ท่านปรารถนาอยากจะเป็นใคร...
ความปรารถนาในทัศนะของลากอง ถือกำเนิดขึ้นจากความขาด (Lack) มันคือช่องโหว่ที่เกิดขึ้นตั้งแต่เราถูกแยกออกจากท้องของแม่ มันคือช่องโหว่ที่เกิดขึ้นตลอดช่วงระยะเวลาตั้งแต่เราเป็นทารก เป็นเด็ก เป็นวัยรุ่น แล้วเราพยายามเติมเต็มช่องโหว่นั้นตลอดชีวิต ด้วยการตามหาบางสิ่งที่เราเชื่อว่าจะทำให้เรากลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง
คำถามที่ว่าท่านปรารถนาอยากจะเป็นใครนี้ดูเหมือนง่าย แต่ถ้าลองนั่งคิดดูจริง ๆ มันซับซ้อนกว่าที่คิด เพราะเวลาเราจินตนาการถึงตัวตนที่อยากเป็น สิ่งแรกที่ผุดขึ้นมามักเป็นภาพ - อาจจะเป็นภาพนักปรัชญาใส่สูทดูดไปป์ดูทรงปัญญา ภาพนักกีฬาร่างกายแข็งแรงคล่องตัวและงามสง่า ภาพนักธุรกิจใส่เสื้อเชิ้ตรีดเรียบเดินเข้าห้องประชุม ภาพเหล่านี้เป็นภาพภายนอกทั้งสิ้น ภาพที่เราคิดว่าเป็นภาพของตัวเราที่สมบูรณ์ แล้วข้างในล่ะ เราอยากเป็นคนอย่างไรจริง ๆ กันแน่
สิ่งที่น่าสังเกตคือ ภายนอกและภายในไม่ได้แยกจากกันอย่างที่เราคิด ความปรารถนาที่จะเป็นอะไรบางอย่างข้างในนั้น มักต้องการเปลือกภายนอกมาช่วยประคับประคองให้มันเป็นจริงขึ้นมา คนที่อยากเป็นนักกีฬาข้างในจะไม่มีวันรู้สึกว่าตัวเองเป็นนักกีฬาได้เลย ถ้าไม่เคยสวมชุดกีฬา ไม่เคยออกไปวิ่ง ไม่เคยรู้สึกเหนื่อยจากการฝึก ภายนอกไม่ใช่แค่เปลือก มันคือส่วนหนึ่งของกระบวนการที่ทำให้ตัวตนข้างในเป็นจริงขึ้นมา นักปรัชญาสมัยใหม่เรียกสิ่งนี้ว่า embodied cognition หรือการรู้คิดผ่านร่างกาย ความคิด ความรู้สึก และอัตลักษณ์ของเราไม่ได้อยู่แค่ในหัว แต่ถูกหล่อหลอมโดยร่างกาย การกระทำ และสภาพแวดล้อมที่เราอยู่ด้วย เราไม่ได้แค่แสดงตัวตนออกมาข้างนอก แต่ภายนอกนั้นช่วยสร้างตัวตนข้างในขึ้นมาพร้อม ๆ กัน
แต่ก่อนที่ภายนอกจะทำงาน ต้องมีบางอย่างจุดประกายก่อน และสิ่งนั้นคือ เจตจำนงภายใน หรือความปรารถนาที่เราพูดถึงไปตอนต้น
เนื่องจากดวงตาอันเป็นเครื่องมือสำหรับการมองสำหรับมนุษย์นั้นไม่สามารถมองเข้ามาในตัวเองได้ เราจึงต้องมองออกไปข้างนอก และเรามองเห็นคนอื่น
เราเห็นสิ่งที่คนอื่นเป็น สิ่งที่คนอื่นครอบครอง วัตถุ สิ่งของ พลัง อำนาจ ความงดงาม สิ่งที่คนอื่นมีและเราไม่มี มันกลายได้เป็นสัญลักษณ์ของความสมบูรณ์ที่เราขาดหายไป มันคือสิ่งที่สัญญาว่าจะเติมเต็มเรา เหมือนที่เราเห็นว่ามันเติมเต็มคนอื่น
