วันที่ 14 พฤศจิกายน 2025 เป็นวันที่ผมได้รู้ว่าคุณพ่อของผมเป็น “มะเร็งตับอ่อนระยะสุดท้าย” และเป็นวันที่เปลี่ยนชีวิตของผมไปตลอดกาล

ก่อนหน้านั้นประมาณ 2 เดือน คุณพ่อมีอาการปวดท้องโดยไม่ทราบสาเหตุ ไปหาหมอที่โรงพยาบาล ส่องกล้องก็แล้ว หมอแจ้งว่าไม่พบอะไรผิดปกติ กระเพาะอาหารและสำไสก็ปกติดี เลยให้ยามาทาน แต่ก็ไม่หายสักที

จนอาการเริ่มหนักขึ้น คุณพ่อจึงตัดสินใจมาตรวจอย่างละเอียดที่กรุงเทพฯ ที่ศูนย์แพทย์เฉพาะทาง จึงได้พบ “ก้อนเนื้อ” ประมาณ 3 เซนติเมตร ที่บริเวณตับอ่อน

ผลชิ้นเนื้อยืนยันว่า มันคือ “มะเร็งระยะสุดท้าย” ที่ลุกลามแล้ว

“มะเร็งตับอ่อน” เป็นโรคที่ตรวจพบได้ยาก กว่าจะรู้ตัวก็มักอยู่ในระยะท้ายแล้ว และเป็นหนึ่งในมะเร็งที่รักษาได้ยากที่สุด

วันที่รู้ผลตรวจชิ้นเนื้อของคุณพ่อ เหมือนหัวใจผมตกลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม จำได้ว่าตอนขับรถไปที่โรงพยายาลรู้สึกจุกและหน่วงอย่างบอกไม่ถูก

ทั้งที่วันก่อนหน้า ผมยังพาพ่อเดินเล่นหน้าห้อง นั่งคุย หัวเราะกันอยู่เลย แต่ในวันที่ผมรู้ผลตรวจ และได้เจอพ่ออีกครั้ง ความรู้สึกของผมไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป แม้ภายนอกพ่อจะยังดูปกติดีเหมือนเมื่อวานก็ตาม

วันนั้น ผมและแม่ตัดสินใจ “ยังไม่บอกพ่อ” เพราะไม่อยากให้พ่อตกใจ ผมโทรบอกน้องสาวที่เรียนภาษาอยู่ประเทศจีน หลังจากได้คุยกันทั้งน้ำตา น้องสาวตัดสินใจบินกลับไทยในวันถัดมาเพื่อกลับมาดูแลพ่อ

หลังจากที่เริ่มตั้งสติได้ ผมเขียนเตือนตัวเองไว้ประโยคนึงว่า “เราต้องเข้มแข็งเพื่อทุกคน และใช้ชีวิตให้พ่อมีความสุขที่สุดในทุกวัน”

จากวันนั้น การรักษาก็ได้เริ่มต้นขึ้นทันที คุณพ่อต้องให้คีโม (Chemical Tharapy) ทุก 2 สัปดาห์ เป็นระยะเวลา 3 เดือน รวมทั้งหมด 6 ครั้ง ก่อนจะตรวจว่าการรักษามีการตอบสนองดีแค่ไหน

ในช่วง 3 เดือนแรกของการรักษาคุณพ่อ ผมได้ตกตะกอนอะไรหลาย ๆ สภาพจิตใจค่อย ๆ ดีขึ้น จากช่วงที่พึ่งตรวจพบใหม่ ๆ

แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แต่ผมก็เริ่มมองเห็น “สิ่งที่ดี” ที่ซ่อนอยู่ใน “สิ่งไม่ดี” จากเหตุการณ์ในครั้งนี้

