#. บทความนี้รีรันจากหน้าเพจ อาจมีบางเรื่องที่ไม่ได้อัปเดตให้เป็นปัจจุบันนะครับ
ในยุคที่ข่าวสารวิ่งเร็วกว่าแสง หนึ่งในสิ่งที่เกมเมอร์เฝ้ารอคอยคือการประกาศเปิดตัวเกมใหม่สุดว้าว หรือภาคต่อของซีรีส์สุดรัก ไม่ว่าจะเป็นข่าวจากงานเล็ก งานใหญ่ หรือข้อมูลหลุดจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้บ้างไม่ได้บ้าง ต่างก็สร้างกระแสได้อย่างล้นหลามทั่วโซเชียล จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ค่ายเกมมักจะปล่อยเทรลเลอร์เวอร์วัง โชว์พลังกราฟิกและเพลงประกอบชวนขนลุก จากนั้นก็…..หาย
ใช่ครับ หายเข้ากลีบเมฆไปเลย ปีแล้วปีเล่าไม่มีข่าวคราว เกมไม่เข้า beta ไม่ขึ้น store ที่เจ็บใจคือบางเกมทางค่ายไม่พูดถึงด้วยซ้ำ ทั้งที่ตัวเองยังโปรโมตเกมใหม่ที่เปิดตัวทีหลังแท้ ๆ ความรู้สึกของผู้เล่นหลายคนจึงเปลี่ยนจากไฮป์ กลายเป็นเฮ้อ บางเกมก็วางจำหน่ายจริงหลังเปิดตัวไปหลายปีมาก ๆ ซึ่งพอวางจำหน่ายคนก็เลิกสนใจไปแล้ว แถมบางเกมออกมาไม่ตรงที่โม้ไว้ตอนแรกด้วยซ้ำ โดนถล่มยับไปอีก
ปรากฏการณ์ประกาศเปิดตัวก่อนจะพร้อม กลายเป็นส่วนหนึ่งในวัฒนธรรมเกมมาระยะหนึ่ง แต่คำถามที่ผู้เล่นอยากรู้คือ — ทำไมค่ายเกมถึงประกาศอะไรที่ยังไม่พร้อม? พวกเขาคิดอะไรอยู่? มันคือกลยุทธ์ทางการตลาด? เอาใจนายทุน? หรือจริง ๆ แล้วมันคือเกมลวงโลกตั้งแต่แรก?
บทความนี้เราจะพาคุณเจาะลึกทุกมิติของปรากฏการณ์ Vaporware Game (เกมที่หายไปหรือหยุดพัฒนา) รวมไปถึงเกมที่ใช้เวลาพัฒนานานเหลือเกินกว่าจะได้วางจำหน่าย ตั้งแต่ที่มา พัฒนาการ และผลกระทบ ไปจนถึงรายชื่อเกมที่กลายเป็นเหมือนตำนานในหมวดรอแล้วรออีก ที่ตอนนี้เชื่อว่าหลายคนคงจะลืมไปแล้วว่าเคยมีสิ่งนี้อยู่บนโลก
ถ้าพร้อมแล้วตามพวกเรา NOLiFE ไปดูกันเลยครับ บอกเลยว่ามันส์ ๆ (ค่ายเกมอย่าเพิ่งฟ้องผมนะค้าบ)
I. จุดเริ่มต้นของการประกาศเกมล่วงหน้า
ยุคทองของ E3 และอีเวนต์เกม
ก่อนเข้าสู่ยุคของสื่อโซเชียลและ YouTube การประกาศเกมใหม่มักจะถูกจัดในงานใหญ่ปีละครั้ง เช่น Electronic Entertainment Expo (E3) ซึ่งเริ่มต้นในปี 1995 โดยบริษัทอย่าง Sony, Nintendo และ Microsoft ต่างแข่งขันกันโชว์ของที่ยังพัฒนาไม่เสร็จ แต่มีเดโมและภาพจริงให้เล่นจริง ในยุค 2000s การประกาศเกมส่วนใหญ่มักอยู่ในช่วง 6–18 เดือนก่อนเกมวางจำหน่าย ตัวอย่างเช่น
