เล่าเเบบเนิร์ดก่อน ต้องบอกว่า เอลนีโญเกิดทุก 2-3 ปี แต่ "ซุปเปอร์เอลนีโญ" หมายถึงการที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลแปซิฟิกตอนกลางเเละตะวันออกสูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง 2-5°C (เกิน 28°C) ซึ่งครั้งล่าสุดในปี 2540-2541 สร้างความเสียหายทั่วโลก ซึ่งในช่วงปี 2540 ตอนนั้นทั้งอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย เขมร เวียดนาม เจอภาวะแล้งสุดขีด

ประเด็นคือสภาพอากาศที่เเปรปรวนในปีนี้มันจะยิ่งรุนเเรงเเละผันผวนกว่าครั้งไหนๆ เเละประเทศไทยอยู่ในจุดเสี่ยงโดยตรง คือเราอาจจะเจอภาวะเเบบร้อนสุดๆเเล้วตามมาด้วยฤดูฝนที่ยาวนานและรุนแรงผิดปกติ เเปลว่าระดับน้ำในเขื่อนอาจจะลดลงจากภัยแล้งก่อน แล้วตามด้วยน้ำท่วมฉับพลัน ซึ่งมันจะกระทบทั้งภาคเกษตร โลจิสติกส์ และพลังงาน

สรุปสองเรื่องที่ต้องเตรียมตัวกันก่อนสำหรับเจ้าของกิจการ

1.ทบทวน Climate Risk ใน Supply Chain ภายใน Q2 นี้อีกที ดูว่าคู่ค้า วัตถุดิบ หรือโรงงานอยู่ในโซนเสี่ยงมั้ย มีแผนสำรองพร้อมรึยัง โดยเฉพาะธุรกิจที่ใช้น้ำเป็นปัจจัยการผลิต

  1. ล็อก Commodity Cost และทำ FX Hedge ก่อนฤดูแล้งถึงจุดวิกฤต เพราะซุปเปอร์เอลนีโญจะดันราคาสินค้าเกษตรพวกข้าว อ้อย ข้าวโพด อย่างมาก เพราะฉะนั้นต้องคุยกับ CFO เเล้วว่าจะ Hedge ต้นทุนวัตถุดิบและค่าเงินบาทล่วงหน้ายังไง เพราะ Margin Squeeze จะมาเร็วกว่าที่คิด

ซุปเปอร์เอลนีโญรอบนี้อาจจะรุนเเรงกว่าปีไหนๆ เพราะก๊าซเรือนกระจกสะสมในชั้นบรรยากาศมากขึ้นเเบบหนักหน่วงจริงๆครับ