1. ผมได้ใช้ “ชีวิตและเวลา” กับครอบครัวมากขึ้น

ปกติพ่อแม่และน้องสาวผมจะอยู่ที่จังหวัดชุมพร ผมทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ จะกลับบ้านปีละ 1-2 ครั้ง ในช่วงเทศกาลวันหยุดยาว บางครั้งครอบครัวก็จะขึ้นมากรุงเทพบ้าง แต่หลังจากเหตุการณ์นี้เราได้อยู่และได้ใช้เวลาร่วมกันพร้อมหน้าทุกวัน เวลาที่ได้อยู่ด้วยกัน อาจมากกว่าหลายปีที่ผ่านมารวมกันเสียอีก

2. ผมได้รู้ว่าอะไรคือ “สิ่งที่สำคัญ” จริง ๆ ในชีวิต

ปกติผมเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับเรื่องงานมาก เรื่องงานจะมาก่อนหลาย ๆ เรื่องในชีวิตเสมอ แต่หลังจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ Priority ของผมเปลี่ยนไป รู้ว่าจริงๆ แล้วงานสำคัญ แต่ไม่ได้สำคัญมากกว่าครอบครัวหรือสุขภาพของเรา เห็นการนี้ช่วยเตือนสติ ทำให้ผมจัดลำดับความสำคัญของชีวิตใหม่ กล้าปฎิเสธมากขึ้นเพื่อให้เวลากับสิ่งที่สำคัญกับชีวิตเราจริง ๆ

3. ผมได้รู้ว่าตัวเอง “โชคดี” ที่มีคนดี ๆ อยู่รอบตัว

ผมโชคดีที่มีภรรยาซึ่งคอยอยู่เคียงข้าง คอยรับฟัง ให้กำลังใจ และเข้าใจผมเสมอ โชคดีที่มีคุณแม่และน้องสาวที่คอยอยู่ดูแลใกล้ชิดคุณพ่อตลอดการรักษา ดีใจที่ครอบครัวเราได้อยู่พร้อมหน้าและเป็นกำลังใจให้กันและกันในเวลาเช่นนี้ โชคดีที่มีญาติพี่น้อง เพื่อน พี่ ๆ น้อง ๆ ที่ส่งกำลังใจมาให้อย่างไม่ขาดสาย อบอุ่นทุกครั้งที่ได้เจอ ขอบคุณทุกคนจริง ๆ ครับ

ตลอด 3 เดือนแรกของการรักษา แม้พ่อจะมีผลข้างเคียงจากฤทธิ์ยาคีโม ทั้งอ่อนเพลีย อาเจียน ท้องเสีย แต่คุณพ่อและครอบครัวเราก็ยังมี “กำลังใจ” ที่ดี

เราใช้เวลาร่วมกัน คอยดูแลซึ่งกันและกัน และทำทุกวันให้ดีที่สุด เราให้ดอกไม้ในวันพ่อ เป่าเค้กวันเกิดคุณพ่อด้วยกัน เคาท์ดาวน์ปีใหม่ด้วยกัน ในวันวาเลนไทด์คุณแม่ก็ให้กุหลาบคุณพ่อ จำได้ว่าวันนั้นคุณพ่อมีความสุขมาก ๆ คุณพ่อเอามือมาจับหัวคุณแม่แล้วบอกว่า “ขอบใจนะ” ทั้งหมดเป็นความทรงจำที่มีความสุขของพวกเรา

จนมาถึงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2026 คุณหมอแจ้งผลตรวจ CT Scan พบว่าคุณพ่อมีผลตอบรับต่อคีโมไม่ค่อยดีนัก มะเร็งยังคงลุกลามและมีขนาดที่ใหญ่ขึ้น ต้องปรับสูตรยาคีโมและให้ต่ออีก 6 ครั้ง

เป็นวันที่ผมและครอบครัวใจรู้สึกใจไม่ดี ประกอบกับคุณพ่อเริ่มมีอาการทรุดลง ต้องให้ออกซิเจน พ่อเริ่มเหนื่อยเนื่องจากมีน้ำในช่องท้องและปอดมากขึ้น จนคุณพ่อต้องเข้าห้อง ICU

