จักรวาลจ่ายเงินให้คนที่ลงมือทำ ไม่ใช่คนที่แค่คิด

บทคัดย่อ: อุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดระหว่างคุณกับสิ่งที่ต้องการ ไม่ใช่เงิน ไม่ใช่คอนเนกชั่น ไม่ใช่จังหวะเวลา แต่คือความกลัวที่จะได้ยินคำว่า "ไม่"


มีข้อตกลงเงียบๆ ที่คนส่วนใหญ่ทำกับตัวเองโดยไม่รู้ตัว

พวกเขาอยากได้บางอย่าง เงินเดือนขึ้น เมนเทอร์ โอกาส หรือแค่โอกาสได้ลอง พวกเขาคิดถึงมัน วางแผนเพื่อมัน รอให้จังหวะดีก่อน แล้วก็ไม่ได้ทำอะไรเลย

เพราะการขอรู้สึกเสี่ยง และความกลัวโดนปฏิเสธรู้สึกแย่กว่า ความแน่นอนของการอยู่ที่เดิม

Jack Canfield พูดตรงๆ ใน The Success Principles:

ถ้าคุณไม่ขอ คำตอบจะเป็น "ไม่" เสมอ


อุปสรรคที่แท้จริงไม่ใช่สิ่งที่คุณคิด

คนส่วนใหญ่เชื่อว่าอุปสรรคใหญ่ที่สุดของความสำเร็จคือ ขาดเงิน ขาดคอนเนกชั่น หรือขาดโอกาสที่ใช่

แต่ Canfield บอกว่าอุปสรรคที่แท้จริงเรียบง่ายกว่านั้น และเป็นเรื่องส่วนตัวมากกว่า: ความกลัวการปฏิเสธ

ถ้าคุณอยากได้บางอย่างแต่ปฏิเสธที่จะขอ กลัวโดนปฏิเสธ กลัวดูขัดสน กลัวทำให้คนอื่นอึดอัด คุณก็ได้ให้คำตอบที่แย่ที่สุดกับตัวเองแล้ว คุณบอก "ไม่" กับตัวเอง ก่อนที่ใครจะมีโอกาสบอก "ใช่" กับคุณ

คนที่สร้างสิ่งยิ่งใหญ่เริ่มต้นจากไม่มีอะไร สิ่งที่ทำให้พวกเขาแตกต่างไม่ใช่สิทธิพิเศษ แต่คือความกล้าที่จะเดินเข้าไปคุยถึงแม้จะกลัว


Ask Ask Ask — กฎที่เปลี่ยนทุกอย่าง

กรอบความคิดของ Canfield เรียบง่ายจนอาจรู้สึกอึดอัด: ขอตรงๆ ขอบ่อยๆ และขอโดยไม่ต้องขอโทษ

นี่คือตัวอย่างของการขอในชีวิตจริง:

เส้นด้ายที่เชื่อมทุกอย่าง: หยุดตัดสินใจแทนคนอื่นว่าเขาจะให้หรือไม่ให้ นั่นไม่ใช่หน้าที่ของคุณ หน้าที่ของคุณคือขอ


ศิลปะของการขอให้ดี

การขอไม่ใช่แค่เรื่องความกล้า แต่เป็นเรื่องของวิธีที่คุณแสดงตัวเมื่อขอด้วย

ลองนึกถึงครั้งสุดท้ายที่มีคนมาขออะไรจากคุณโดยไม่หวังจะให้อะไรตอบแทนเลย รู้สึกยังไง?

ส่วนใหญ่แล้ว คนที่เราพร้อมช่วยมากที่สุดคือ:

ตัวอย่าง: นักศึกษาจบใหม่อยากขอคำแนะนำด้านอาชีพจากผู้บริหารอาวุโส แทนที่จะแค่ขอนัดคุย เขาพูดว่า: "ผมรู้ว่าเวลาของคุณมีค่ามาก ผมยินดีช่วยงานวิจัยหรืองานอื่นๆ เป็นการตอบแทน และจะพยายามทำให้เวลาที่คุณให้มีประโยชน์จริงๆ"

การขอแบบนี้ยากที่จะปฏิเสธ เพราะแสดงถึงความเคารพ ความตระหนักรู้ และคาแรคเตอร์ที่ดี

