ถ้าการทำงานต้องมีระบบที่ชัดเจน การสร้างพื้นฐานการศึกษาให้ลูกก็คงไม่ต่างกันครับ ผมเชื่อเสมอว่าสภาพแวดล้อมและ 'กระบวนการเรียนรู้' คือรากฐานที่สำคัญที่สุด หลังจากเฝ้าสังเกตวิธีการสอนของโรงเรียนที่ลูกเรียนมาตลอด 2 ปีเต็ม ผมพบว่าที่นี่มีระบบการปูพื้นฐานทางความคิดที่น่าสนใจ วันนี้ผมเลยขอรวบรวมและตกผลึกออกมาเป็น '3 สิ่งที่ผมชื่นชอบในโรงเรียนแห่งนี้' เพื่อเป็นมุมมองสะท้อนให้กับผู้ปกครองที่กำลังมองหาระบบการศึกษาที่ตอบโจทย์ครับ

  1. เรียนรู้ผ่านกิจกรรม ให้เด็กเป็นศูนย์กลาง

โรงเรียนมีกระบวนการเรียนรู้ ที่เน้นกิจกรรม ดังนั้น เด็กทุกคน จะต้องมีอุปกรณ์เพิ่มเติมที่นอกจากดินสอ และยางลบ นั่นก็คือ กรรไกร กาว ดินสอสี เพื่อใช้กับงานกิจกรรมในห้องเรียน การเรียนผ่านกิจกรรมจะทำให้เด็กเห็นภาพ เห็นความเชื่อมโยงได้ง่ายขึ้น เช่น การนับเม็ดถั่วเรียนรู้เรื่องจำนวน การวัดเชือกเรียนรู้เรื่องความยาว และหน่วยการวัด การพับกระดาษเรียนรู้เรื่องมุมมอง และมิติสัมพันธ์ การระบายสีแบ่งแยกพื้นที่รูปทรง

การเรียนเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง คุณครูมักมีคำถามกระตุ้นการเรียนรู้ของเด็ก ให้เด็กรู้จักคิด รู้จักแสดงความคิดเห็นทั้งยังแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างครูและนักเรียนกันเอง เพื่อเลือกวิธีแก้ปัญหา หาทางเลือกอื่นในการแก้ปัญหา

คุณครูจะสนับสนุนการเรียนรู้ของเด็ก อย่างคุณครูวิชาภาษาอังกฤษ แม้จะเป็นคนไทย แต่การสื่อสารกับเด็ก คุณครูจะพูดภาษาอังกฤษอยู่เสมอ แม้เด็กจะพูดภาษาไทยตอบก็ตาม ทำให้เด็กไม่มีความรู้สึกกลัวที่จะสื่อสารกับคุณครู เพราะอย่างไรคุณครูก็สื่อสารได้ รู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง แต่สำหรับภาษาอังกฤษ ความกล้าสื่อสารก็เป็นเรื่องที่สำคัญ

  1. ห้องเรียนภาคสนาม และวิชาวิจัยสไตล์ QGTR

ใน 1 ปีการศึกษา จะมีภาคสนามทั้งหมด 4 ครั้ง ภาคสนามถูกจัดขึ้นเพื่อสอดคล้องกับงานวิจัยของแต่ละภาคเรียนเป็นการเรียนรู้ภายนอกโรงเรียน โดยเดินทางไปฟัง และพูดคุย สอบถามจากผู้มีประสบการณ์จริงในสาขาวิชาชีพต่างๆ เช่น เจ้าของฟาร์มไส้เดือน เจ้าของฟาร์มผักออร์แกนิค อาจารย์ภาควิชากีฎวิทยาที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เด็กจะได้เรียนรู้ผ่านสิ่งแวดล้อม และทดลองทำในสถานที่จริง ซึ่งประสบการณ์จากการลงพื้นที่ภาคสนามนี่เอง ที่มักจะเป็นวัตถุดิบชั้นดีให้เด็กๆ นำมาใช้ตั้งคำถามต่อในวิชาวิจัย

วิชาวิจัย ที่คล้ายๆวิทยาศาสตร์สมัยที่ผมเคยเรียนตอนมัธยม กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ที่ประกอบด้วยตัวอักษรภาษาอังกฤษ 4 ตัว คือ QGTR โดยแต่ละตัวคือ

Q - Question (การตั้งคำถามสงสัย กับประเด็นที่สนใจ นำไปตั้งโจทย์วิจัย เพื่อนำไปสู่การเรียนรู้ )

G - Guess (ค้นคว้า หาข้อมูลความรู้ เพื่อนำไปตั้งสมมติฐาน ที่นักเรียนคิดว่าจะเป็นไปได้)

T - Test (การออกแบบวิธีการทดลอง และการลงมือทำการทดลอง เพื่อพิสูจน์สมมติฐาน)

R - Review (การอภิปราย สรุปผล เป็นไปตามสมมติฐาน หรือไม่ เพราะอะไร )

การเรียนวิทยาศาสตร์ จะทำให้เด็กเป็นคนช่างคิด ช่างสงสัย รู้จักวางแผน และออกแบบการทดลองในแบบของแต่ละคน โดยมีคุณครูคอยช่วยแนะแนวในการทำ ผมเองก็หวังว่า เค้าจะนำความรู้จากกระบวนการทางวิทยาศาสตร์นี้ไปใช้กับ ปัญหาต่างๆในชีวิตได้ด้วย เมื่อเกิดปัญหา หรือการสงสัย ก็ควรจะคิดหาสมมติฐานและทดสอบ รวมทั้งสรุปผลได้ด้วยตัวเอง

  1. การสะท้อนความรู้สึก และการตั้งเป้าหมายของตัวเอง

ในแต่ละบทของวิชาที่เรียน จะมีการสรุปท้ายบท ประกอบด้วย เป้าหมายของการเรียน ความรู้สึกหลังจากเรียน ปัญหาและอุปสรรคที่พบในการเรียน สิ่งที่อยากพัฒนาและแก้ไข การสอดแทรกด้วยแนวคิดแบบนี้เข้าไปจะช่วยสะท้อนความคิด ความรู้สึกของผู้เรียน ให้ผู้เรียนมีความเข้าใจในตนเอง และรู้จักตั้งเป้าหมาย รวมถึง วิธีการที่จะช่วยให้ไปถึงยังเป้าหมายที่ตนเองได้ตั้งไว้

สรุปท้ายสุด ทั้ง 3 ข้อที่ผมชอบมันเปรียบเสมือนการปรบมือข้างเดียว นั่นคือสิ่งที่โรงเรียนมีให้ แต่มืออีกข้างนึงคือตัวเด็กเองว่าจะสามารถรับรู้ และเรียนรู้จากสิ่งนี้ได้ดีเพียงใด

ความคิดในการเลือกโรงเรียน ของผม