Resident Evil 4 (2005) เริ่มโปรเจกต์ตั้งแต่ปี 1999 แต่มีเดโดเปิดตัวในงาน E3 2003 แต่น่าจะเป็นเกมหนึ่งที่โดนรื้ออยู่หลายรอบ ทำให้มีตัวโปรโตไทป์อย่างน้อย 4 เวอร์ชันที่ต่างกัน จนสุดท้ายต้องให้ชินจิ มิคามิกลับมากำกับเอง จนคลอดออกมาได้ในปี 2005
Final Fantasy X (2001) ข้อมูลบอกว่าเริ่มพัฒนาปี 1999 และเปิดเผยเกมเพลย์จริงและตัวละครในปี 2000
และเกมอื่น ๆ ที่อยู่ในช่วงปลายปี 90s จนถึงต้นยุค 2000s ส่วนมากก็จะใช้เวลาราว ๆ นี้ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะในยุคนั้นเทคโนโลยียังไม่ก้าวกระโดด และทำอะไรไม่ได้มากนัก อย่างไรก็ตามยังมีหลายเกมในยุคนี้ที่ยังคงวางจำหน่ายเกมในช่วง 1-2 ปีหลังประกาศเปิดตัวอยู่ แต่ส่วนมากก็มักจะมาแบบเงียบ ๆ ไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร
เปลี่ยนผ่านสู่ยุคประกาศก่อนค่อยว่ากัน
ภายหลังปี 2010 เป็นต้นมา การเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค เทคโนโลยีใหม่ ๆ และการเติบโตของแพลตฟอร์มระดมทุน ทำให้ค่ายเกมเริ่ม “โชว์ก่อน ทำทีหลัง” หรือแม้กระทั่ง “ทำแค่เทรลเลอร์ไว้ก่อน” แล้วค่อยพัฒนาเกมจริงตามทีหลัง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดที่หลายคนน่าจะยังไม่ลืมก็คือ Anthem จากค่าย EA นั่นเอง
Anthem เริ่มต้นแนวคิดตั้งแต่ปี 2012 ในชื่อ Beyond ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็น Anthem ในภายหลัง โดยจุดเริ่มต้นของความไฮป์คือการเปิดตัวในงาน E3 2017 ด้วยตัวอย่างเกมสุดอลังการ นำเสนอโลกกว้างใหญ่ การบินแบบไร้รอยต่อ พร้อมกราฟิกล้ำยุค ทำเอาเกมเมอร์หลายคนอ้าปากค้าง…..รวมไปถึงนักพัฒนาเช่นกัน
เพราะขนาดนักพัฒนายังเพิ่งรู้ว่า ไอเกมที่ตูกำลังทำเนี่ย มันจะออกมาแบบนี้เหรอวะ!? ก็ไม่แปลกที่เกมจะออกมาเละไม่เป็นสับปะรดในปี 2019 โดยปัญหาหลัก ๆ ก็คือ ทีมพัฒนาไม่เห็นภาพเดียวกัน ไม่เข้าใจว่ามันจะเป็นเกมอะไรกันแน่ การรื้อกลางทางหลายครั้ง แถม Frostbite Engine ยังไม่เหมาะกับการพัฒนาเกมแนวนี้ ซ้ำร้ายระบบการจัดการภายในยังแย่มาก ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ได้รับการเปิดเผยในบมความของคุณ Jason Schreier บนเว็บไซต์ Kotaku ใครอยากอ่านเดี๋ยวเราทิ้งลิงก์ไว้ในอ้างอิงครับ
II. เหตุผลเบื้องหลัง: การประกาศก่อนเวลาอันควร
แย่งซีน สร้างไฮป์ ล็อกพื้นที่สื่อ
