จุดเริ่มมันมาจากซีรีย์สงครามส่งด่วนปีที่เเล้ว คือเบื้องต้นพอเข้าใจได้ว่าภาษาจีนจากนี้น่าจะจำเป็นมาก เเต่พอดูซี่รีเเล้วรู้เลยว่าการเอาภาษาจีน 101 ติดตัวไว้หน่อยน่าจะมีประโยชน์กับการดีลธุรกิจอีกเยอะ
เเละในมุมคนเรียนภาษาญี่ปุ่นมาก่อน ผมว่าความยากของเรียนภาษาผ่านเเอพมีสองประเด็น
หนึ่ง ความยากในตัวภาษาเอง กับสอง ความยากของการทำมันเเบบต่อเนื่องทุกวัน
เอาเรื่องตัวภาษาก่อน
ยังดีภาษาจีนมันมึความเหมือนกับภาษาญี่ปุ่นพอตัวเลยเดาความหมายตัวอักษรได้ไม่ยาก เเต่ที่ยากคือการออกเสียงที่ไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นต่อให้เดาความหมายได้ เเต่การเรียนออกเสียง ยังไงนับหนึ่งใหม่เหมือนกัน เเต่การเริ่มเรียนภาษาไหนก็ตาม
ผมว่าการเพิ่ม ‘คลังคำ’ ในหัวคือพื้นฐานสำคัญที่สุด
คือจะเรียนฟังพูดอ่านเขียนภาษาใหม่ๆ มันควรเริ่มจากการมีคำศัพท์ในหัวเยอะๆหน่อย ซึ่งตรงนี้การเรียนผ่านเเอพช่วยได้มาก เพราะเค้าวาง Gimmick ให้เราเรียนได้สนุก
ทั้งจีนเเละญี่ปุ่นเหมือนกันตรงที่ถ้าเราเข้าใจอักษร 300-500 ตัวเเรกได้ การขยับขึ้นไปฝึก Conversation จะสนุกขึ้นเเละง่ายขึ้นเยอะ
ทั้งนี้ทั้งนั้น สิ่งที่เเอพยังทดเเทนการเรียนในคลาสไม่ได้จริงๆคือการฟัง-พูด เพราะยังไงฝึกคุยฝึกพูดกับคนจริงๆก็จำเป็น การเข้ามาของ AI ในการฝึกภาษา มันเเค่ ‘เเก้เขิน’ ในการพูดผิดพูดถูกกับคน เเต่โลกเเห่งความจริง สิ่งที่เราอยากทำ คือการสื่อสารกับเจ้าของภาษาเพื่อสร้าง Rapport กับคนจริงๆ ไม่ใช่เเค่การกดเเอพเเปลภาษา Real time อย่างเดียว
.