ลองนึกภาพคนที่ไม่ปรารถนาอะไรเลย ไม่อยากได้ ไม่อยากเป็นใคร ไม่อยากไปถึงไหน คนคนนั้นจะไม่ทำอะไรเลย และการไม่ทำอะไรเลยนั้น ถ้ามันเป็นแค่การนิ่งเฉยอยู่กับตัวเองก็ยังพอทนได้ แต่ถ้าความว่างเปล่าภายในนั้นเริ่มหันออกไปข้างนอก แล้วแทนที่จะสร้าง กลับทำลาย นั่นคือจุดที่ปัญหาเริ่มต้น ความปรารถนาจึงเป็นเหมือนเชื้อเพลิงของชีวิต มันไม่มีทิศทางในตัวเอง มันแค่ให้พลังงาน ส่วนจะเอาพลังงานนั้นไปทำอะไร ขึ้นอยู่กับสิ่งที่อยู่ในจิตใจเรา และนั่นคือจุดที่-ริษยา-กับ-อิจฉา-แยกทางกัน
ภาษาไทยโชคดีที่มีสองคำนี้แยกกัน เพราะในหลายภาษามันใช้คำเดียวกัน และนั่นทำให้เราสับสนว่ามันคือสิ่งเดียวกัน แต่ความจริงแล้วมันต่างกันในระดับที่สำคัญมาก
ความอิจฉา คือการเห็นคนอื่นมีอะไรบางอย่างที่เราอยากได้ แล้วความรู้สึกนั้นก็พาเราไปลงมือทำให้ได้มันมา เราเห็นเพื่อนออกกำลังกายแล้วร่างกายดีขึ้น เราอยากได้บ้าง เราก็เริ่มออกกำลังกาย เราเห็นคนที่พูดได้ฉะฉานและลึกซึ้ง เราอยากพูดได้แบบนั้นบ้าง เราก็ฝึกฝนหรือไปหาหนังสืออ่าน ความอิจฉาเป็นพลังงานที่ชี้เข้าหาตัวเอง มันสร้างกลุ่มความคิดที่บอกว่า ถ้าคุณมี ฉันก็อยากพัฒนาตัวเองให้มีบ้างเหมือนกัน
ความริษยา คือการเห็นคนอื่นมีอะไรบางอย่างที่เราทนเห็นเขามีไม่ได้ แล้วความรู้สึกนั้นก็พาทำลงมือทำลายคนอื่นไม่ใช่มีมัน เราอาจจะไม่ได้อยากได้สิ่งนั้นจริง ๆ แต่เราแค่อยากให้เขาไม่มี มันเป็นพลังงานที่ชี้ออกไปข้างนอก มันสร้างกลุ่มความคิดที่บอกว่าถ้าฉันไม่มี คุณก็ต้องไม่มีเช่นกัน
ทั้งสองเริ่มจากจุดเดียวกัน คือการเห็นคนอื่นแล้วรู้สึกว่าตัวเองขาดอะไรบางอย่าง แต่แยกทางกันตรงที่คำถามว่า เราเชื่อว่าตัวเองไปถึงได้ไหม ถ้าเชื่อว่าได้ มันกลายเป็นอิจฉาและแรงบันดาลใจ ถ้าเชื่อว่าไม่ได้ หรือไม่อยากลงทุนพยายาม มันกลายเป็นริษยาและการทำลาย
สิ่งที่หลายคนเข้าใจผิดเกี่ยวกับความริษยาคือคิดว่ามันเกิดจากความขาดแคลน คิดไปว่ามันเป็นเรื่องของคนที่ไม่มีอะไร แต่ความเป็นจริงนั้นต่างออกไปมาก เพราะบางครั้งความริษยาที่รุนแรงที่สุดกลับมาจากคนที่มีอยู่แล้วมากมาย
ลองนึกถึงคนที่ชีวิตดีอยู่แล้ว แต่กลับต่อต้านนโยบายที่จะช่วยให้คนอื่นมีชีวิตที่ดีขึ้น เพราะกลัวว่าช่องว่างระหว่างตัวเองกับคนอื่นจะแคบลง คนเหล่านี้ไม่ได้ขาดอะไร แต่พวกเขากลัวการสูญเสียตำแหน่ง กลัวที่จะไม่ได้เป็นที่หนึ่งอีกต่อไป