ช่วงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ – 6 มีนาคม 2026 คุณพ่อต้องอยู่ห้อง ICU ให้ออกซิเจนแรงดันสูง เป็นเวลาค่อนข้างนาน ได้ทำการเจาะน้ำในท้องและปอดออกประมาณ 3 ลิตร คุณพ่อจึงรู้สึกเบาลง หายใจสะดวกขึ้น พูดคุยได้มากขึ้น

เมื่อพ่ออาการดีขึ้นครั้งนี้ คุณพ่อเริ่มอยากบอกเพื่อนหรือคนรู้จักมากขึ้น ก่อนหน้านี้จะไม่ค่อยอยากบอกใครเท่าไหร่ เริ่มโทรหาเพื่อน และมีเพื่อน ญาติพี่น้อง คนรู้จักมาเยี่ยมอยู่ตลอด พ่อบอกว่าเวลาได้เจอคน ได้คุยกับคน ทำให้พ่อมีกำลังใจมากขึ้น มีแรงที่จะสู้ต่อ

วันที่ 7 มีนาคม 2026 ด้วยการรักษาและกำลังใจที่ได้รับจากทุกคน คุณพ่ออาการดีขึ้นมาก จนสามารถออกจากห้อง ICU กลับมาอยู่ห้องปกติได้ พวกเรากลับมามีกำลังใจมากขึ้น แม้ในใจผมจะรู้ว่าทุกอย่างยังไม่แน่นอน และเชื้อมะเร็งยังไม่สงบลง

วันที่ 13 มีนาคม 2026 น้ำในท้องของพ่อกลับมาอีกครั้ง เนื่องจากผลของตัวโรค มีอาการหอบเหนื่อย จนต้องกลับเข้าห้อง ICU เป็นรอบที่ 2 เพื่อทำการเจาะน้ำออก

แต่การเจาะน้ำในท้องออกในครั้งนี้ ทำให้พ่อมีความดันตก ต้องให้ยาพยุงความดันให้กลับขึ้นมา พอต้องใส่ออกซิเจนแรงดันสูงอีกครั้ง อาการของพ่อในการเข้า ICU รอบนี้ ไม่ค่อยดีนัก

วันที่ 17 มีนาคม 2026 เป็นวันที่พ่อเริ่มมีอาการไตวาย เนื่องจากความดันตก คุณพ่อ น้องสาว คุณแม่ และผม ได้คุยกันพร้อมหน้าตรงเตียง ICU ที่พ่อนอนอยู่

คุณพ่อบอกว่าเหนื่อยแล้ว ไม่อยากรักษาต่อ ตอนนี้รักษาไปอาการของโรคหลักก็ยังไม่ดีขึ้น คุณพ่อมีสติมาก และขอให้ปล่อยให้เขาไปอย่างสงบและเร็ว เนื่องจากทุกวันในช่วงนี้คุณพ่อทรมานมาก

ครอบครัวเราได้คุยสั่งเสียกันในทุกเรื่อง ขอบคุณและขออโหสิสำหรับทุกอย่าง ญาติพี่น้องมาเยี่ยมกันอย่างไม่ขาดสาย เพราะรู้ว่าคุณพ่ออาการเริ่มไม่ดีแล้ว

**วันที่ 18 มีนาคม 2026 ** เวลาประมาณ 6.00 น. พยาบาลโทรมาแจ้งว่าคุณพ่อหัวใจเริ่มเต้นผิดปกติแล้ว และบอกว่าอยากเจอครอบครัว จึงได้รีบไปหาท่านที่โรงพยาบาล เมื่อได้เจอคุณพ่อ คุณพ่อยังมีสติ รับรู้ในสิ่งที่เราพูด แต่การตอบสนองเริ่มไม่ดีนัก

