"ท็อกซิก" (Toxic) กลายเป็นคำฮิตที่เราได้ยินกันจนชินหูในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมาครับ ผมเองก็เข้าใจความหมายของมันนะ แต่สารภาพตามตรงว่าไม่เคย "อิน" จนกระทั่งได้มาเจอกับตัวในที่ทำงานแห่งหนึ่ง ถึงได้ตระหนักว่าสังคมที่เป็นพิษของจริงนั้นมันบั่นทอนเราได้ขนาดไหน
เริ่มจากการบูลลี่และการตะโกนด่าทอในออฟฟิศ... เชื่อไหมครับว่าบางคนมองว่าการเห็นคนโดนบูลลี่เป็นเรื่องตลก หรือคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ยอมรับได้ เพียงเพราะคนที่ถูกกระทำเขาไม่ได้ตอบโต้หรือแสดงความโกรธเคืองออกมา แต่ในโลกของการทำงาน เราไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวนะครับ ทุกแผนกเชื่อมถึงกันหมด สิ่งสำคัญที่สุดคือ "การให้เกียรติ" ในฐานะเพื่อนมนุษย์และเพื่อนร่วมงาน ไม่น่าเชื่อว่าพฤติกรรมแย่ๆ แบบนี้จะมาจากคนระดับผู้บริหารที่ควรจะมีวุฒิภาวะสูงที่สุด
ซ้ำร้ายกว่านั้นคือการ "โยนบาป" ให้ลูกน้อง หัวหน้าบางประเภทถนัดแต่ใช้คำพูดรุนแรง ดูถูก และผลักภาระ โดยอ้างว่านั่นคือหน้าที่ของลูกน้อง ไม่ใช่ของตัวเอง ทั้งที่ในความเป็นจริง KPI สวยหรูหรือผลงานที่ทำให้เขาได้ปรับเงินเดือนนั้น ล้วนมาจากหยาดเหงื่อของลูกน้องทั้งสิ้น ผมอดสงสัยไม่ได้ว่าคนแบบนี้ขึ้นสู่ระดับบริหารได้อย่างไร? ปัจจุบันหลายบริษัทจึงเริ่มให้ความสำคัญกับการทำ Leadership Training ผ่าน HR เพื่อดัดนิสัยและสอนให้คนกลุ่มนี้เข้าใจเสียใหม่ว่า การบริหารงานไม่ใช่การด่า แต่คือการซัพพอร์ตทีมให้เดินไปข้างหน้าอย่างมีความสุข
แค่เจอสองอย่างนี้เข้าไป เราก็เริ่มตั้งคำถามแล้วว่า "เราหรือเขาที่จะอยู่รอด?" ในสังคมแบบพรรคพวกที่ "นายว่าขี้ข้าพลอย" ทางเลือกที่ง่ายที่สุดอาจเป็นการยอมเงียบ ทนโดนด่าไปวันๆ เพื่อรอรับเงินเดือนตอนสิ้นเดือน ซึ่งหลายคนก็คิดแบบนั้นจริงๆ
แต่สำหรับผม... คุณค่าของเงินเดือนมันควรมาพร้อมกับ "คุณภาพชีวิต" และ "ความภูมิใจ" ลองจินตนาการดูสิครับ ระหว่างการทำงานที่สำเร็จท่ามกลางความขัดแย้ง กับการทำงานที่บรรลุเป้าหมายโดยมีหัวหน้าที่คอยช่วยแก้ปัญหา วางแผนกลยุทธ์ และสนับสนุนทีมอย่างเต็มกำลัง จนลูกค้าประทับใจและกลับมาซื้อซ้ำ ผลลัพธ์แบบหลังนอกจากจะได้เงินเดือนแล้ว เรายังได้ "ประสบการณ์" และ "พลังใจ" ซึ่งมีค่ามากกว่าตัวเลขในบัญชีเสียอีก
หลายคนเตือนผมว่า "งานมันหายากนะ ที่ไหนก็ Toxic เหมือนกันหมดนั่นแหละ ทนๆ ไปเถอะ"
ผมเองก็เคยเชื่อแบบนั้นและพยายามทนมาตลอด จนกระทั่ง "ความอดทน" มันเริ่มกลายเป็นแผลกดทับทางใจ และลามไปกระทบกับการใช้ชีวิต โดยเฉพาะการนอนที่เป็นด่านแรกของการพังทลาย
ผมกลายเป็น "ซอมบี้" ในคราบพนักงานออฟฟิศ หลับไม่สนิท ฝันพะวงเรื่องงานวนไปมา ตื่นมากลางดึกพร้อมความกังวลว่าพรุ่งนี้ต้องเจออะไรอีก จิตใจที่ควรจะได้พักกลับวิ่งไปสัมผัสบรรยากาศเน่าๆ ในที่ทำงานทั้งที่ยังอยู่บนเตียง ผมเป็นแบบนี้ติดต่อกันถึง 3 ปี เพียงเพราะไม่ได้จัดการกับ "ขยะทางอารมณ์" ที่สะสมไว้
สุดท้ายผมค้นพบว่า บรรยากาศ Toxic คือสารพิษภายนอกที่เราดูดซับเข้ามาเรื่อยๆ จนระบบในร่างกายรวน วิธีแก้ที่ดีที่สุดคือการ "Detox ใจ" ในทุกๆ วัน เพื่อกลับมาอยู่กับตัวเอง
ผมมาพบว่า ทางที่ดีคือ เราจะต้องล้างปฎิกูลในใจทุกวัน หรือทางการแพทย์จะเรียกว่าการ Detox คือการกลับมาอยู่กับตััวเอง
นี่คือ 2 วิธีง่ายๆ ที่ผมพิสูจน์แล้วว่าเวิร์คครับ:
- การพูดกับตัวเอง (Self-talk): หาพื้นที่เงียบๆ แล้วระบายทุกความโกรธ ความอึดอัดออกมาเป็นคำพูด พูดจนกว่าจะไม่เหลืออะไรจะพูด แล้วคุณจะแปลกใจที่สุดท้ายสมองจะเริ่มสั่งการให้คุณหาทางออกได้เอง อย่างน้อยใจที่หนักอึ้งก็จะเบาลง
- การเขียนบันทึก (Journaling): แม้การพิมพ์ในมือถือจะสะดวก แต่การใช้ปากกาลากลงบนกระดาษคือสิ่งที่ได้ผลที่สุด เขียนทุกอย่างที่คุณพูดออกมาพร้อมกับแนวทางการแก้ปัญหา เมื่อเขียนจนหมดแล้ว ให้ถือว่าเราได้ฝากความทุกข์ไว้ที่กระดาษแผ่นนั้นแล้วปล่อยวางซะ
ผมเข้าใจดีครับว่าตราบใดที่เรายังไม่ออกจากที่นั่น ปัญหาก็อาจจะไม่จบสิ้น แต่ในระหว่างที่เรายังไม่มีทางเลือก การพูดกับตัวเองและการบันทึกนี้เองที่จะค่อยๆ สร้าง "ประตูบานใหญ่" ไว้ในใจ เมื่อวันหนึ่งที่คุณพร้อม ประตูบานนั้นจะเปิดออกเพื่อให้คุณก้าวออกจากโลกที่เต็มไปด้วยสารพิษ ไปสู่โลกใบใหม่ที่คุณสามารถหายใจได้ทั่วท้องกว่าเดิม

Comments