พุทธศาสนาเรียกสภาวะนี้ว่าภพของอสูร และมันน่าสนใจมากที่อสูรในจักรวาลวิทยาพุทธนั้นไม่ได้อาศัยอยู่ในนรก แต่อาศัยอยู่ในสวรรค์ หรืออยู่ใกล้กับสวรรค์มากที่สุด อสูรมีพลัง มีทรัพย์สมบัติ มีอำนาจ แต่จิตใจเต็มไปด้วยความโกรธ ความเกลียด และความริษยา เพราะพวกเขามองขึ้นไปข้างบนตลอดเวลา และมองลงมาข้างล่างด้วยความหวาดกลัวว่าใครจะขึ้นมาแทนที่
Friedrich Nietzsche นักปรัชญาชาวเยอรมันเรียกสภาวะนี้ว่า ressentiment ซึ่งเป็นการที่คนไม่สามารถหรือไม่เลือกที่จะขึ้นไปข้างบน แล้วหันมาใช้พลังงานทั้งหมดในการดึงคนอื่นลงมาแทน และที่น่ากลัวคือพลังงานนี้มักแฝงตัวมาในรูปของความห่วงใย ความยุติธรรม และความเท่าเทียม ทำให้มองไม่ออกว่านี่คือริษยาในคราบของคุณธรรม
แม่มดในนิยายสโนไวท์คือภาพของความริษยาที่ชัดเจนที่สุด เธอไม่ได้แค่อยากสวย เธออยากเป็นที่หนึ่ง และสองสิ่งนี้ต่างกันมาก การอยากสวยคือความปรารถนาในตัวเอง ไม่เกี่ยวกับใคร แต่การอยากเป็นที่หนึ่งคือความปรารถนาที่ผูกติดกับการที่คนอื่นต้องน้อยกว่า เมื่อสโนไวท์เริ่มสาวและสวยขึ้น แม่มดไม่ได้สูญเสียความสวยของตัวเองไปแม้แต่น้อย แต่เธอกลับยอมสูญเสียความงามของตัวเอง ยอมทำร้ายตัวเองให้ตนแก่ชรา เพื่อที่จะให้คนอื่นเจ็บกว่าคือการลวงฆ่าสโนไวท์
ในหลายวัฒนธรรมเราจะพบความเชื่อเรื่องดวงตาปีศาจ ซึ่งปีศาจที่ว่านั้นไม่ใช่ผีปีศาจจากนรก แต่คือภาพแทนของสายตาที่เต็มไปด้วยความริษยาของมนุษย์ด้วยกันเอง ที่จ้องมองผู้อื่นด้วยความมุ่งร้าย และปรารถนาให้สิ่งที่งดงามหรือความสำเร็จนั้นถูกทำลายลง อย่างคำว่า envy ที่แปลว่าความริษยายังมีรากศัพท์มากจากลาตินว่า indiva ซึ่งมีความหมายถึงการจ้องมอง ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงสร้างกลไกป้องกันพลังลบนี้ขึ้นมา นั้นคือการพกเครื่องราง 🧿 Evil Eye เพื่อสะท้อนสายตาชั่วร้าย หรือความโชคร้ายนั้นกลับไป
ถ้าริษยาคือการเห็นคนอื่นได้ดีแล้วเจ็บปวด ทางออกที่ตรงที่สุดคืออะไร คำตอบในพุทธศาสนาคือพรหมวิหารสี่ โดยเฉพาะ มุทิตา ซึ่งแปลว่าความยินดีในความสุขของผู้อื่น ความงามของมุทิตาคือมันไม่ได้บอกให้เราทำลายความรู้สึกริษยาโดยตรง ไม่ได้บอกให้เราพยายามหยุดความปรารถนา แต่บอกให้เราเปลี่ยนทิศของมัน จากการที่เห็นคนอื่นได้ดีแล้วเจ็บปวด ให้เปลี่ยนเป็นเห็นคนอื่นได้ดีแล้วพลอยยินดีไปด้วย และเมื่อเราเริ่มยินดีกับความสุขของคนอื่นได้ สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมาคือ ความสุขของคนอื่นเริ่มกลายเป็นแรงบันดาลใจแทนที่จะเป็นภัยคุกคาม เราเปลี่ยนจากริษยามาเป็นอิจฉาในแบบที่สร้างสรรค์ คือเห็นคนอื่นได้ดีแล้วอยากได้บ้าง แล้วก็ลงมือพัฒนาตัวเอง
