เสียงปลุกครั้งที่หนึ่ง... เงียบ ครั้งที่สอง... เงียบ ครั้งที่สาม... สู้ชีวิตแต่ชีวิตสู้กลับ และครั้งที่สี่ เมื่อสติเริ่มกลับมาพร้อมกับความงัวเงีย ความคิดแรกที่แล่นเข้ามาไม่ใช่ 'สวัสดีเช้าวันใหม่' แต่เป็น 'วันนี้ต้องไปทำงานอีกแล้วเหรอ'

ชีวิตมนุษย์เงินเดือนหลายคนไม่ได้ต่างอะไรกับการติดอยู่ใน 'ลูป' ที่หาทางออกไม่เจอ ทุกวันวนเวียนอยู่กับการตื่น ไปทำงาน กลับบ้าน แล้วเริ่มใหม่ เหมือนการรบในสงครามเย็นที่ไม่มีวันสิ้นสุด บางวันก็ตลกดีที่ชีวิตเราขึ้นอยู่กับว่า 'ถ้าไม่ทำงาน แล้วจะเอาเงินที่ไหนกิน?' แล้วคำว่า 'กูจะลาออก' ก็มักจะหลุดออกมา แต่พอเอาเข้าจริง เราก็วนกลับมาที่เดิมตลอด ลองแยกประเภทของ 'คำว่าลาออก' ดูไหมครับ: เมื่อเราตั้งคำถามกับตัวเองหลายๆครั้ง มันมักจะมีคำนึงที่โผล่มาในหัวที่ทำให้เราแค่รู้สึกสบายใจที่จะไม่ต้องวนลูป ก็คือ กูจะลาออกในสักวัน แต่วันไหนละ วันไหน ก็ยังหาวันที่จะลาออกไม่เจอเลยแม้แต่ครั้งเดียว แล้วเมื่อไหร่ละจะได้ทำจริง จนมีคำพูดจากคนรอบข้างหรือคุณในโซเชียลมีเดียของคุณว่า คนที่บ่นๆทุกวันว่าลาออกนะ ไม่ได้ลาออกจริงๆสักทีหรอก อยู่ไปจนเกษียณทุกราย

ลาออก (สายบ่น): บ่นไปงั้นแหละ เบื่อที่ทำงาน แต่พอเจอเรื่องดีๆ เข้าหน่อย ก็สู้ต่อได้อีกเป็นปี

ลาออก (สายรอโบนัส): อีกนิด อีกหน่อย รอโบนัสออกก่อน... แต่พอเงินเข้าปุ๊บ เงินเดือนปรับปั๊บ ก็ยังหาจังหวะไปไม่ได้สักที

ลาออก (สายพัง): สุดจะทน สุขภาพกายก็แย่ สุขภาพใจก็พัง จนเริ่มรู้ตัวว่าเรากำลังเป็นซึมเศร้า

ความหมายของคำว่า 'ลาออก' จริงๆ แล้วมันคือการหาทางออกจากลูปนี้ ซึ่งกุญแจสำคัญที่สุดคือ 'สภาวะจิตใจ' ของเราเอง

วันที่ฉันประกาศจบการศึกษาจากบริษัทนี้ เป็นจังหวะเดียวกับที่ข่าวต่างประเทศกำลังระอุ สงครามเริ่มปะทุ ราคาน้ำมันและข้าวของทำท่าจะพุ่งทะยาน ฉันยืนลังเลอยู่หน้าห้อง HR... 'นี่ฉันกำลังตกงานในช่วงที่โลกกำลังแย่หรือเปล่า?'

ความกลัวพยายามดึงรั้งไว้ แต่ในที่สุด ฉันก็ตัดสินใจก้าวข้ามความลังเลนั้น ฉันประกาศจบการศึกษาอย่างเป็นทางการและเดินออกมาโดยไม่หันหลังกลับ

ทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร? วางแผนไว้แล้วครับ แต่มันจะเป็นไปตามแผนไหม? ต้องลองดู!

แผนต่อไปคือการไปเยือนญี่ปุ่น สักการะเทพเจ้า เปลี่ยนแผ่นป้ายศักดิ์สิทธิ์ และไปในที่ที่ไม่เคยไป ถือเป็นการรีเซ็ตระบบหัวใจ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับก้าวต่อไปในฐานะคนทำงานอิสระอย่างเต็มตัว