ES-HEALTHCARE เป็นกองทุนธีมสุขภาพ ที่ลงทุนกระจุกตัวในอุตสาหกรรม Health Care / Life Sciences ทั่วโลก กองทุนหลัก คือ Janus Henderson Global Life Sciences Fund ซึ่งบริหารโดยทีมผู้จัดการที่มุ่งคัดเลือกบริษัท
- ด้านสุขภาพเชิงนวัตกรรม (innovative healthcare companies)
- กลุ่มเทคโนโลยีชีวภาพ (biotechnology)
- เภสัชกรรม (pharmaceuticals)
- บริการด้านสุขภาพ (healthcare services)
- เทคโนโลยีทางการแพทย์ (medical technology)
แนวคิดการลงทุน
ทีมผู้จัดการเข้าใจว่าความสำเร็จของการพัฒนายา มีลักษณะเฉพาะเมื่อสำเร็จจะส่งผลบวกมหาศาล จึงใช้แบบจำลองทางสถิติเฉพาะทาง วิเคราะห์ความน่าจะเป็นของความสำเร็จ ประกอบกับเครื่องมือเสริม เช่น การสำรวจความเห็นแพทย์ และแบบจำลองการสั่งใช้ยา เพื่อประเมินความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์
เพราะไม่ใช่ว่ายาทุกตัวที่ผลิตออกมาแล้วจะสำเร็จทั้งหมด
อุตสาหกรรม Health Care มีปัจจัยหนุนเชิงโครงสร้างระยะยาว
- การเข้าสู่สังคมสูงวัยทั่วโลกที่เพิ่ม Demand ต่อการรักษาพยาบาลและยาต่อเนื่อง
- วงจรนวัตกรรมทางชีวการแพทย์ ที่ผลิตยา/การรักษาใหม่ ๆ ออกสู่ตลาด
- ด้าน Supply อุตสาหกรรมนี้มีลักษณะเฉพาะ เพราะมีเรื่อง สิทธิบัตร กฎระเบียบ FDA การเข้ามาแข่งขันของรายใหม่จึงทำได้ยาก แต่ก็มีความเสี่ยงจากการหมดอายุสิทธิบัตร (patent cliff) และการแข่งขันจากยาชื่อสามัญ ด้วยเช่นกัน
ปัจจุบันกองทุน ให้น้ำหนักการลงทุนกับกลุ่ม Biotechnology สูงกว่ากลุ่มอื่นๆ ที่ 35.15% เทียบดัชนี เพียง 16.03%
Biotechnology หรือ เทคโนโลยีชีวภาพ คือศาสตร์ที่นำสิ่งมีชีวิต เช่น พืช สัตว์ และจุลินทรีย์ หรือส่วนต่างๆ ของสิ่งมีชีวิต มาประยุกต์ใช้ร่วมกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เพื่อสร้างและพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือกระบวนการที่มีประโยชน์ต่อมนุษย์
โครงสร้างกองทุน
กองทุน Janus Capital Funds PLC – Global Life Sciences Fund (share class I2 USD Acc) จัดตั้ง 31 มี.ค. 2543 สินทรัพย์รวม 4.80 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ บริหารโดย Andy Acker (ตั้งแต่ปี 2550) และ Daniel Lyons (ตั้งแต่ปี 2566 จนถึงปัจจุบัน )
กองทุนใช้ดัชนีอ้างอิงคือ MSCI World Health Care Index
และมีเป้าหมายเอาชนะดัชนี ≥ 2% ต่อปี (ก่อนหักค่าธรรมเนียม) ในทุกช่วง 5 ปี
กองทุนในไทย ES-HEALTHCARE มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน โดย ณ 30 มิ.ย. 2569 มีสัดส่วน FX Hedging สูงถึง 89.79% ของมูลค่าเงินลงทุนต่างประเทศ
วันนี้พอร์ตลงทุนอะไรอยู่บ้าง
ข้อมูล ณ วันที่ 30 เมษายน 2569 จากกองทุนหลัก

Top 10 Holdings รวมกันคิดเป็น 41.44% ของ NAV จากพอร์ตที่มีหุ้นรายตัวรวมทั้งสิ้น 97 บริษัท
หุ้น 5 อันดับแรก (Eli Lilly, J&J, AstraZeneca, UnitedHealth, AbbVie) ล้วนเป็นบริษัทยา/ประกันสุขภาพขนาดใหญ่ที่มีรายได้และกระแสเงินสดมั่นคง (Blue-chip Pharma)
ขณะที่อันดับ 6-10 มีสัดส่วนบริษัท Biotechnology ระยะพัฒนา (Revolution Medicines, Argenx, Praxis Precision) ที่ยังไม่มีกำไรแน่นอนและขึ้นอยู่กับผลการทดลองทางคลินิก ความผันผวนของหุ้นกลุ่มนี้จึงสูงกว่าหุ้น Pharma รายใหญ่ๆ อย่างมีนัยสำคัญ
ผลการดำเนินงานที่ผ่านมา
จุดแข็งของ ES-HEALTHCARE คือ มีประวัติผลการดำเนินงานยาวนาน กองทุนไทยจดทะเบียนมากว่า 10 ปี (2558) และกองทุนหลักมีประวัติกว่า 25 ปี (2543)