พุทธศาสนามีการปฏิบัติที่เรียกว่า เทวตานุสติ คือการระลึกถึงเทวดา ซึ่งฟังดูเหมือนเป็นเรื่องไสยศาสตร์ แต่ความจริงแล้วมันคือกระบวนการทางจิตที่ลึกซึ้งมาก โดยการระลึกถึงเทวดาในที่นี้ไม่ใช่แค่การนึกว่ามีเทวดาอยู่จริง แต่คือการระลึกว่าเทวดาได้เป็นเทวดาได้อย่างไร เขาทำอะไร เขาพัฒนาคุณธรรมอะไร แล้วก็น้อมนำเอาสิ่งนั้นมาปฏิบัติตาม มันเป็นการศึกษาตัวอย่างที่ดี" เป็นกระจกสะท้อนให้เราเห็นว่าตัวเองควรพัฒนาไปในทิศทางไหน ในบริบทสมัยใหม่ เทวตานุสติก็คือสิ่งที่เราทำอยู่แล้วโดยไม่รู้ตัว เวลาเราเห็นคนที่เราชื่นชมแล้วถามตัวเองว่าเขาทำอย่างไรถึงเป็นแบบนั้นได้ แล้วพยายามศึกษาและทำตาม นั่นคือเทวตานุสติ ความแตกต่างระหว่างการทำแบบนี้กับการริษยาอยู่ที่คำถามที่เราถามตัวเอง ริษยาถามว่าทำไมเขาถึงได้ดีกว่าฉัน แต่เทวตานุสติถามว่าเขาทำอะไรถึงได้ดีแบบนั้น และฉันจะทำตามได้อย่างไร
เมื่อมองทุกอย่างในภาพรวม มันเป็นวงจรที่สวยงามและสมบูรณ์ในตัวเอง โดยทุกอย่างเริ่มจาก เจตจำนงและความปรารถนา เราเห็นบางอย่างในโลก แล้วรู้สึกว่าอยากได้ อยากเป็น อยากไปถึง ความปรารถนานั้นเป็นเชื้อเพลิงดิบที่ยังไม่มีทิศทาง จากนั้นขึ้นอยู่กับสิ่งที่อยู่ในใจเรา พลังงานนั้นจะแยกเป็นสองทาง ถ้าเราเชื่อในตัวเองและเปิดใจรับ มันกลายเป็นอิจฉาและแรงบันดาลใจ ถ้าเราปิดตัวและกลัว มันกลายเป็นริษยาและการทำลาย แต่ถ้าเราฝึกมุทิตา ฝึกที่จะยินดีกับความสุขของคนอื่น พลังงานของริษยาก็สามารถถูกเปลี่ยนทิศกลับมาเป็นอิจฉาในแบบที่สร้างสรรค์ได้ และเมื่อนั้นวงจรก็หมุนไปในทางที่ดี ความปรารถนา นำไปสู่การลงมือ นำไปสู่การพัฒนา นำไปสู่การมีตัวตนที่เราอยากเป็น แล้วก็เริ่มปรารถนาสิ่งใหม่อีก
กลับมาที่คำถามแรก ท่านอยากจะเป็นใคร..
บางทีคำตอบที่ดีที่สุดคือการไม่ยึดติดกับคำตอบที่แน่นอน ตัวตนของเราเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา และนั่นไม่ใช่ปัญหา มันคือธรรมชาติ
สิ่งที่สำคัญกว่าการเป็นอะไรบางอย่างตายตัวคือการมีเจตจำนงที่จะเติบโต มีความปรารถนาที่จะพัฒนา มีมุทิตาที่จะยินดีกับความก้าวหน้าของคนอื่น และมีความกล้าที่จะลงมือทำ ไม่ว่าจะในชุดกีฬา ในสูท หรือในเสื้อเชิ้ตที่รีดเรียบ
เพราะท้ายที่สุด ตัวตนไม่ได้เป็นสิ่งที่เราค้นพบ แต่เป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นทุกวัน ผ่านความปรารถนา การลงมือ และทิศทางที่เราเลือกให้กับพลังงานข้างในจิตใจเราเอง
Comments