กองทุน SCBSEMI(A) เป็นกองทุน Sub Theme ของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ที่ลงทุนกระจุกตัวในอุตสาหกรรม Semiconductor (เซมิคอนดักเตอร์) ทั่วโลก
กองทุนหลักของ กองทุน SCBSEMI(A) คือ VanEck Semiconductor UCITS ETF (SMH) ซึ่งเป็น ETF แบบ Physical Replication ที่ลงทุนในหุ้นและ Depository Receipts (DR) ของบริษัทที่ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ มีดัชนีอ้างอิงคือ MarketVector US Listed Semiconductor 10% Capped Screened Index (MVSMCTR) ซึ่งเป็นตัวแทนของหุ้นกลุ่มเซมิฯ ขนาดใหญ่ 25 บริษัท
แนวคิดการลงทุน
เซมิคอนดักเตอร์เป็นส่วนประกอบพื้นฐานของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกประเภท และเป็นหัวใจสำคัญของกระแสการลงทุนด้าน AI (Artificial Intelligence), Data Center, และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง
ปัจจุบันกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยียังคงเป็นปัจจัยหลักในการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในช่วงที่ผ่านมา โดย S&P 500 และ NASDAQ ทำจุดสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง เนื่องจากผลประกอบการของกิจการที่แข็งแรง ท่ามกลางปัจจัยกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์
Demand ของ เซมิคอนดักเตอร์พึ่งพิง ขับเคลื่อนนวัตกรรมทางเทคโนโลยี การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI Data Center
ด้าน Supply อุตสาหกรรมนี้มีลักษณะเฉพาะคือ อุปสรรคเข้าสู่ตลาดสูง (ต้องใช้เงินลงทุนโรงงานผลิตชิปมูลค่ามหาศาลและเทคโนโลยีขั้นสูง) ทำให้ผู้เล่นหลักกระจุกตัวอยู่ไม่กี่ราย เช่น TSMC ผู้ผลิตชิปตามสัญญารายใหญ่ที่สุดของโลก ASML ผู้ผลิตเครื่องพิมพ์ลายวงจร EUV รายเดียวของโลก เป็นต้น
โครงสร้างกองทุน
กองทุนหลัก (VanEck Semiconductor UCITS ETF) จัดตั้งมาตั้งแต่ 1 ธันวาคม 2563 และกองทุนไทย SCBSEMI(A) จดทะเบียนตั้งแต่ 15 มิถุนายน 2564 (กว่า 5 ปี) กองทุนบริหารแบบ Passive Management (ติดตามดัชนี)
กองทุนมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน (โดย ณ 31 พ.ค. 2569 มีสัดส่วน FX Hedging ที่ 71.49% ของมูลค่าเงินลงทุนต่างประเทศ
ทั้งนี้วิธีคำนวณดัชนีชี้วัดที่ปรับด้วยต้นทุนป้องกันความเสี่ยง FX มีการเปลี่ยนสัดส่วนจาก 50/50 เป็น 80/20 มีผลตั้งแต่ 1 เมษายน 2568 เป็นต้นไป
วันนี้พอร์ตลงทุนอะไรอยู่บ้าง
ข้อมูลจากกองทุนหลัก ณ 30 มิถุนายน 2569

Top 10 Holdings รวมกันสูงถึง 83.05% ของ NAV กองทุนหลัก สะท้อนถึงการกระจุกตัวของกลุ่มธุรกิจที่แข่งขันน้อยราย
ผลรวม Top 2 (Micron + AMD) ก็ยังสูงถึง 21.85% ของ NAV
ความเสี่ยงกระจุกตัวรายหุ้นและรายอุตสาหกรรมย่อยจึงสูงกว่ากองทุนหุ้น Diversified ทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ
ลักษณะหุ้น
หุ้น 10 อันดับแรกครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ ตั้งแต่
- ผู้ออกแบบชิป (Design: AMD, Nvidia, Intel, Broadcom)
- ผู้ผลิตชิปตามสัญญา (Foundry: TSMC)
- ผู้ผลิตเครื่องจักร/อุปกรณ์การผลิต (Equipment: ASML, Applied Materials, Lam Research, KLA)
ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ (Large Cap) ที่มีสภาพคล่องสูงและเป็นผู้นำตลาดในแต่ละกลุ่มธุรกิจย่อย อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นกลุ่มนี้มักเคลื่อนไหวสอดคล้องกัน (high correlation) เนื่องจากอยู่ในวัฏจักรอุตสาหกรรมเดียวกัน
มุมมองด้าน Valuation
- อัตราส่วนราคาตลาดต่อกำไร (P/E) ของกองทุนหลักอยู่ที่ 50.92 เท่า
- อัตราส่วนราคาตลาดต่อมูลค่าทางบัญชี (P/B) อยู่ที่ 13.99 เท่า (ข้อมูล 12 เดือนย้อนหลัง)
ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นโดยรวม แต่เป็นคุณลักษณะที่มักพบได้กับหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่มักจะมีราคาที่สูง สะท้อน Priced for growth
ผลการดำเนินงานที่ผ่านมา
ข้อมูลผลตอบแทนระยะยาว
- เทียบผลตอบแทน กองทุนหลัก / ดัชนีชี้วัด
- 3 ปี = 55.27% / 58.46%
- 5 ปี = 32.31% / 36.22%
- ตั้งแต่จัดตั้ง (31 มี.ค. 2543) = 32.92% / 37.13%
ผลการดำเนินงานรายปีปฏิทิน (% ต่อปี) ปี พ.ศ.
