เพราะชีวิต… ยังมีอะไรที่รอเราอยู่ในวันพรุ่งนี้เสมอ หลายคน เมื่อพบเจอปัญหาหรืออุปสรรคอะไรบางอย่างที่เข้ามากระทบกับชีวิต หรือจิตใจของเรามักจะทำให้เราเกิดอาการสับสน งุนงง กังวล คิดมาก จนทำให้หลายครั้งไม่กล้าตัดสินใจลงมือทำอะไรบางอย่าง รวมไปถึงลดทอนคุณค่าและความมั่นใจของของตัวเองลง ซึ่งนั่นไม่ใช่สิ่งที่ดีกับชีวิตสักเท่าไหร่ แต่มันเป็นเรื่องปกติที่เราจะพบเจอสถานการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ได้ในการใช้ชีวิต เราเลยต้องหยุด ตั้งสติและใช้ความคิดทบทวนกับสิ่งที่เกิดขึ้นในหลายๆ ครั้ง หลายครั้งที่คิดแก้ปัญหาออกก็ดีไป แต่หลายครั้งก็แก้ปัญหาไม่ได้คิดไม่ค่อยออก และทำให้เรารู้สึกกังวลมากขึ้นกว่าเดิมอีกด้วยซ้ำไป แต่ไม่เป็นไรนะ… ขอแค่เราตั้งสติ อยู่กับตัวเองแบบสงบ นิ่งๆ ซักพัก ให้เวลาได้ทำหน้าที่ของมัน ความวิตกกังวลที่เรามีมันจะค่อยๆ ลดน้อยลง 7 ข้อคิดจากหนังสือ The Life That’s Waiting โดย Brianna Wiest

  1. ชีวิตที่เรารออยู่ มักถูกขัดขวางด้วยความกลัวของเราเอง สิ่งที่เราต้องการจริง ๆ มักอยู่หลัง “ความกลัว” เช่น กลัวล้มเหลว กลัวไม่เก่งพอ ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราจะเกิดความรู้สึกแบบนี้ แต่มันคงจะดี หากเราเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น และควบคุมความคิดของเรา เพราะมันเป็นสิ่งที่อยู่ภายใต้ควบคุมของตัวเราแบบ 100% ถามตัวเอง “สิ่งที่ฉันกลัวที่สุดตอนนี้ คือสิ่งที่ฉันควรทำหรือไม่?” ถ้าใช่ เราจะทำยังไงให้ความกลัวของเราน้อยลง เราจะรับมือกับมันยังไงให้ดีขึ้น ถ้าไม่ใช่ จริงๆไม่ใช่เรื่องที่เราต้องกังวลหรือกลัวเลย
  2. คุณไม่ได้ต้องการชีวิตใหม่ แต่ต้องการ “มุมมองใหม่” ปัญหาเดิม ๆ มักไม่ใช่สถานการณ์ แต่คือ “วิธีตีความ” และคนส่วนใหญ่ก็มักจะตีความเรื่องราวที่เกิดขึ้นตามประสบการณ์ในอดีตที่เราเคยประสบพบเจอ เวลาเราเจอปัญหาและแก้ปัญหาโดยวิธีการเดิมๆหรือมุมมองเดิมๆ ผลลัพธ์มันก็อาจจะไม่ได้แตกต่างไปจากเดิม เราแค่ต้องเปลี่ยนวิธีคิด มองโลกในมุมที่แตกต่างออกไป เพื่อที่จะได้เห็นวิธีในการแก้ไขในมิติอื่นบ้าง เปลี่ยนคำถามจาก “ทำไมฉันเจอแต่เรื่องแย่” เป็น “เรื่องนี้กำลังสอนอะไรฉัน?” เหตุการณ์เดียวกัน แต่ตั้งคำถามจากคนละมุมมอง ช่วยให้เราคิดต่อได้ ทำต่อได้ง่ายยิ่งขึ้น