และถ้าอยากได้เงินเดือนขึ้น คุณต้องได้สิทธิ์ในการขอก่อน เดินเข้าไปพร้อมหลักฐานคุณค่าของตัวเอง เตรียมพร้อมที่จะได้ยินว่ายังต้องพัฒนาอะไรอีก การสนทนาอาจไม่จบด้วย "ใช่" ทันที แต่จะบอกคุณชัดเจนว่าต้องทำอะไรเพื่อให้ไปถึงจุดนั้น


Rule of 5: ทำอะไรหลังจากขอได้แล้ว

นี่คือปัญหาที่หลายคนไม่คาดคิด: คุณขอ แล้วมีงานให้ทำมากกว่าที่จัดการได้

Canfield มีคำตอบ: Rule of 5

ทุกวัน เลือกห้าสิ่งที่จะทำ ไม่ว่าจะเล็กแค่ไหน ที่พาคุณเข้าใกล้เป้าหมาย แล้วทำมัน ทุกวันโดยไม่มีข้อยกเว้น

ลองนึกภาพการโค่นต้นไม้ใหญ่ด้วยขวาน ฟันวันละห้าที ทุกวัน ต้นไม้ไม่ล้มวันนี้ หรือพรุ่งนี้ แต่มันจะล้มในที่สุด เพราะฟิสิกส์ไม่ต่อรอง

ตัวอย่าง: คุณอยากเขียนหนังสือให้จบ

ไม่มีขั้นตอนไหนที่จบหนังสือได้คนเดียว แต่ทำทั้งหมดซ้ำทุกวัน หนังสือจะจบ

Rule of 5 ใช้ได้กับทุกเป้าหมาย:

เป้าหมายไม่ต้องสำเร็จวันนี้ แต่ต้องถูกเข้าใกล้วันนี้


เริ่มก่อนที่จะพร้อม

มีอีกสิ่งหนึ่งที่คนส่วนใหญ่รอ ซึ่งไม่เคยมาถึง: ความรู้สึกว่าพร้อมแล้ว

คนที่ประสบความสำเร็จไม่ได้ไม่กลัว พวกเขากลัว บ่อยกว่าที่คุณคิดด้วย ความแตกต่างคือพวกเขาทำไปทั้งๆ ที่กลัว

ถ้าคุณไม่กลัว แปลว่าคุณกำลังทำสิ่งที่เคยทำมาก่อนแล้ว ความกลัวเป็นสัญญาณว่าคุณกำลังลองทำอะไรใหม่ และของใหม่คือที่ที่การเติบโตอยู่

Jack Canfield พูดชัด: ความล้มเหลวคือข้อมูล ไม่ใช่จุดจบ

ขอแล้วได้คำตอบว่าไม่ นั่นคือข้อมูล ปรับ พัฒนา ขอใหม่ในแบบที่ต่างออกไป

ลองทำของใหม่แล้วไม่เป็นไปตามที่คาด นั่นเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นฉบับร่างแรกของสิ่งที่จะสำเร็จในที่สุด

ตัวอย่าง: ผู้ประกอบการหน้าใหม่พิทช์ไอเดียให้นักลงทุนห้าคน ทั้งห้าคนปฏิเสธ แต่คนหนึ่งบอกว่า business model ต้องปรับ เธอแก้แนวทาง ปรับโมเดล แล้วพิทช์ใหม่สามเดือนต่อมา นักลงทุนสองคนตอบตกลง

ห้าคำว่าไม่แรกไม่ใช่ความล้มเหลว แต่คือค่าเล่าเรียนที่ทำให้ได้สองคำว่าใช่ที่ตามมา


สรุปสั้นๆ

จักรวาลไม่ให้ผลตอบแทนกับคนที่แค่คิด แต่ให้กับคนที่ลงมือทำ

ขอตรงๆ ขอบ่อยๆ แสดงความนอบน้อมและพร้อมตอบแทน ทำห้าสิ่งทุกวันที่พาคุณเข้าใกล้เป้าหมาย และเมื่อความกลัวมา ซึ่งมันจะมาแน่ๆ ให้มองมันว่าเป็นการยืนยันว่าคุณกำลังเดินไปถูกทาง

คุณอาจจะไม่ได้ทุกอย่างที่ขอ แต่คุณจะไม่ได้เลยในสิ่งที่ไม่ยอมขอ

เริ่มเลย เริ่มแบบยังไม่สมบูรณ์ เริ่มทั้งที่กลัว

แค่เริ่ม


อ้างอิง