กองทุน SCBSEMI(A) 2564 (2021, ตั้งแต่จดทะเบียน) = 23.81% 2565 (2022) = -37.75% 2566 (2023) = 64.57% 2567 (2024) = 18.36% 2568 (2025) = 41.11% ํ2569 (2026 Year to Date) = 98.50%
ข้อสังเกต: ปี 2565 กองทุนขาดทุนสูงถึง -37.75% สะท้อนความผันผวนรุนแรงของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี/เซมิคอนดักเตอร์ในช่วงตลาดหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลกปรับฐาน ก่อนที่จะฟื้นตัวแรงในปี 2566 (+64.57%) และต่อเนื่องถึงปี 2568 (+41.11%) นักลงทุนควรเข้าใจว่ากองทุนกลุ่มนี้มีความผันผวนสูงมากทั้งขาขึ้นและขาลง
ผลขาดทุนสูงสุดในรอบ 5 ปีย้อนหลัง วัดจากจุดสูงสุดถึงจุดต่ำสุดของ NAV ต่อหน่วย (ข้อมูล ณ 31 พ.ค. 2569) หรือ Maximum Drawdown = -46.01%
- ระยะเวลาฟื้นตัวกลับสู่เงินทุนเริ่มต้นหลังจุดขาดทุนสูงสุด (Recovering Period) = 1 ปี 2 เดือน
*ความผันผวนกองทุน 1 ปี / ตั้งแต่จัดตั้ง = 35.45% / 32.92%
กองทุนได้รับรางวัล Morningstar Rating ★★★★★ (5 ดาว) ประเภท Global Technology ณ 30 มิ.ย. 2569
ต้นทุนที่ต้องจ่าย
ปัจจุบันกองทุนเรียกเก็บค่าธรรมเนียมอยู่ 2 ส่วนหลักๆ คือ
ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee) = 1.07% ของมูลค่าซื้อขาย
ค่าธรรมเนียมการจัดการ (Management Fee) = 1.07% ต่อปี และเมื่อรวมค่าธรรมเนียมผู้ดูแลผลประโยชน์ นายทะเบียน และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ แล้ว ค่าใช้จ่ายรวมทั้งหมด (Total Expense Ratio) เก็บจริงอยู่ที่ 1.1715% ต่อปี ( ค่าธรรมเนียมการบริหารหักออกจาก NAV โดยอัตโนมัติทุกวัน และ สะท้อนอยู่ในผลการดำเนินงานกองทุนเรียบร้อยแล้ว)
แล้วกองทุนนี้เหมาะกับใคร
กองทุน Sub Theme นี้เหมาะสำหรับนักลงทุนที่มีความเชื่อมั่นใจธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ เป็นพิเศษนอกเหนือจากธุรกิจกลุ่มเทคโนโลยีมั่วไป เข้าใจและยอมรับความเสี่ยงจากการกระจุกตัวทั้งในอุตสาหกรรมเดียว รับความเสี่ยงได้สูงมากพร้อมเจอกับ Max Drawdown ที่เคยลึกถึง -46.01% ในปี 2022
นอกจากนี้ในช่วง Dot Com Crisis กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีหลายตัวเคยเผชิญกับ Max Drawdown ระดับ -80% อีกด้วย
กองทุน Sub Theme ที่มีการกระจุกตัวสูงแบบนี้ ไม่เหมาะกับการลงทุนเดี่ยวๆ ควรอยู่ในพอร์ตเป็นสัดส่วนเสริม (satellite) ตามความชอบ ความเชื่อในการลงทุนส่วนบุคคล ไม่ใช่แกนหลัก (core) เผื่อว่า Theme ที่เรามั่นใจไม่เป็นไปตามคาดจะได้ไม่กระทบต่อพอร์ตในภาพรวมมากนัก
โดยทั่วไปแนะนำให้จำกัดสัดส่วนกองทุน Thematic ไว้ไม่เกินประมาณ 5-15% ของพอร์ตรวม ขึ้นอยู่กับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ของนักลงทุนแต่ละราย
ข้อมูลกองทุนเพิ่มเติม
- ข้อมูลกองทุน https://www.finnomena.com/fund/SCBSEMI(A)
- หนังสือชี้ชวนกองทุน https://www.scbam.com/fund/foreign-investment-fund-equity/fund-information/scbsemia
ชัชฎา สิงห์ชูวงศ์ (ข้าวปุ้น) นักวางแผนการเงิน CFP®TH160000018 Investment Planner License : 054123
*** บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อสรุปข้อมูลจากเอกสารเปิดเผยข้อมูลของกองทุน SCBSEMI(A) (Factsheet กองไทย ณ 31 พ.ค. 2569, รายงานประจำปี, รายงานประจำ 6 เดือน 1 พ.ค. – 31 ต.ค. 2568, หนังสือชี้ชวนเสนอขายหน่วยลงทุน และ Factsheet กองทุนหลัก VanEck Semiconductor UCITS ETF ณ 30 มิ.ย. 2569) เพื่อประกอบการศึกษาข้อมูลเบื้องต้นเท่านั้น ผลการดำเนินงานในอดีตมิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

Comments