  3. การเติบโตที่แท้จริง = การยอมรับตัวเอง (ไม่ใช่การแก้ไขตัวเองตลอดเวลา) เราไม่จำเป็นต้อง “สมบูรณ์แบบก่อน” ถึงจะเริ่มลงมือทำ เพราะโลกนี้อาจจะไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบขนาดนั้น และถ้าเรามัวแต่รอความสมบูรณ์แบบให้เกิดขึ้นก่อน เราอาจจะไม่ได้เริ่มลงมือทำอะไรซักอย่างในการลองผิดลองถูก ในการได้เรียนรู้และก้าวไปข้างหน้า ความไม่พร้อมทำให้เราเกิดความกลัว และทำให้เราไม่กล้าตัดสินใจอะไร แต่เอาจริงๆมันอาจจะเวลาที่เราพร้อมสำหรับทุกเรื่อง เพราะฉะนั้น เลิกคิดว่า “ต้องพร้อมก่อน” ลองเริ่มต้นทั้งที่ยังไม่พร้อม แล้วค่อยๆ เรียนรู้และเก็บประสบการณ์ระหว่างทางไปได้นะ
  4. ความเจ็บปวดที่คุณหลีกเลี่ยง คือสิ่งที่คุณต้องเผชิญเพื่อเติบโต สิ่งที่เราหนี = สิ่งที่ควบคุมชีวิตเรา เพราะมันคือสิ่งที่เราไม่กล้าลงมือเผชิญหน้า และเราก็จะหลบหนีมันไปเรื่อยๆ ไม่สามารถก้าวข้ามปัญหาเหล่านั้นได้ ลองเขียน list สิ่งที่คุณเลี่ยงอยู่ (เช่น งานยาก ความสัมพันธ์ที่มีปัญหา) แล้วเลือก 1 อย่าง ออกมา “เผชิญแบบมีแผน”
  5. คุณไม่ต้องรู้ทั้งหมด แค่รู้ “ก้าวถัดไป” ก็พอ ความไม่แน่นอนเป็นเรื่องปกติของชีวิต เพราะไม่มีใครรู้อนาคตว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น สิ่งที่แน่นอน และเป็นสิ่งที่เราควรให้ความสำคัญมากกว่าคือปัจจุบัน ไม่ต้องคิดมากไปเสียทุกเรื่อง มีสติและอยู่กับปัจจุบัน แค่ทำปัจจุบันให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ เพื่อให้วันพรุ่งนี้ดีกว่าเดิม
  6. การเปลี่ยนแปลงชีวิตไม่ได้เกิดจากแรงบันดาลใจ แต่เกิดจาก “ระบบ” แรงฮึดมีวันหมด แต่ระบบทำให้เราสม่ำเสมอ การจะทำให้ประสบความสำเร็จอย่าลืมคิดถึงการสร้างระบบ ให้มันทำงานได้อย่างมีแบบแผน ให้มันสามารถทำงานได้โดยลดความผิดพลาดลง และเราควรสร้างนิสัยใหม่ของเราให้ผูกเข้ากับระบบ เพื่อที่เราจะได้ทำมันได้อย่างอัตโนมัติไม่ติดขัด เช่นการอ่านหนังสือ หลายคนอ่านหนังสือไม่จบ ผมก็เคยเป็นแบบนั้นเหมือนกัน ตอนนี้แค่ตั้งเป้าว่าจะอ่านหนังสือให้จบเล่ม สรุปให้ได้วันละเล่ม แล้ววางแผน สร้างรูปแบบการจดสรุป การทำสไลด์ แบบง่ายๆ และลองทำให้คุ้นชิน พอเป็นระบบก็ทำได้เร็วขึ้นเยอะเลย แถมได้ฝึกวินัยไปด้วยในตัว
  7. ชีวิตที่คุณต้องการ จะเกิดขึ้นเมื่อคุณ “เลิกเป็นคนเดิม” ผลลัพธ์ใหม่ ต้องมาจาก “ตัวตนใหม่” (identity shift) อย่าอยากเป็นคนใหม่แต่ไม่เคยคิดที่จะเปลี่ยนแปลงนิสัยเดิมๆ เราต้องเริ่มหันกลับมาให้ความสำคัญกับตัวเราในปัจจุบัน มีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าอยากจะพัฒนาอะไร วางแผนในการพัฒนาสิ่งนั้นและลงมือทำด้วยเพื่อสร้างตัวตนใหม่ขึ้นมา อย่ามัวแต่ฝันแต่ไม่ลงมือทำอะไรซักอย่าง โลกมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้นแล้วมันไม่มีทางเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นคนใหม่ได้