แม้จะอยู่ในห้องที่เต็มไปด้วยผู้คนมากมาย ความเหงาก็ยังอาจมาแวะเวียนได้เสมอ สิ่งนี้ทำให้ฉันเข้าใจว่า ความเหงาไม่ได้วัดจากจำนวนผู้คน แต่มันคือสภาวะข้างในที่ตัวเราขาดการเชื่อมต่อกับตัวเอง คือช่วงเวลาที่เรามองไม่เห็นการมีอยู่ของตัวเอง พื้นที่โล่งตรงนั้นเป็นพื้นที่ที่ความเหงาก็ค่อยๆก่อตัวขึ้นมา ได้ไม่ยากนัก
สาววัยสามสิบที่มีการใช้ชีวิตอยู่คนเดียวเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ไม่เคยคิดมาก่อน เห็นภาพในแบบที่ถูกสังคมหล่อหลอมนั่นแหละ ว่าโตแล้วต้องแต่งงานมีครอบครัว ยี่สิบห้าต้องแต่งงานสามสิบนี่มีลูกสองได้แล้ว ตัดภาพมาที่ชีวิตจริงไม่ใช่อย่างที่สมัยก่อนเค้าเป็นกันเลย ก็จะให้ทำยังไงในเมื่อที่ผ่านมาฉันก็ไม่ใช่คนที่ประสบความสำเร็จเรื่องความรักขนาดนั้นเลย แต่จริงๆแล้วนะ การใช้ชีวิตอยู่คนเดียวก็ไม่ใช่เรื่องแย่ซะหน่อย
ฉันเริ่มสนิทใจกับการอยู่ลำพังอย่างเงียบๆ ในวัยนี้ แม้ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่อยู่เหมือนกัน หลายครั้งที่ฉันนึกถึงชีวิตในวัยเด็กที่ชีวิตถูกรายล้อมไปด้วยเพื่อน เสียงพูดคุย เสียงหัวเราะ เสียงครูบ่น ตั้งแต่เช้าจรดเย็น เลิกเรียนก็เจอเพื่อน เสาร์อาทิตย์ก็เจอเพื่อน แทบไม่มีเวลาให้อยู่คนเดียวเลย ต่างจากรสชาติของการเป็นผู้ใหญ่โดยสิ้นเชิง รสชาติของการอยู่คนเดียวมันออกจะขมซะหน่อยในตอนแรก แต่ก็เหมือนกาแฟที่ตอนเด็กๆกินแล้วหลับตาเพราะขมปี๋ ตอนนี้กลายเป็นรสชาติหอมหวานที่ขาดไม่ได้ ซะแล้ว การทำอะไรคนเดียว กินข้าวคนเดียว ดูหนังคนเดียว ใช้ชีวิตคนเดียวไม่ใช่โศกนาฎกรรม แม้สายตาและเสียงตัดสินจากคนรอบข้างจะพยายามนิยามว่ามันคือความน่าสงสาร
แต่สำหรับฉัน มุมมองที่มีต่อเรื่องนี้ มันเปลี่ยนไปแล้ว ฉันเอนจอยกับตัวเองมากขึ้น เรียกว่ากำลังฝึกกล้ามเนื้อแห่งการเป็นเพื่อนกับตัวเองให้แข็งแรงขึ้นในทุกวัน ด้วยความที่อยากจะรู้จักตัวเองมากขึ้นอีกนิด อะไรที่ทำให้ฉันรู้สึกสนุก อะไรที่ทำให้ฉันหัวเราะ เรื่องไหนที่ทำให้ฉันโกรธ หวั่นไหว เสียใจ และอะไรคือสิ่งที่ฉันรักจริงๆ มันสนุกที่ได้เรียนเรื่องนี้ในชีวิตมนุษย์
แต่ละคนมีเรื่องที่ทำให้รู้สึกต่างกัน ฉันรักในความต่างและน่าค้นหานี้
ฉันค่อยๆรู้จักตัวเองมากขึ้น ผ่านการเขียน เขียนแบบถูๆไถๆ เขียนไปไม่หยุดมือ มีprompt อะไรมาให้ก็เขียนไปเรื่อยๆ จนฉันค้นพบตัวเองในหลายๆมิติที่ไม่เคยพบมาก่อน
