สัญญาจ้างแบบ 3 เดือน หรือ 6 เดือน ทั้งที่ตัวงานคือ "งานประจำ" เพื่อเลี่ยงการจ่ายค่าชดเชยเมื่อต้องการเลิกจ้าง
ความจริงที่พนักงานต้องรู้
อย่าหลงกลชื่อเรียก: ต่อให้ในสัญญาจะระบุว่าเป็น "สัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลา" แต่หากลักษณะงานเป็นงานปกติของธุรกิจ กฎหมายจะมองว่าเป็น "งานประจำ" ระบบการประเมินต้องชัดเจน: หากบริษัทอ้างว่าต้องต่อสัญญาทุกปีเพื่อดูผลงาน เขาไม่สามารถบอกเลิกสัญญาเฉยๆ โดยไม่มีเหตุผลได้ บริษัทต้องมีระบบ Feedback & Evaluation ที่เป็นธรรม หากเราทำงานดีแต่เขาไม่ต่อสัญญาโดยไม่มีการแจ้งเตือนหรือประเมินที่บกพร่อง เราฟ้องฐาน "เลิกจ้างไม่เป็นธรรม" ได้ หากได้ข้อเสนอเป็นสัญญาชั่วคราวสำหรับงานที่ดูเหมือนงานประจำ พยายามเจรจาให้ระบุเงื่อนไขการเปลี่ยนเป็นพนักงานประจำที่ชัดเจนลงในสัญญา หรือถ้าเขาบอกมีการทิ้งงานกันบ่อย เขาเลยต้องทำสัญญาแบบนี้ ให้ถามหาระบบประเมินที่ชัดเจน
- สิทธิที่ "ฟ้องกลับ" ได้เสมอ: OT, เวลาทำงาน และขั้นตอนการสู้
พนักงานจำนวนมากถูกล้างสมองด้วยคำว่า "Culture" หรือ "Passion" จนยอมทำงานฟรี ซึ่งตามกฎหมายแรงงานไทยนั้นเข้มงวดมาก (เราก็นำบริษัทด้วย Culture นะ แต่วันธรรมดาเราใช้ flexible hour วันหยุดเราให้ OT ถ้าต้องไป event)
สิทธิที่เรามี:
OT : หากสั่งให้ทำเกินเวลาทำงานปกติ ต้องจ่าย 1.5 เท่า ถ้าทำในวันหยุดต้องจ่าย 1-3 เท่า (แล้วแต่กรณี) คำว่า "เหมาจ่าย OT" ในสัญญามักจะไม่มีผลทางกฎหมายหากยอดที่จ่ายจริงต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนด เวลาทำงาน: งานทั่วไปต้องไม่เกิน 8 ชม. ต่อ วัน หรือ 48 ชม. ต่อสัปดาห์ หากเกินกว่านี้ถือว่าผิดกฎหมาย
การฟ้องร้อง :
รวบรวมหลักฐาน: แคปหน้าจอแชทสั่งงาน, บันทึกเวลาเข้า-ออกงาน (Time log), อีเมลสั่งงานนอกเวลา กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน: ไปที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในพื้นที่ (หรือแจ้งออนไลน์) เจ้าหน้าที่จะช่วยไกล่เกลี่ยให้โดยเราไม่ต้องเสียค่าทนายในขั้นแรก ศาลแรงงาน: หากไกล่เกลี่ยไม่จบ เราสามารถฟ้องศาลแรงงานได้ กระบวนการนี้ไม่มีค่าธรรมเนียมศาลสำหรับพนักงาน
- ตำแหน่งแขวน
อันนี้โหด มันมีสองแบบคือ บริษัทอาจไม่มีนโยบายไล่ออกเลยย้ายไปตำแหน่งแขวนสบายกว่าเดิม คนทำงานไม่ดีอาจชอบ แต่คนทำงานดีจะรู้สึกว่ามันคือเกมจิตวิทยาที่บริษัทใช้เพื่อต้องการไล่เราออกแต่ไม่อยากจ่ายค่าชดเชยโดยการทำให้เรา "ทนไม่ไหวจนลาออกเอง"
สัญญาณอันตราย:
ย้ายไปตำแหน่งที่ไม่มีงานทำ: ลดบทบาท ดึงงานสำคัญออก ให้ไปนั่งว่างๆ หรือทำงานที่ไม่ตรงกับทักษะอย่างรุนแรง การลดตำแหน่งหรือสวัสดิการ: แม้เงินเดือนเท่าเดิม แต่ถ้าลดตำแหน่งให้ต่ำลง หรือย้ายไปที่ทำงานที่ไกลขึ้นมากโดยไม่มีเหตุจำเป็น ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการจ้างที่ไม่เป็นธรรม
