อารัมภบท
"มี blog เป็นของตัวเองแล้วโว้ยยยยยย !!" (เสียงในหัวดังก้อง)
ไม่เคยคิดว่า ชีวิตนี้ เราจะมี blog เป็นของตัวเอง เพราะคิดมาเสมอว่า คนเขียน blog ได้ ต้องเป็นคนที่ ...
- มีความรู้
- มีความสามารถ
- มีความน่าสนใจอะไรบางอย่าง
ซึ่งสามารถดึงดูดผู้คนให้เข้ามาติดตาม-อ่านงานเขียนของเราได้
แต่ที่เกริ่นมานั้น ... เรา ... "ไม่มีสักกะอย่าง" ...
แล้ว post นี้ ... งอกมาได้ยังไง ?!
จุดเริ่มต้น
พอคิดจะเริ่มเขียน ... "เฮ้ย set tone ยังไงดีอะ ?" (ความคิดที่โผล่เข้ามา)
คิดไปต่างๆนานา เพราะอยากจะทั้ง ...
- บันทึกประสบการณ์ทั่วไปในชีวิต
- บันทึกการเรียนรู้ที่เป็นสาระวิชาการ
- บันทึกการเรียนรู้ข้อคิดต่างๆ
- และอื่นๆอีกมากมาย
สุดท้ายแล้ว ... "เลิกคิด แล้วเขียนโล้ดดด" !!!
เพราะบอกตรงๆ ... เราก็ไม่รู้หรอกว่า post หน้า จะยังมีอีกไหม - -"
แต่ ...
"แค่อยากจะเขียนเป็นแบบของตัวเอง .. เขียนด้วยตัวเอง .. 100%"
ป.ล. อาจจะดักตัวเองไว้ตรงนี้ก่อน เพราะในยุคที่ AI มีความสามารถในการช่วยเขียน เราก็รู้สึกว่า ... ถ้าเราอยากจะเขียนอะไร ที่เป็นความรู้สึก ความคิดเห็น ... เราก็คงใช้ "ตัวเราเอง" เขียนเองเนี่ยแหละ
แต่ๆๆ ถ้าเมื่อไหร่ ที่เราอยากจะมีบทความ / สรุป แตะๆวิชาการหน่อย .. เราก็ต้องใช้ตัวช่วยยยย อย่างเช่น AI เข้ามาช่วยเราอีกที แต่คงไม่ให้ AI เขียนทั้งบทความให้เรานะ .. เพราะมันไม่อิน !!! (ก็คือ อยากจะเพิ่มอรรถรส ให้บทความนั้นๆนั่นแหละ ว่าซ่านนนน)
กลับมาว่าด้วยเรื่อง Writing ^^
คือเรามองว่า เราไม่ได้เป็นคนชอบเขียน เราจะ "เขียน" (แบบที่ใช้มือเขียนตัวอักษรน่ะ) ก็ต่อเมื่อ
- ไปเรียนหนังสือ
- จด lecture ตอนเรียนมหาวิทยาลัย
- ย่อเนื้อหาหรือ short notes ก่อนสอบ
- สรุปสาระสำคัญที่เข้าประชุมใน projects ที่ต้องทำ
- บันทึกความรู้จากการเข้าอบรมในแต่ละ session ที่บริษัทส่งไป
นี่น่าจะเป็น "จังหวะ" ที่เราได้ใช้มือเขียนตัวอักษร เป็นแบบ Writing จริงๆ
ซึ่ง .. จริงๆแล้ว เราเป็นคนชอบเขียนมาก เพราะมันมีเวลาได้ "คิด ตรึกตรอง กลั่นกรอง แก้ไข" ให้ถี่ถ้วนระดับนึง .. ก่อนจะนำ messages บางอย่างนั้น "สื่อสาร" ออกไปยังผู้รับ
ยกตัวอย่าง I) เขียนหนังสือ ช่วง " short notes ก่อนสอบ"
- ประโยชน์แบบไวไว 1 : จะได้เป็นการทบทวนเนื้อหาหลักทั้งหมด
- ประโยชน์แบบไวไว 2 : notes ทั้งหมดที่เราสรุป นอกจากเป็นประโยชน์กับตัวเราแล้ว ยังใช้ติวหนังสือให้เพื่อนอีกนะเว้ยเห้ย (ใจดี สปอร์ต พึ่งได้ แฮร่ !)