เเต่ทั้งนี้ทั้งนั้นที่ยากจริงๆผมว่าความยากที่สองในการทำอะไรเเบบต่อเนื่องทุกวันมากกว่า ที่ผมว่ามันต้องผ่านไปอย่างน้อย 3 Stage
** Stage 1 เวลาเราเรียนอะไรใหม่ๆ หรือ Hit Record อะไรใหม่ๆ เป็นปกติที่เราอยากให้คนอื่นเห็นว่าเราพยายามทำนะ เเปลว่าเป็นปกติเลยที่ช่วงเเรกเราจะใช้ความอยาก Show off เป็นตัวนำในการฝึกฝนเพื่อให้คนเห็น Record ที่เราทำ เเต่คุณก็รู้ว่าไอ้ความอยากประเภทนี้มันเป็นพิษ มันมาเเค่ชั่วครู่ชั่วคราว พอคนเห็นเเล้วว่าเราพยายาม เราก็จบเเล้ว เลิกเเล้ว ไม่ต่างกับการไปฟิตเนสเพื่อถ่ายรูปให้คนอื่นเห็น เเต่ไม่ได้ไปเพื่อสร้างความเเข็งเเรงให้ร่างกายเราเองจริงๆ
** ขยับมา Stage 2 เราจะเริ่มเข้าใจเเละหันมาพึ่งเเรงบันดาลใจในการพัฒนาตัวเอง ไฟจะกลับมาลุกอีกครั้งในวันที่อยากเก่งขึ้นจริง เอาไปใช้งานจริง มันจะเป็นการเปิดสวิซในการเรียนของสมองอีกด้าน เเละปัญหาใน Stage 2 คือ เเรงบันดาลใจไม่ได้มาทุกวัน บางวันขี้เกียจ บางวันเหนื่อย บางวันอยากจะช่างเเม่งเถอะไม่ทำเเล้ว มันเลยเเกว่งพอสมควร เลยต้องหาทางเเก้เเละประคองกันต่อ ยิ่งกฏ 21 วันเปลี่ยนนิสัยนี่ลืมไปได้เลยครับ ไม่เปลี่ยนหรอก มันน้อยไป
** จนมาถึง Stage 3 ที่ผมว่าเป็นคำตอบในการทำอะไรเเบบลากยาวคือการวางระบบให้ชนะแรงบันดาลใจ การทำอะไรติดๆกันเเบบลากยาวเป็นปีไม่ใช่เรื่องของความเก่งหรือความอึด แต่เป็นเรื่องของการออกแบบสภาพแวดล้อม คนเรามักคุ้นเคยกับการทำอะไรเเบบ Sprint ในช่วงเเรกเพราะอยากเห็นผลไวๆ แต่การเรียนภาษาคือการวิ่งมาราธอน เเละเมื่อความสม่ำเสมอคือการทำสิ่งที่ง่ายเกินกว่าจะปฏิเสธ (Too small to fail) ผมเลยเลือกเรียนภาษาระหว่างยืนรอกาเเฟ รอรถไฟฟ้า เพื่อรักษาโมเมนตัมในการเรียนทุกวัน เเทนที่จะหาเวลาโฟกัสเพื่อเรียนเท่านั้น ซึ่งมันยากในชีวิตจริง
การเรียนภาษาจีนจาก Duolingo สอนผมในในอีกมุมว่าถ้าอยากทำอะไรต่อเนื่องจริงๆ ต้องหาทางลด Friction ในการทำให้ได้เเต่เเรก เเปลว่ามันต้องพึ่งหาการออกเเบบสภาพเเวดล้อมในการทำพอตัว
อยากเดินรับเเดดทุกเข้า ก็นอนให้เร็วหน่อย อยากออกกำลังทุกเย็น สมัครยิมใกล้ที่ทำงานหน่อย อยากทำงานให้เสร็จ เอามือถือไปไกลๆหน่อย อยากให้ชีวิตเดินหน้า เลือกคนรอบตัวเเละ Input ให้ตัวเองหน่อย
พลังงานในการตัดสินใจของคนเรามีจำกัด เเถมเเรงบันดาลใจมันวูบวาบ เพราะฉะนั้นถ้าจะอยากทำอะไรยาวๆ มันไม่ใช่เเค่เรื่องสู้โว้ยยยย เเล้วเลิกทำภายในเดือนเเรกเพราะไฟหมด เเล้วไฟลุกไปทำเรื่องอื่นเเทน เเต่วนไป 12 เดือนไม่จบซักเรื่อง
เเต่ถ้าเราทำสำเร็จสักเรื่องสองเรื่อง ถึงเเม้จะเป็นเรื่องเล็กๆ เเต่มันจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นในศักยภาพตัวเองซึ่งส่งผลต่อความมั่นใจในการตัดสินใจในเรื่องอื่นๆ ของชีวิต
"You do not rise to the level of your goals. You fall to the level of your systems."
Atomic Habits ข้อนี้ ใช้ได้ดีกับทุกเรื่องจริงๆ

Comments