ผู้คนผ่านเข้ามาแล้วก็จากไป ไม่ว่าจะเป็นคนใกล้ชิดหรือเพื่อนสนิท ทุกอย่างล้วนเปลี่ยนแปลง เหมือนโลกที่หมุนไปข้างหน้าไม่มีวันหยุด ในอดีตทุกการจากลา ทิ้งบาดแผลให้ฉันเสมอ ฉันเคยพยายามยื้อทุกอย่างไว้ให้เป็นเหมือนเดิมและเคยเผลอคิดไปว่าการหายไปของใครบางคนคือหลักฐานว่าตัวฉันไม่ดีพอ
ฉันพยายามป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียจนเหนื่อยล้า แต่ตอนนี้ฉันรู้สึกเบาและสบายขึ้น เมื่อเรียนรู้ที่จะปล่อยสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ให้มันเป็นไปตามทางของมัน
ความว่างเปล่าที่เคยมีนั้นอาจเป็นเพราะฉันเคยใช้การมีอยู่ของคนอื่นมาถม หลุมในใจ เพราะมันง่ายกว่าการเผชิญหน้ากับความเหงาเพียงลำพัง ตอบรับอะไรง่ายๆหรือใช้ความอดทนเข้าสู้เพียงเพราะไม่อยากอยู่คนเดียว ทนอยู่ในความสัมพันธ์ที่ไม่ได้หล่อเลี้ยงใจมากนักเพียงเพราะไม่ต้องการรู้สึกว่าถูกทิ้งหรือรู้สึกผิดที่ต้องเป็นคนจากไป
การทำอะไรคนเดียว มันจะดูยากในช่วงแรกและมันจะมีช่วงแรกในทุกๆกิจกรรมที่ทำนั่นแหละ เหมือนในวันนี้ที่ฉันนั่งลังเลอยู่ที่หน้าสตูปีนผา ความกังวลและประหม่าจู่โจมจนเกือบจะถอยหลังกลับเพราะอายที่จะต้องเดินเข้าไปคนเดียว เล่นคนเดียว เดินออกมาง่ายกว่า รอมากับเพื่อนวันอื่นดีกว่า แต่สุดท้ายฉันเลือกที่จะโอบกอดความประหม่านั้นไว้และจัดการมันด้วยการเดินเข้าไป ฉันพาตัวเองเดินสำรวจโลกใบเดิมในมุมใหม่ ฉันพบว่าการรับรู้ถึงการมีอยู่ของตัวเองนั้นชัดเจนที่สุดในวินาทีที่ตัดสินใจทำสิ่งที่อยากทำ
ในสตูแห่งนั้นฉันไม่ได้โดดเดี่ยวอย่างที่สมองพยายามหลอก หลายคนที่มาที่นี่คนเดียวเหมือนกัน เราทักทายกันผ่านบทสนทนาที่เรียบง่าย อย่างการที่ฉันบอกว่า “เล่นก่อนเลยค่ะ” และ ได้รับรอยยิ้มตอบกลับมาว่า “แปปเดียวเดี๋ยวก็ตกแล้วค่ะ” ในที่ใหม่แห่งนั้น แปลกดีที่ เสียงรบกวน ในหัวที่เคยดัง กลับเงียบสนิท เหลือเพียงความสบายใจที่ได้ออกสำรวจและเล่นในสิ่งที่อยากจะเล่น เสียงของฉันดังและชัดเจนขึ้นอีกหน่อยแล้ว
ชีวิตจะยังคงเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ผู้คนเข้ามาและจากไป การพบกันอาจเป็นของขวัญ ของปัจจุบันที่มีวันหมดอายุได้ แต่มีความสัมพันธ์หนึ่งที่การันตีได้ว่าจะอยู่กับตัวเเราไปตลอด นั่นคือความสัมพันธ์ที่เรามีต่อตัวเอง
การกลับมาฟังเสียงข้างในใจ โอบรับไม่ว่าความเป็นเรานั้นจะเป็นอย่างไร จึงเหมือนเป็นการพาตัวเองกลับบ้าน บ้านที่อบอุ่น บ้านที่ได้เป็นตัวเอง และบ้านที่จะอยู่กับเราไปตลอด ₊˚⊹♡

Comments