หนึ่งในเหตุผลหลักของการประกาศเกมล่วงหน้า คือการชิงพื้นที่สื่อ โดยเฉพาะช่วงเทศกาลเกมประจำปีอย่าง E3, The Game Awards หรือ Summer Game Fest ซึ่งการได้โชว์ชื่อหรือเทรลเลอร์ในช่วงงานสำคัญคือโอกาสทองในการเข้าสายตาผู้คนนับล้าน แม้เกมจะยังไม่เสร็จหรือยังไม่เริ่มพัฒนาเต็มตัวเลยด้วยซ้ำ ตัวอย่างเช่น
DokeV ตัวอย่างแรกออกมาสร้างกระแสฮือฮาบนโลกอินเทอร์เน็ต ด้วยความแปลกใหม่ ความสดใสและน่ารักของตัวละคร กลายเป็นเกมที่หลายคนรอคอย ยอดวิวขึ้นหลักล้านในเวลาไม่นาน ก่อนจะหายเงียบไป 2 ปี กลับมาพร้อมตัวอย่างเกมเพลย์และ MV แน่นอนว่าดังเปรี้ยงปร้างเหมือนเดิม และหายเงียบไปไม่กลับมาอีกเลยจนถึงปัจจุบัน แต่บ้างก็ว่าเพราะทีมงานถูกเกณฑ์ไปทำเกม Crimson Desert เกมสปินออฟจาก MMORPG ชื่อดังอย่าง Black Desert นั่นเอง
Everwild (Rare / Xbox Studios) โชว์เทรลเลอร์แรกในปี 2019 และหายไป 2 ปีเต็ม ก่อนจะรีบูตโปรเจกต์ใหม่ในปี 2022 เพราะทีมไม่รู้ว่าเกมจะเล่นยังไง! ซึ่งตอนแรกวางไว้ว่าจะวางจำหน่ายในปี 2024 แต่ปัจจุบันหลายคนคาดว่ากว่าเกมจะออกอย่างน้อยก็ 2026
สร้างกระแส แล้วดูว่าควรพัฒนาต่อไหม
การใช้กลยุทธ์โยนหินถามทาง หรือ soft market validation ถือว่าไม่ใช่เรื่องแปลก โดยเฉพาะในยุคที่การสร้างเทรลเลอร์ CG ไม่ต้องใช้ต้นทุนสูงมาก หากโปรเจกต์ได้รับความสนใจ ก็เดินหน้าพัฒนาต่อ แต่ถ้ากระแสเงียบ ค่อยถอยไม่เสียหาย หรือบางค่ายก็อาจจะปรับแนวเกมใหม่ตามกระแสก่อนจะวางขายจริง
แรงกดดันจากผู้ถือหุ้นและนักลงทุน
หลายค่ายเกมเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ การเปิดเผย roadmap หรือไลน์อัปเกมล่วงหน้าเป็นเรื่องสำคัญต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน และรักษามูลค่าหุ้น โดยเฉพาะในช่วงที่บริษัทไม่มีเกมใหม่ใกล้เปิดตัว ตัวอย่างเช่น
CD Projekt ที่ประกาศ Cyberpunk 2077 ตั้งแต่ปี 2012 เพื่อแสดงอนาคตของค่ายให้ผู้ถือหุ้นเห็น ทั้งที่เกมเพิ่งเริ่มวางโครงเท่านั้นเอง
Skull and Bones ของ Ubisoft ประกาศตั้งแต่ปี 2017 สาเหตุหลักคือการพัฒนา Assassin’s Creed หยุดชะงัก และบริษัทต้องการโชว์โปรเจกต์ใหม่
ใช้ชื่อเกมเพื่อการตลาดทางอ้อม
บางค่ายใช้ชื่อเกมเพื่อสร้างสินค้าและบริการอื่น เช่น สินค้าแฟชั่น, อาร์ตบุ๊ก, หรือแม้แต่ซีรีส์แอนิเมชัน อย่างกรณีของ Beyond Good and Evil 2 ที่แม้เกมจะยังไม่ออก แต่มีแผนสร้างภาพยนตร์ร่วมกับ Netflix ตั้งแต่ปี 2020
