เคยตื่นมาแล้วรู้สึกว่า "ไม่อยากลุกจากเตียง" ทั้งที่งานตรงหน้าคือสิ่งที่เราเคยบอกใครต่อใครว่ามันคือความฝันไหมครับ?
.
เรามักถูกพร่ำสอนว่า ถ้าเรามี Passion มากพอ เราจะไม่มีวันเหนื่อย
.
แต่นั่นคือคำลวงที่อันตรายที่สุดในโลกของการทำงาน และพาเราเข้าสู่กับดับอันใหญ่ ยิ่งเรารักงานที่ทำมากเท่าไหร่ เรายิ่งเปิดโอกาสให้งานนั้นเข้ามากัดกินตัวตนของเราได้ลึกเท่านั้น ความจริงที่น่าปวดใจคือ หลายคนไม่ได้ Burnout เพราะงานหนักจนล้นมือ แต่เขากำลัง Burnout เพราะเขารู้สึกว่าสิ่งที่เขาทำ "ไม่มีความหมาย" และไม่มีใครคอยสนับสนุนในสิ่งที่เขาทุ่มเทลงไป
.
ผมเองก็เคยเดินติดกับดักนี้ ในวันที่ผมรักงานที่ทำสุดหัวใจ (ผมรักงาน Data Analyst ของผมมากกก) แต่เมื่อต้องเจอกับระบบที่ติดขัด อุปสรรคที่ขวางกั้นความคิดสร้างสรรค์ และความรู้สึกเหมือนเป็นฟันเฟืองที่ไร้เสียงในเครื่องจักรขนาดใหญ่ ไฟที่เคยโชติช่วงก็ค่อยๆ มอดลงจนเหลือเพียงเถ้าถ่าน img ซึ่งการฝืนทำต่อไปโดยไม่แก้ไขที่ต้นตอ ไม่ใช่การแสดงความอดทน แต่มันคือการทำลายต้นทุนทางอารมณ์ที่ประเมินค่าไม่ได้ของตัวเราเอง (ส่วนตัวผมถึงขั้นต้องพบจิตแพทย์)

Burnout ไม่ใช่ภาวะที่ไฟหมดไปเฉยๆ แต่คือการที่คุณพยายามจุดไฟในที่ที่ไม่มีออกซิเจนเพียงพอ


องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้นิยามคำว่า Burnout ไว้มากกว่าแค่ความเหนื่อยล้า แต่มันคือ "ความเครียดเรื้อรังในที่ทำงานที่ไม่ถูกจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ" ซึ่งประกอบด้วยมิติที่ลึกซึ้งกว่าที่ตาเห็น:

img


แต่สำหรับผม Burnout มีคำแปลที่เรียบง่ายและเจ็บปวดกว่านั้น มันคือ "การหายใจทิ้งไปวันๆ"
.
มันคือวงจรที่เริ่มด้วยการลืมตาตื่นด้วยความหดหู่ ลากสังขารไปทำหน้าที่ให้จบๆ ไป และกลับบ้านมาด้วยสภาพร่างที่ไร้วิญญาณเพื่อรอพบกับวันรุ่งขึ้นที่เป็นเหมือนเดิม มันไม่ใช่การใช้ชีวิต เราแค่กำลัง "ทน" ให้ชีวิตผ่านไป และนั่นคือสถานะที่อันตรายที่สุดของมนุษย์
.
ในหนังสือ So Good They Can’t Ignore You, Cal Newport บอกว่า Burnout ไม่ได้เกิดจาก Passion หมด แต่เกิดจากการขาด 3 เสาหลัก:

img


วิธีการที่ผมนำมาใช้ ไม่ใช่การลาออก ไปเที่ยวทะเล หรือดริ๊งค์จนเมาแอ๋เพื่อลืมทุกอย่าง (ผมไม่ดื่มนะครับ) แต่คือการกลับมา "จัดระเบียบ" ความคิดใหม่เพื่อให้ไฟในใจกลับมาติดอีกครั้ง:

การกู้คืนจิตวิญญาณไม่ใช่การวิ่งให้เร็วขึ้นเพื่อหลุดพ้นจากปัญหา แต่คือการหยุดเดินเพื่อถามทางที่แท้จริงกับหัวใจตัวเอง


สุดท้ายนี้ ผมอยากให้ทุกๆ คน จดจำไว้ว่าการ Burnout ไม่ได้แปลว่าเราไม่เก่ง และมันไม่ใช่เครื่องหมายของความล้มเหลว แต่มันคือ "สัญญาณเตือนภัย" ที่ทรงพลังที่สุดที่บอกให้เรากลับมาทำความเข้าใจตัวเองอีกครั้ง
.
"การได้ทำในสิ่งที่รัก" ถือเป็นโชคดี แต่ "การรักในสิ่งที่เราทำได้ดีและมีคุณค่า" คือความมั่นคงของชีวิตที่ยั่งยืนกว่า ไฟในใจมันกลับมาติดใหม่ได้เสมอ ตราบใดที่เรายังไม่ยอมแพ้ที่จะค้นหา "พื้นที่" ที่คู่ควรกับศักยภาพของตัวเอง
.
อย่าปล่อยให้ความมืดมิดของระบบมาดับแสงสว่างในตัวเราเริ่มจากก้าวเล็ก ๆ ในวันนี้ แล้วทุกคนจะพบตัวเราในเวอร์ชันที่สดใสกว่าเดิม กำลังรออยู่ตรงปลายทางของความเข้าใจครับ

ไฟในใจสามารถกลับมาติดใหม่ได้เสมอ ตราบใดที่คุณยังอนุญาตให้ออกซิเจนแห่งความหมายได้ไหลเวียนในหัวใจ

ถ้าอ่านบทความนี้แล้วโดนใจ หรือทำให้นึกถึงใครบางคนที่กำลังนั่งหายใจทิ้งอยู่ข้างๆ ลองส่งต่อข้อความนี้ให้เขาดูนะครับ เพื่อเป็นแสงไฟดวงเล็กๆ ที่บอกว่า "คุณไม่ได้สู้เพียงลำพัง"

#Kaewklaotha #the9spective