วิธีรับมือ:
ห้ามลาออกเองเด็ดขาด: หากลาออกเอง เราจะเสียสิทธิรับค่าชดเชยตามอายุงาน ซึ่งอาจสูงถึง 10-13 เดือนสำหรับคนที่ทำงานนาน บันทึกหลักฐานการสั่งงาน: หากไม่มีงานให้ทำ ให้ส่งอีเมลถามหัวหน้าเป็นระยะว่า "วันนี้มีภารกิจอะไรให้รับผิดชอบไหม" เพื่อยืนยันว่าเราพร้อมทำงานแต่บริษัทไม่ป้อนงานเอง ปรึกษาแรงงาน: การปรับลดบทบาทหน้าที่โดยไม่มีเหตุสมควร ศาลแรงงานมักมองว่าเป็นการ "เลิกจ้างกลายๆ" เราสามารถฟ้องร้องเพื่อเรียกค่าชดเชยได้เช่นกัน
- เช็กให้ชัวร์ - ภาษีหัก ณ ที่จ่าย และประกันสังคม อย่าให้บริษัทหักเงินไปฟรีๆ นี่คือจุดที่พนักงานหลายคนพลาด เพราะคิดว่าบริษัทจัดการให้แล้ว แต่บางครั้งบริษัทอาจหักเงินเราไปแต่ "ไม่นำส่ง"
สิ่งที่เราต้องตรวจสอบ:
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด.1) : ทุกสิ้นปีหรือเมื่อลาออก บริษัทต้องออกใบ "50 ทวิ" ให้เรา หากบริษัทไม่ยอมออกให้ หรือเช็กในระบบสรรพากรแล้วไม่มียอดเงินนำส่ง แสดงว่าบริษัทกำลังยักยอกเงินของเรา ประกันสังคม: ดาวน์โหลดแอป SSO Connect เพื่อเช็กยอดเงินสมทบทุกเดือน หากพบว่ายอดไม่เข้าเกิน 3 เดือน ให้รีบสอบถามฝ่ายบุคคลทันที เพราะเราอาจเสียสิทธิการรักษาพยาบาลและเงินชดเชยว่างงานได้
- "อย่าเซ็น" หากไม่มั่นใจ - กฎเหล็กก่อนจรดปากกา
มีเอกสารหลายฉบับที่พนักงานมักเซ็นไปโดยไม่คิด และมันจะกลับมาทำร้ายเราภายหลัง
สิ่งห้ามเซ็นเด็ดขาดถ้ายังไม่ได้ตรวจสอบ:
ใบลาออกล่วงหน้า: บางบริษัทให้เซ็นทิ้งไว้ตั้งแต่วันเข้างาน เพื่อที่เขาจะกรอกวันที่ไล่เราออกเมื่อไหร่ก็ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย สัญญาห้ามทำงานที่เดียวกันที่กว้างเกินไป: หากขอบเขตงานหรือระยะเวลานานเกินไป ศาลอาจมองว่าเป็นการจำกัดสิทธิในการประกอบอาชีพเกินสมควร เอกสารรับผิดชอบความเสียหายที่ไม่ได้เกิดจากเรา: อย่าเซ็นรับผิดในความเสียหายทางธุรกิจที่เกิดจากปัจจัยภายนอกที่เราควบคุมไม่ได้
ตอนนี้คิดออกประมาณนี้ แต่นั่นแหละ ถ้าเราชัดก่อนเซ็นสัญญาอ่ะ จะดีกว่า และแน่นอนว่า ถ้ามันดูไม่ชัด ไม่ต้องไปทำนา มันไม่คุ้มพลังงาน ถ้าไม่แน่ใจอะไรเด่วนี้น้องๆ เจมิไน น้องคล้อด เขาเก่งแล้ว ซื้อแบบโปรให้รีวิวได้เลย แต่ถ้าเราต้องการงานและเงินมากกว่า ก็ทำไปก่อนนะ แต่อยากให้เผื่อใจเรื่องพวกนี้ไว้
เราเองก็โชคดี ได้รู้หลายเรื่องเยอะขึ้นเพราะมีรุ่นพี่และเพื่อนเก่งๆ ช่วยสอนเยอะ
ขอบคุณประสบการณ์ที่ทำให้ได้เติบโต และอยากเขียนเพื่อให้พวกเราในฐานะเป็นนายจ้างอย่าไปทำไม่ดีกับลูกจ้าง และน้องๆ ในมุมลูกจ้างที่เคยเจ็บมา อยากให้จำไว้เสมอ ฟ้าหลังฝนมีเสมอ อย่าไปคิดฟุ้งซ่านนา เดินหน้าต่อไป ว่างๆ ก็มาทำคุ้กกี้กับพี่ที่ HOM ได้ 🤣 See less

Comments