III. แล้ว….มันมีเกมไหนบ้างล่ะที่พัฒนายาวนานจนเป็นเหมือน Vaporware?
หนึ่งในความผิดหวังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของนักเล่นเกมคือการที่เกมที่พวกเขาเคยตั้งตารอคอย กลับหายไปอย่างไร้ร่องรอยหลังจากถูกประกาศเปิดตัวอย่างเป็นทางการ หรือที่เจ็บใจกว่าคือนักพัฒนาเลือกที่จะไม่พูดถึงด้วยซ้ำ
มีตัวอย่างมากมายของเกมที่เคยสร้างความฮือฮา แต่สุดท้ายก็ไม่มีข่าวคราวเพิ่มเติม หรือถูกยกเลิกการพัฒนาไปอย่างเงียบเชียบ ตัวอย่างเช่น Agent เกมแนวสายลับยุคสงครามเย็นจาก Rockstar Games ที่ถูกประกาศตั้งแต่ปี 2009 แต่ก็ไม่เคยมีข้อมูลใหม่ๆ หรือวี่แววของการวางจำหน่าย หรือ Scalebound เกมแอ็กชัน RPG ที่มีมังกรเป็นคู่หูจาก PlatinumGames ซึ่งถูกยกเลิกการพัฒนาไปอย่างน่าเสียดาย รวมถึง Wild เกม Open World สุดทะเยอทะยานจาก Michel Ancel ผู้สร้าง Rayman ที่ดูเหมือนจะเข้าสู่ภาวะจำศีลไปแล้ว นอกจากนี้ยังมี Star Wars 1313 (ประกาศปี 2012) , Prey 2 (ประกาศปี 2011) , Silent Hills (ประกาศปี 2014) , Fable Legends (ประกาศปี 2013) , Deep Down (ประกาศปี 2013) , Beyond Good & Evil 2 (ประกาศปี 2008), Eight Days (ประกาศปี 2006) , The Getaway 3 (ประกาศปี 2005) , Wonder Woman (ประกาศปี 2021) , Slitterhead (ประกาศปี 2021) , Star Wars Eclipse (ประกาศปี 2021) , Judas (ประกาศปี 2022) , Earthblade (ประกาศปี 2022), inSane (ประกาศปี 2010) และ FEZ 2 (ประกาศปี 2013)
นอกเหนือจากเกมที่ประกาศแล้วหายไปอย่างไร้ร่องรอย ยังมีเกมอีกหลายเกมที่ยังคงมีการอัปเดตข่าวสารเป็นระยะๆ แต่กระบวนการพัฒนาเป็นไปอย่างล่าช้า จนผู้เล่นเริ่มตั้งคำถามถึงอนาคตของเกมเหล่านั้น
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ Beyond Good & Evil 2 ที่ถูกประกาศครั้งแรกในปี 2008 และยังคงอยู่ในระหว่างการพัฒนามาจนถึงปัจจุบัน แม้จะมีการปล่อยตัวอย่างและอัปเดตข้อมูลอยู่บ้าง แต่ระยะเวลาที่ยาวนานก็ทำให้ผู้เล่นหลายคนเริ่มหมดความอดทน
อีกหนึ่งตัวอย่างที่โดดเด่นคือ Star Citizen เกมจำลองการขับยานอวกาศแบบผู้เล่นหลายคน ซึ่งเริ่มต้นโครงการมาตั้งแต่ปี 2012 และยังคงอยู่ในช่วง Alpha แม้จะมีการระดมทุนจากผู้เล่นไปเป็นจำนวนมากจนโดนล้อว่าเป็นการสแกมครั้งใหญ่ที่สุดของโลก