ครอบครัวและญาติพี่น้อง ยืนอยู่รอบเตียงคุณพ่อ และได้ท่องพุทโธ พุทโธ พุทโธ … ให้กับท่าน เป็นเวลาเกือบ 2 ชั่วโมง จนกระทั่งลมหายใจและหัวใจของคุณพ่อค่อย ๆ อ่อนลง

ณ เวลา 9.47 น. คุณพ่อ สมศักดิ์ เปรมนิยา จากไปอย่างสงบ เหมือนการนอนหลับที่ยาวนาน ท่ามกลางครอบครัวและญาติพี่น้องที่ได้มายืนส่งท่านจนถึงวินาทีสุดท้าย

หลังจากนั้นพวกเราก็ได้ไปส่งท่านที่ “ห้องสุดท้าย” ของโรงพยาบาล ห้องที่สอนบทเรียนชีวิตมากมายให้กับผม

ช่วงเวลาเกือบ 5 เดือน ตั้งแต่รู้ว่าคุณพ่อเป็นมะเร็งตับอ่อน จนถึงวันที่คุณพ่อจากไปอย่างสงบ

เป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่หนักหน่วงที่สุดในชีวิตของผมและครอบครัว เป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ ที่ผมไม่เคยเผชิญมาก่อน

ในความหนักหน่วงนั้น กลับซ่อน “บทเรียนชีวิตที่สำคัญ” เอาไว้มากมาย

1. ชีวิตควบคุมไม่ได้ แต่ “ท่าที” ควบคุมได้

ตั้งแต่วันแรกที่รู้ผล เรารู้ดีว่าโรคนี้รุนแรง และไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น คุณหมอบอกด้วยซ้ำว่า คุณพ่ออาจมีเวลาอยู่ได้แค่เพียง 3 – 6 เดือน

แต่คุณพ่อและพวกเราก็ยังมีความหวัง และมีกำลังใจที่ดีอยู่เสมอ “ใช้ชีวิตให้ดีที่สุดในทุกวัน” พวกเราสู้กับโรคร้ายนี้ไปด้วยกันแบบ **“ไม่ทุกข์จนเกินไป” ** ไม่ปล่อยให้ความทุกข์และความเศร้ากลืนกินชีวิตทั้งหมด

และผมได้เรียนรู้ว่า
เราอาจควบคุม “ผลลัพธ์” ไม่ได้ แต่เราควบคุม “วิธีที่เราเผชิญมัน” ได้เสมอ

2. “ความรักที่แท้จริง” คือ การคิดถึงคนอื่น แม้ในวันที่เราแย่ที่สุด

ผมจำได้ว่าในช่วงที่ผมไปนอนเฝ้าคุณพ่อที่โรงพยาบาล ในวันที่ท่านยังนอนปวดท้องอยู่บนเตียง ท่านยังถามผมว่า “ลูกนอนหลับไหม ปวดหลังไหม ถ้าปวดหลังก็ไปนวดบ้างนะลูก”

หรือตอนที่คุณแม่ต้องไปจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาล คุณพ่อก็จะถามเสมอว่า “ค่ารักษาพยาบาลแพงไหม ค่าห้อง ICU แพงกว่าห้องปกติเยอะหรือเปล่า”

เมื่อญาติพี่น้อง หรือเพื่อนมาหา คุณพ่อก็จะคอยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ ให้กำลังใจ ให้คำปรึกษา ให้ความห่วงใย ขอบคุณทุกคนที่มาเยี่ยม และมอบรอยยิ้มให้เสมอ

ผมได้รับรู้ถึง “ความรัก” ที่พ่อมีให้กับคนรอบตัวอย่างแท้จริง และท่านก็ได้รับความรักจากทุกคนเช่นกัน

3. “ผู้ให้” ไม่เดียวดาย ในวันสุดท้ายของชีวิต

ในช่วงสุดท้ายของพ่อ มีญาติพี่น้อง เพื่อน คนรู้จัก แวะเวียนมาไม่ขาดสาย บ้านเต็มไปด้วยผู้คน โรงพยาบาลเต็มไปด้วยกำลังใจ