กองทุนหลักในต่างประเทศ มีผลตอบแทนเทียบดัชนีชี้วัดระยะยาวดังนี้ เทียบผลตอบแทน กองทุนหลัก / ดัชนีชี้วัด 5 ปี = 6.04% / 4.44% 10 ปี = 9.97% / 8.01% ตั้งแต่จัดตั้ง (31 มี.ค. 2543) = 8.11% / 7.26%
กองทุนหลักเอาชนะดัชนีอ้างอิงได้ในเกือบทุกช่วงเวลา สะท้อนคุณภาพการบริหารเชิงรุก อย่างไรก็ตาม หากมองกลับมาที่กองทุนไทย ผลตอบแทนของ ES-HEALTHCARE จะต่ำกว่าดัชนีชี้วัด ซึ่งเกิดจากต้นทุนค่าธรรมเนียมในประเทศไทย และ ต้นทุนการป้องกันความเสี่ยง FX เป็นต้น
ความเสี่ยงและ ความผันผวนของกองทุน (ข้อมูล Facrsheet กองทุนไทย ณ 30 มิ.ย. 2569)
ผลขาดทุนสูงสุดในรอบ 5 ปีย้อนหลัง วัดจากจุดสูงสุดถึงจุดต่ำสุดของ NAV ต่อหน่วย (Maximum Drawdown) = -23.27%
ระยะเวลาฟื้นตัวกลับสู่เงินทุนเริ่มต้นหลังจุดขาดทุนสูงสุด (Recovering Period) = 8 เดือน
*ความผันผวนกองทุน 1 ปี / ตั้งแต่จัดตั้ง = 16.66% / 18.05%
กองทุนหลักที่ต่างประเทศ ได้รับรางวัล Morningstar Rating ★★★★★ (5 ดาว)
ต้นทุนที่ต้องจ่าย
ปัจจุบันกองทุนเรียกเก็บค่าธรรมเนียมอยู่ 2 ส่วนหลักๆ คือ
ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee) = 1.07% ของมูลค่าซื้อขาย (เพดานสูงสุด 1.50%)
ค่าธรรมเนียมการจัดการ (Management Fee) = 1.07% ต่อปี และเมื่อรวมค่าธรรมเนียมผู้ดูแลผลประโยชน์ นายทะเบียน และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ แล้ว ค่าใช้จ่ายรวมทั้งหมด (Total Expense Ratio) เก็บจริงอยู่ที่ 1.247% ต่อปี ( ค่าธรรมเนียมการบริหารหักออกจาก NAV โดยอัตโนมัติทุกวัน และ สะท้อนอยู่ในผลการดำเนินงานกองทุนเรียบร้อยแล้ว)
แล้วกองทุนนี้เหมาะกับใคร
แน่นอนว่ากองทุนนี้เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนแบบเน้นกลุ่มอุตสาหกรรมเฉพาะเจาะจงในธีม Health Care/Life Sciences รับความเสี่ยงได้สูงมากกว่ากองทุนหุ้นโลกทั่วไป เน้นการสะสมมูลค่าระยะยาว (กองทุนไม่มีนโยบายจ่ายเงินปันผล หรือ Redeem หน่วยลงทุน)
กองทุนเฉพาะทางเช่นนี้มักถูกจัดอยู่ในพอร์ตเป็นสัดส่วนเสริม (satellite) ไม่ใช่แกนหลัก (core) เนื่องจากมีความเสี่ยงกระจุกตัวเชิงอุตสาหกรรมสูง โดยทั่วไปแนะนำให้จำกัดสัดส่วนกองทุน Thematic เฉพาะทางไว้ไม่เกินประมาณ 5-15% ของพอร์ตรวม ขึ้นอยู่กับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ของนักลงทุนแต่ละราย
ข้อมูลกองทุนเพิ่มเติม
- ข้อมูลกองทุน https://www.finnomena.com/fund/ES-HEALTHCARE
- หนังสือชี้ชวนกองทุน https://www.eastspring.co.th/funds/mutual-funds/funddetails?fundcode=ES-HEALTHCARE
ชัชฎา สิงห์ชูวงศ์ (ข้าวปุ้น) นักวางแผนการเงิน CFP®TH160000018 Investment Planner License : 054123
*** บทความนี้เรียบเรียงขึ้นจากเอกสารเปิดเผยข้อมูลของกองทุน ES-HEALTHCARE (Factsheetกองทุนไทยวันที่ 30 มิ.ย. 2569,Factsheetกองทุนหลัก วันที่ 30 เม.ย. 2569 ,รายงานรอบระยะเวลา 6 เดือนถึง 30 เม.ย. 2569, รายละเอียดการลงทุน ณ 30 มิ.ย. 2569, รายละเอียดโครงการจัดการ, ข้อผูกพัน และหนังสือชี้ชวนส่วนข้อมูลกองทุนรวม) เพื่อประกอบการศึกษาข้อมูลเบื้องต้นเท่านั้น ตัวเลขและสัดส่วนการลงทุนที่ปรากฏอาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน ผลการดำเนินงานในอดีตมิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

Comments