หรือจะเป็น Pragmata จาก Capcom ที่เลื่อนแล้วเลื่อนอีกโดยที่ยังไม่มีข้อมูลระบบเกมหรือแนวทางการเล่นแม้แต่น้อย (อัปเดตล่าสุด 2026 เกมจะออกแล้วนะ)
นอกจากนี้ยังมี Chrono Odyssey ประกาศปี 2020, คาดว่าอาจจะเปิดให้บริการช่วง Q4 2025 อันที่จริงทาง x official มีการเคลื่อนไหวเป็นพัก ๆ เพียงแต่เรายังไม่ค่อยรู้รายละเอียดเกมเพลย์มากนัก DokeV ประกาศปี 2020, มีการคาดการณ์ไว้ว่าอาจจะเปิดให้บริการอย่างเร็วก็ปี 2027) และ Dead Island 2 (ประกาศปี 2014, วางจำหน่ายปี 2023) ตัวอย่างเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงช่วงเวลาการพัฒนาที่ยาวนานอย่างไม่น่าเชื่อ ซึ่งบางครั้งอาจเกินทศวรรษ
การรักษาความสนใจของผู้เล่นในช่วงการพัฒนาที่ยาวนานเป็นความท้าทายที่สำคัญ การอัปเดตเป็นระยะ ๆ สามารถช่วยรักษาความสนใจและป้องกันไม่ให้เกมถูกลืมเลือนไป อย่างไรก็ตาม การอัปเดตเหล่านี้จำเป็นต้องมีความสำคัญและน่าสนใจเพื่อให้ผู้เล่นยังคงมีส่วนร่วม การปล่อยข่าวสารอย่างต่อเนื่องในขณะที่เกมยังไม่พร้อมนั้นมีทั้งข้อดีและข้อเสีย
ข้อดีของการทำแบบนี้คือช่วยรักษาความสนใจของผู้เล่นและป้องกันไม่ให้เกมถูกลืมเลือนไป การอัปเดตข้อมูลยังช่วยให้ผู้เล่นรู้สึกว่าเกมยังคงอยู่ในระหว่างการพัฒนาและมีความคืบหน้า
อย่างไรก็ตาม ข้อเสียก็คือการที่เนื้อหาที่นำมาแสดงอาจยังไม่สมบูรณ์ หรืออาจมีการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ซึ่งอาจนำไปสู่ความผิดหวังได้ ยิ่งไปกว่านั้น การรอคอยที่ยาวนานโดยไม่มีกำหนดวางจำหน่ายที่ชัดเจน อาจทำให้ผู้เล่นเกิดความเบื่อหน่ายและหมดความสนใจในที่สุด
IV. ผลกระทบต่อวงการและปัญหาที่มากับการประกาศก่อน
ความคาดหวังที่ลดลงและพฤติกรรมไม่เชื่อจนกว่าจะได้เล่น
เกมเมอร์เริ่มไม่เชื่อคำโปรยหรือเทรลเลอร์อีกต่อไป หลายคนใช้คำว่า I'll believe it when it's in my hands. เพราะเคยถูกหลอกด้วยกราฟิกที่เกินจริง หรือเกมเพลย์ที่เปลี่ยนจากเทรลเลอร์โดยสิ้นเชิง
เสียภาพลักษณ์และความเชื่อถือจากชุมชน
เมื่อเกมเมอร์รู้สึกว่าถูกหลอกให้รอ ความเชื่อมั่นในแบรนด์ก็ลดลงอย่างรุนแรง ค่ายเกมที่ประกาศเกมแต่พัฒนาไม่ต่อเนื่อง มักโดนตั้งข้อสงสัยเรื่องการบริหารและความโปร่งใส เช่น Ubisoft ถูกวิจารณ์หนักเรื่อง Skull and Bones ที่ใช้เวลาพัฒนาเกิน 6 ปี และเปลี่ยนแนวเกมหลายรอบ