คุณพ่อคอยช่วยเหลือญาติพี่น้องทุกคนตั้งแต่อายุยังน้อย พาญาติพี่น้องจากต่างจังหวัดมาทำงานที่กรุงเทพด้วยกัน ผมได้ฟังเรื่องราวของคุณพ่อจากญาติพี่น้องทำให้รู้ว่า คุณพ่อเป็น “ผู้ให้” มาตลอด

ไม่ได้เป็นผู้ให้เฉพาะเรื่องของเงินทอง แต่เป็นผู้ให้ความหวังดี ให้การสนับสนุน ให้คำแนะนำ ให้กำลังใจ ให้รอยยิ้ม และให้ความรู้สึกที่ดี

คุณพ่อไม่ได้ร่ำรวยเงินทองที่สุด แต่คุณพ่อร่ำรวย “ความสัมพันธ์” ที่ดี และนั้นคือ “ทรัพย์สิน” ที่มีค่าที่สุด ที่ทำให้ช่วงสุดท้ายของชีวิตคุณพ่อมีความอบอุ่น ซึ่งมีเงินมากแค่ไหนก็ไม่อาจซื้อได้

4. เราจะ “ไม่เสียใจ” เมื่อเราทำเต็มที่

ตลอดระยะเวลาเกือบ 5 เดือน เราทำทุกอย่างที่ทำได้ เลือกการรักษาที่ดีที่สุด หาหมอที่ดีที่สุด โรงพยาบาลที่ดีที่สุด ที่ครอบครัวเราสามารถหาให้พ่อได้

และเราได้ใช้เวลาร่วมกันอย่างเต็มที่ เราได้คุย ได้หัวเราะ ได้ร้องไห้ ได้พูดในสิ่งที่ไม่เคยพูด จนวันที่คุณพ่อจากไป สิ่งที่ผมและครอบครัวรู้สึก…ไม่ใช่ความเสียใจที่แตกสลาย แต่เป็น “ความสงบ” เช่นเดียวกับที่คุณพ่อจากไปอย่างสงบ

เพราะเรารู้ว่า เราทำดีที่สุดแล้ว

ผมได้เรียนรู้ว่า เมื่อเรา “ทำเต็มที่” แล้ว ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราจะ “ยอมรับ” ทุกผลลัพธ์ได้ โดย “ไม่เสียใจ” ในภายหลัง…

5. “ความตาย” ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด

ก่อนหน้านี้ผมคิดว่า ความตายคือสิ่งที่น่ากลัว แต่สิ่งที่ผมได้เห็น กลับไม่ใช่แบบนั้นเลย

ความตายของคุณพ่อ สงบ…เหมือนกับการนอนหลับ

และในช่วงสุดท้าย คุณพ่อไม่ได้กลัวความตาย แต่กลับรู้สึกว่า การมีชีวิตอยู่แบบทรมาน นั้นน่ากลัวยิ่งกว่า มันทำให้ผมเข้าใจว่า “ความตาย” ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่จิตนาการ แต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เป็นเรื่อง “ธรรมดา” ที่เราทุกคนต้องไปถึง

“ห้องสุดท้าย” ของคุณพ่อ สำหรับผม ไม่ใช่จุดจบ แต่มันคือ “ห้องแรก” ที่ทำให้ผมเข้าใจชีวิตมากขึ้น

ทำให้เข้าใจว่า “สิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิต” ไม่ใช่เวลาหรือทรัพย์สินเงินทอง แต่คือ “คนที่เราใช้เวลาด้วย” และ “คนที่อยู่เคียงข้างเรา”

และสุดท้าย เราอาจเลือกไม่ได้ว่า ชีวิตจะยาวแค่ไหน แต่เราเลือกได้เสมอว่า ชีวิตนั้น…จะมีความหมายแค่ไหน

ขอบคุณนะครับพ่อ หลับให้สบายนะครับ 🤍 RIP, my beloved dad.

IMG_3279