ในโลกที่หมุนจนใจตามไม่ทัน เราอยู่ในยุคที่ข้อมูลทั่วโลกถูกเสิร์ฟถึงหน้าจอราวกับเกิดเรื่องที่หน้าปากซอย แต่ในความใกล้ชิดทางข้อมูลนั้นเรากลับรู้จักกันน้อยลง เราไม่มีวันรู้เลยว่าคนตรงหน้าเพิ่งผ่านพายุอะไรมาบ้าง เรื่องหนักใจที่เขาเก็บไว้หรือหยดน้ำตาที่เขาพยายามซ่อนข้างหลังจอภาพที่เราเห็น
หลายคนเลือกที่จะเงียบ ไม่ใช่เพราะไม่มีเรื่องจะพูด แต่เพราะในโลกที่ทุกคนอยากส่งเสียง กลับหาคนที่จะ รับฟังจริงๆได้ยากเหลือเกิน
ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) ไม่ใช่สิ่งที่มีมาแต่กำเนิดแต่ต้องสร้างผ่านปฏิสัมพันธ์ มันคือ ความตั้งใจ และ ทางเลือก ที่เราหยิบยื่นให้ผู้อื่น คือการพยายามมองด้วยตาคู่เดียวกับเขา ได้ยินในจังหวะเดียวกันกับเขา และรู้สึกในแบบที่เขากำลังเผชิญ (Put yourself in someone’s shoes) มันคือการเปิดพื้นที่ว่างให้เรื่องราวของใครอีกคนได้พรั่งพรูออกมา โดยไม่รีบตัดสิน ไม่รีบสอน แต่อยู่ให้เขารับรู้ว่า เขาไม่ได้เผชิญเรื่องนี้อยู่ลำพัง
บทเรียนจากโลกของเด็ก ภาพสะท้อนที่มาจากภาพวาดในโรงเรียนที่ฉันเคยทำงาน เมื่อพวกเขาได้รับโจทย์ Empathy
♡ การเรียนรู้ที่จะยอมรับ: เด็กบางคนวาดภาพการ์ตูน มีบทสนทนา มีความเข้าใจผิด แต่จบลงด้วยคำว่า let’s be friend เพียงเพราะเขาลองหยุด และคิดถึงใจของอีกฝ่าย
♡ การแบ่งพื้นที่: เด็กบางคนวาดรูปคนสองคนยืนตากฝนใต้ร่มคันเดียวกัน
♡ การทดลองเป็นผู้อื่น: บางคนวาดรูปรองเท้า และการสลับรองเท้ากันใส่ แล้วเขียนว่า “try to walk in each other’s shoes!”
ความเห็นอกเห็นใจไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่มันถูกสร้างขึ้นตั้งแต่วัยแบเบาะผ่านปฏิสัมพันธ์ที่ละเอียดอ่อนกับพ่อแม่ จากวันที่เด็กรู้สึกว่าตัวเองและพ่อแม่คือคนๆเดียวกัน จนเมื่ออายุ 8-9เดือน เขาจะเริ่มแยกตัวเองออกมาได้ เขาเริ่มเรียนรู้ที่จะ “อ่าน”และ “ตอบสนอง” ต่ออารมณ์ ยิ้มตามเมื่อเห็นพ่อแม่ยิ้ม บึ้งตึงเมื่อเห็นความกังวล ความผูกพันธ์ทางอารมณ์ที่ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆนี้เอง คือ พื้นฐานสำคัญของความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น
ฉันเรียนรู้ที่จะสื่อสารด้วยความอ่อนโยน รับฟังอย่างไม่ตัดสิน และยกความรู้สึกของคนอื่นขึ้นมาเป็นที่หนึ่ง เพราะเข้าใจดีว่าเขาผ่านเรื่องหนักๆมา แต่ก็น่าแปลกที่เมื่อถึงคราวของตัวเอง ความเห็นอกเห็นใจที่สร้างมานั้นกลับไม่เคยตกมาถึงตัวเองเลย
ฉันกลับเผลอสร้าง "ศาลและกระบวนการยุติธรรม" ขึ้นในหัวเพื่อตัดสินทุกความผิดพลาดของตัวเอง ฉันคิดว่าฉันส่งมอบความรักให้ผู้อื่นได้ง่ายดาย แต่กลับหลงลืมที่จะมอบพื้นที่นั้นให้กับตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่า
ในวันนี้ฉันกำลังเรียนรู้ที่จะเปลี่ยน "เสียงบ่นก่นด่า" เป็น "พื้นที่รับฟัง" ให้กับตัวเองเหมือนที่เคยทำให้คนอื่น เปลี่ยนจากการยัดเยียดความถูกผิด เป็นการยอมรับทุกอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นตามจริง และให้คุณค่ากับมัน
มุมมองที่เราใช้มองโลก อาจจะค่อยๆ หล่อหลอมชีวิตเราก็จริง แต่การมองเห็น "ตัวเอง" ในมุมมองเหล่านั้นด้วย คือ สิ่งที่ทำให้ฉันเติบโตจากภายใน คือความรักเทรดลงไปให้กับใจตัวเอง (ᴗ͈ˬᴗ͈)ꕤ.゚

Comments