II) เขียนหนังสือ ช่วง "สรุปสาระสำคัญจากการประชุมแต่ละ projects"
- ประโยชน์แบบไวไว 1 : ไม่ลืมคำสั่งนาย แฮร่ !! (เพราะต้องจดว่า นายอยากได้อะไร จะได้เอาไปนั่งหาข้อมูล วิเคราะห์ แล้วส่งงาน)
- ประโยชน์แบบไวไว 2 : เอามานั่งถกกับทีมเพื่อนบ้านที่เกี่ยวข้อง เช่น ฝ่ายกฎหมาย ฝ่ายบัญชี ฝ่ายงานโครงการ ฝ่ายวิศวะ ฯลฯ (เพราะเป็นแขนงที่ต้องใช้ domain expert มา confirm สิ่งที่ต้องเตรียม)
เปลี่ยนถ่ายสู่การพิมพ์ (Typing)
จริงๆแล้ว Typing คือแทบจะเป็นศาสตร์ช่วงแรกๆที่เราสามารถทำได้ดี เพราะเราดันเป็น "เด็ก" ที่
- เรียนวิชาพิมพ์ดีด : คำที่ชอบมากคือ "ปัดแคร่" (ใครไม่ทัน ไป google นะจ๊ะ)
- เรียน Word จุฬา, Lotus123 : เป็นการเปิดโลกรู้จักคอมพิวเตอร์เป็นครั้งแรก
- ใช้แผ่น Floppy Disk : มีทั้งรุ่นแผ่นอ่อน กับ รุ่นแผ่นใส่เล็กแบบ Drive A:
- เกิดยุค ICQ, Pirch98 : ยุคที่ต่อ modem โดยการลุ้นเสียงโทรศัพท์บ้านว่า โทรติดหรือยัง connect หรือยัง
- เริ่มรู้จัก Windows โดย version ที่รู้จักตอนนั้น คือ Windows 3.1 .. ถัดมาเป็น Windows 95
ที่กล่าวมาทั้งหมด ก็คือ .. เป็นคนชอบ Typing นั่นเอง
อาจจะเป็นเพราะส่วนนึง "เป็นคนพูดจาไม่รู้เรื่อง" .. จึงชอบการ "สื่อสารด้วยการพิมพ์ (Typing)" เป็นพิเศษ
และ .. ที่ภูมิใจมาก คือ "พิมพ์สัมผัส" ตั้งแต่ยุคช่วงแรกๆ จนสามารถบอกเพื่อนในสมัยช่วงม.ต้นว่า "เธอๆ เอามาให้เราช่วยพิมพ์ได้นะ .. ชั้นชอบพิมพ์"
ป.ล. ในยุคนั้น ร้านรับจ้างพิมพ์เป็นที่รุ่งเรืองมาก เพราะส่วนนึงผู้คนยังไม่ได้อยากมีคอมพิวเตอร์ส่วนตัว จึงทำให้เวลาคุณครูสั่งให้ทำรายงานอะไรส่ง ก็จะไปหาร้านรับจ้างพิมพ์ + print + เข้าเล่มกระดูกงู
Writing via Typing [Part 2/x]
รอติดตาม @Partiecann ตอนต่อไปน้าาาา ป.ล. พิมพ์จนเมื่อยแล้วจ้า แหะๆ
Thank you!
![Cover image for Writing via Typing [Part 1/x]](/img/partiecann/mc0t01lq_kenny-eliason-EtH7EQgxD4A-unsplash.jpg)
Comments