แต่ก็อาจจะมีกรณีที่เรียกได้ว่าเหมือนปาฏิหาริย์อย่าง No Man’s Sky ที่ตอนแรกถูกด่าเละ แต่สุดท้ายแก้มือสำเร็จด้วยการอัปเดตไม่หยุดหลายปีจนกู้ชื่อเสียงกลับมาได้
เสี่ยงต่อปัญหาภายในทีม burnout, รีบูต, หรือยุบโปรเจกต์
บางครั้งการประกาศก่อนสร้างโครงเกมจริง อาจทำให้ทีมพัฒนาแบกรับความคาดหวังมากเกินไป และนำไปสู่ความขัดแย้งภายใน เช่นทีมงานลาออก, ความกดดันจากผู้บริหาร, หรือโปรเจกต์ถูกยุบกลางคันซึ่งมีให้เห็นมาเยอะแล้วดังรายชื่อเกมก่อนหน้านี้
V. เรื่องนี้มีทางออกจริงหรือ?
การประกาศเกมแบบ Transparent Development
โมเดลใหม่ของบางค่าย เช่น Larian Studios (Baldur’s Gate 3) คือการประกาศเกมพร้อมเปิดเผย roadmap พัฒนา, แผนการอัปเดต และ timeline อย่างชัดเจน ทำให้เกมเมอร์มีความเชื่อมั่นมากขึ้นแม้ต้องรอนาน
เกมที่ประกาศแบบเงียบ ๆ แต่ประสบความสำเร็จ
The First Berserker: Khazan ประกาศเปิดตัวครั้งแรกในงาน Gamescom เดือนสิงหาคม 2024 วางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 27 มีนาคม 2025 โดยเกมเป็นแนว Action RPG Souls-like ซึ่งเกมปล่อยออกมาก็ได้รับคะแนนรีวิวในแง่บวกเป็นอย่างมาก และแฟนเกม Souls-like หลายคนก็ยกให้เป็นหนึ่งในเกมแนวนี้ที่ดีที่สุดไปแล้ว
Hi-Fi Rush เปิดตัวและวางขายในวันเดียวกันในงาน Xbox & Bethesda Developer Direct เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2023 ใช่ครับ มันมีคนบ้าที่กล้าทำอะไรแบบนี้จริง ๆ ซึ่งหลังจากนั้นก็กลายเป็นไวรัลทันที ได้รับเสียงชื่นชมอย่างล้นหลาม และคว้าไปได้หลายรางวัล เรียกได้ว่าเป็นม้ามืดสุด ๆ
Apex Legends ประกาศเปิดตัว 4 กุมภาพันธ์ 2019 และเปิดให้เล่นในวันเดียวกัน ซึ่งเกมนี้เราคงไม่ต้องพูดถึงแล้วว่ามันเป็นยังไง
Vampire Survivors ปล่อยเกมบน itch.io แบบไร้การโปรโมต เข้าสู่ Steam Early Access ในปลายปี 2021 และกลายเป็นเกมที่ได้รับการบอกต่อแบบปากต่อปากมากที่สุด จนช่วงหลังเราได้เห็นแนวเดียวกันนี้แต่เปลี่ยนธีมออกมาเยอะแยะมากมาย
Metroid Prime Remastered (2023) Nintendo ประกาศรีมาสเตอร์เกมคลาสสิกนี้ในงาน Nintendo Direct และวางจำหน่ายเวอร์ชันดิจิทัลบน Nintendo eShop ทันทีหลังจบงาน ได้รับคำชมอย่างท่วมท้นในด้านคุณภาพการปรับปรุง และขายดีมาก
