หนึ่ง Analogical Thinking
คนเก่งมากๆในสาขาใดสาขาหนึ่งอาจจะไปติดกับดักความเชี่ยวชาญสักทางในเชิงลึกมากๆ (Functional Fixedness)
คือพอมองเห็นค้อนก็คิดแต่จะตอกตะปูอย่างเดียว
เเต่ความสามารถนึงของ Generalist คือการมองเห็นโครงสร้างของปัญหา (Structural Similarity) ที่มองได้ว่าปัญหานี้คล้ายกับเรื่องอะไรในวงการอื่นบ้าง แล้วเอาวิธีแก้นั้นลองมาประยุกต์ใช้ที่จะได้มุมมองที่หลากหลายขึ้น
ตัวอย่างคลาสสิคที่สุดก็เหมือนที่สตีฟ จอบส์ เอาวิชาคัดลายมือมาใช้กับการออกแบบฟอนท์ในคอมพิวเตอร์ ใครจะคิดว่ามันเป็นสุดยอดนวัตกรรมจากการ Synergy จริงๆ
สอง Contextual Translation
โลกความเป็นจริงเราจะเจอคนเก่งที่สื่อสารออกมาเเบบเข้าใจยากพอสมควร เพราะฉะนั้นความสามารถในการเป็น ‘ล่าม’ ทางความคิด ด้วยการเเปลงให้เป็นภาษาที่เข้าใจง่ายและเห็นภาพรวมสำหรับอีกฝ่าย เพื่อเชื่อมโยงเป้าหมายที่ขัดแย้งกันให้ไปด้วยกันได้
ซึ่งถ้าชอบสกิลนี้ให้ลองฝึกจับใจความสำคัญ (Core Concept) ของเรื่องยากๆ แล้วลองอธิบายให้คนนอกวงการฟัง ถ้าเค้าเข้าใจเเปลว่าเราไปต่อได้ครับ
นี่คือสาเหตุว่าทำไมเราควรมีเพจหรือมีเดียสักช่องทางเพื่อฝึกพลัง Storytelling ของเราเสมอ
สาม Dynamic Learning Agility
มันคือการเรียนรู้เพื่อทิ้งและเริ่มใหม่ เพราะเอาจริงๆความกล้าที่จะ "Unlearn" ไม่ใช่ทุกคนที่จะทำได้ ( มันยากนะ )
เพราะมันจะมีเสียงนึงในหัวที่ว่าเราเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนี้นะ จะให้ไปทำอย่างอื่นได้ไง ซึ่งผมว่าตรงนี้เเหละที่มนุษย์ Generalist ยังพอได้เปรียบเพราะเค้าจะมองว่าทักษะเป็นเเค่ ‘เครื่องมือ’ ไม่ใช่ ‘ตัวตน’
อะไรใช้งานได้หยิบมาใช้เลย ส่วนอะไรไม่ใช่ทิ้งไปก่อน เเล้วค่อยวนมาใช้ทีหลังได้
นอกจากนี้การพาตัวเองเข้าไปอยู่ในพื้นที่ใหม่ๆเพื่อให้เราเป็นมือใหม่อยู่เสมอไม่ใช่ทุกคนที่ทำได้เช่นกัน ไม่ว่าเป็นเพราะอีโก้หรือความอายที่ทำให้เราไม่อยากไปเจอคนใหม่ๆที่ทำให้เราดูไม่เก่ง
เเต่เชื่อเถอะครับว่าถ้าทำไหวมันจะช่วยกระตุ้นให้สมองให้เราชินกับการเป็นผู้เริ่มต้นและพร้อมรับข้อมูลใหม่อยู่ตลอดเวลาซึ่งผมว่านี่คือ 'พลัง' ของ Generalist ที่ซ่อนอยู่
ยิ่งในยุคที่มี AI เข้ามาด้วยเเล้ว มันยิ่งทำให้เราไปได้ทั้งในมุมลึกเเละกว้างเเบบติดปีก
ทั้งนี้ทั้งนั้นจากประสบการณ์ที่ผ่านมาการเป็น Generalist เราต้องทิ้งการรู้อย่างละนิดอย่างละหน่อย (Jack of all trades) เเล้วไปเพิ่มความสามารถในการบูรณาการ (Integrate)
ตรงนี้สำคัญนะ กับการรู้เเค่เปลือกเเล้วเอาไปทำ ต่างกับการทำตัวเป็น 'ช่างเชื่อม' ที่พยายาม connect the dot
เพราะความรู้ที่แตกต่างกันนั่นเเหละอาจเอามาเเก้ปัญหาที่ซับซ้อนที่คนในสาย Specialist อาจมองข้ามไป
ลองคิดดูดีๆว่าที่ผ่านมา เราเคยเอาเรื่องนอกวงการมาแก้ปัญหาในงานตัวเองบ้างมั้ย
ถ้าเคยทำเเล้วติดใจ นั่นเเหละคุณค่าของความเป็น Generalist ที่ผมว่าเราเคยได้สัมผัสเเล้ว
ยังไงอวยพรให้ทุกคนที่เป็น Generalist ได้เดินตามเส้นทางตามที่ตัวเองตั้งใจ จากใจคนที่ชอบเรียนรู้อะไรหลายอย่างเเบบ Generalist เหมือนกันมาทั้งชีวิต
เพราะโลกนี้ยังมีเรื่องสนุกๆให้เรียนรู้อีกเยอะ Progress by Process ครับ
Comments