Undertale ประกาศผ่าน Kickstarter แบบ low profile ในปี 2013 ปล่อยจริง 2015 และกลายเป็นอีกเกมในใจของใครหลายคนจนถึงทุกวันนี้
Hades เปิด Early Access แบบ soft launch ปี 2018 ผ่าน Epic Games Store แม้จะเปิดตัวแบบไม่หวือหวา แต่ได้รับความสนใจจากการอัปเดตเนื้อหาเรื่อย ๆ และคุณภาพงานที่ดีมาก จนได้รับรางวัล Best Indie Game และ Game of the Year จากหลายสื่อในปี 2020
เอาจริง ๆ มันยังมีอีกเยอะมาก ๆ แต่ที่จะสื่อก็คือ ไม่ว่าจะเป็นนักพัฒนาอินดี้ ทำคนเดียว หรือค่ายใหญ่ มันก็ต่างมีหลากหลายวิธีในการประกาศและวางจำหน่ายเกม และมันยังประสบความสำเร็จได้
ในเชิงธุรกิจมันจะมีศัพท์ที่ว่า Underpromise, Overdeliver ไม่ต้องเล่นใหญ่ แต่ให้ส่งมอบให้เกินความคาดหมาย ซึ่งบางคนอาจมองว่ามันอาจทำลายองค์กร เพราะถ้าสัญญาอะไรที่มันธรรมดา เราก็อาจจะไม่จริงจังกับคำสัญญานั้น แต่มองกลับกัน การสัญญาในสิ่งที่น่าจะทำได้ และถ้าทำได้เกินกว่านั้นอาจจะถือเป็นเรื่องที่ดีกว่า
VI. การประกาศเกมคือสัญญา ไม่ใช่แค่การตลาด
ในยุคที่ความไวของข่าวเร็วกว่าการพัฒนาเกม ความอดทนของผู้เล่นก็ลดลงเรื่อย ๆ การประกาศเกมทั้งที่ยังไม่พร้อม อาจเป็นการวางเดิมพันที่อันตรายเกินไป แม้มันจะดูน่าตื่นเต้นในวันแรก แต่ถ้าผ่านไป 2-3 ปีแล้วยังไม่เห็นเกมเพลย์คนก็ลืมกันแล้ว หรือแย่กว่านั้น… คือหมดศรัทธา
การประกาศเกมจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการตลาดอีกต่อไป มันคือสัญญาระหว่างค่ายเกมกับชุมชนผู้เล่น หากผิดพลาดซ้ำ ๆ ไม่เพียงแต่ความเชื่อมั่นจะลดลง แต่ยังอาจส่งผลต่อยอดขายและความยั่งยืนของแบรนด์ในระยะยาว
แบรนด์ที่อยู่รอดในยุคนี้ได้จึงไม่ใช่แบรนด์ที่สร้างกระแสได้เร็วที่สุด แต่คือแบรนด์ที่รักษาสัญญาได้ดีที่สุด
แล้วคุณล่ะ เคยรอเกมไหนจนท้อบ้าง? หรือเกมไหนที่คุณรอแล้วสุดท้ายมันออกมาไม่เหมือนที่คิด? ร่วมแสดงความคิดเห็นกันมาได้ ส่วนตัวผู้เขียนที่เป็นแฟนเกม MMORPG เดนตายก็ต้อง DokeV กับ Chrono Odyssey นี่แหละ
จบกันไปแล้วนะครับกับบทความแรกจาก NOLiFE ที่ที่คนหมกมุ่นกับเกม ศิลปะ และดนตรี จนไม่มีเวลาใช้ชีวิตและไม่มีสังคม อาจจะมีขาด ๆ เกิน ๆ ไปบ้าง แต่จะพัฒนาต่อไปเรื่อย ๆ ถ้าชอบบทความนี้ก็อย่าลืมกดไลก์กดแชร์เป็นกำลังใจให้ด้วยนะครับ

Comments