มีประโยคซ้ำ ๆ ที่ผ่านเข้ามาในระหว่างการเลื่อนเจอโทรศัพท์ เป็นประโยคที่สัญญากับเราว่าเราจะต่างไปจากที่เคยเป็น ประโยคที่บอกว่า "จงก้าวข้ามความกลัว" "ความกลัวคือศัตรูของความสำเร็จ" หรือประเภทที่ว่า "คนที่ยิ่งใหญ่ไม่กลัวสิ่งใด"

แต่ประโยคนี้เมื่อเราลองทำความเข้าใจผ่านประสบการณ์ผมขอท้าทายความเชื่อนั้นอย่างตรงไปตรงมาว่า

ความกลัวคือหนึ่งในกลไกที่ทรงพลังที่สุดของมนุษย์ และการสอนให้คนหนีจากมันนั้น ไม่ได้ทำให้ใครประสบความสำเร็จ แต่มันจะทำให้คนสูญเสียเครื่องมือที่ดีที่สุดชิ้นหนึ่งของตัวเองไป

สังคมสมัยใหม่แบ่งสิ่งต่าง ๆ เป็นสองขั้วอย่างชัดเจน - ความกลัวคือสัญญะของความพ่ายแพ้ และความกล้าหาญคือสิ่งที่ยิ่งใหญ่ แต่นั่นเป็นการมองที่ตื้นเขินเกินไป เพราะในความเป็นจริง ความกลัวไม่ได้เป็นตรงข้ามกับความกล้า เแต่เป็นแหล่งกำเนิดของความกล้าต่างหาก

ลองนึกถึงช่วงเวลาที่คุณกล้าทำอะไรบางอย่างที่ยากมากในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการลาออกจากงานที่มั่นคงเพื่อตามฝัน การบอกรักใครสักคน หรือการยืนขึ้นพูดต่อหน้าฝูงชน คุณไม่ได้ทำสิ่งนั้นเพราะ"ไม่กลัว" แต่คุณทำมันทั้ง ๆ ที่กลัว และที่คุณกล้าทำ ก็เพราะมีบางอย่างที่คุณกลัวมากกว่าหากไม่ทำ

นั่นคือหัวใจของเรื่องนี้ ความกลัวไม่เคยหายไปจากใจผู้กล้า มันแค่ถูกใช้งานอย่างถูกต้องเท่านั้น

ทำไมคุณถึงเลิกบุหรี่ ทำไมคุณถึงหยุดดื่ม ทำไมคุณถึงควบคุมอาหาร ทำไมคุณถึงออกจากความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ

คำตอบที่ซื่อสัตย์มันไม่ใช่ "เพราะฉันรักตัวเองมากพอ" หรือ "เพราะฉันไม่กลัวที่จะเลิกมัน" แต่คำตอบที่แท้จริงมักคือ "เพราะฉันกลัว" กลัวความเจ็บป่วย กลัวความตาย กลัวทำให้คนที่รักผิดหวัง กลัวกลายเป็นสิ่งที่ตัวเองดูถูก

ความกลัวผลที่จะตามมานั้นคือแรงขับเคลื่อนที่แท้จริง จริงที่ความกลัวเป็นสัญญะของความอ่อนแอ แต่ความอ่อนแอมันไม่ใช่เรื่องผิด แต่มันทำให้เราต้องลุกขึ้นสู้ มันคือกลไกวิวัฒนาการที่ทำให้มนุษย์รอดชีวิตมาได้นับแสนปี ร่างกายของเราถูกออกแบบมาให้ใช้ความกลัว ไม่ใช่ให้กำจัดมัน

คาร์ลจุงเรียกส่วนมืดของจิตใจที่เราพยายามซ่อนและปฏิเสธว่า "Shadow" หรือเงา เขาเชื่อว่าการที่เราเดินหนีจากความกลัว ความอาย หรือแรงขับที่เราไม่อยากยอมรับ ไม่ได้ทำให้สิ่งเหล่านั้นหายไป มันแค่จมลงสู่ส่วนลึกของจิตใจ และออกมาในรูปแบบที่ควบคุมไม่ได้ในภายหลัง

แต่ถ้าเราหันมาเผชิญกับเงานั้น ยอมรับมัน และรู้จักมันอย่างถ่องแท้ เราก็จะสามารถเปลี่ยนมันให้เป็นสิ่งที่มีคุณค่าที่ใครจะพรากเอาไปไม่ได้

คุณกลัวอะไรมากที่สุด.. กลัวความยากจน กลัวล้มเหลว กลัวถูกดูถูก กลัวเป็นคนไร้ค่า กลัวถูกทอดทิ้ง กลัวตกงาน คุณปฏิเสธได้ลงไหมว่าคุณไม่ได้กลัวมัน เมื่อคิดถึงมันแล้วคุณรู้สึกอย่างไร... แต่ขอให้จำไว้ว่าคุณมีความสามารถจะที่เลือกได้ว่าคุณจะรู้สึกอย่างไร รู้สึกตกต่ำ รู้สึกสมเพชและรังเกียจความคิดนั้น หรือคุณรู้สึกว่าคุณต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อจะไม่ให้มันเกิดขึ้นจริง ใช้ความกลัวเป็นเชื้อเพลิงที่ทรงพลังที่สุดที่คุณมี และมีเพียงคุณเท่านั้นที่จะเป็นผู้ควบคุมมัน ไม่ใช่ให้มันควบคุมคุณ

สำหรับการกลัวตาย นักปรัชญาสโตอิกอย่างมาร์คัส ออเรลิอุส และเซเนกา บอกกับเราให้ฝึกสิ่งที่เรียกว่า Memento Mori - การระลึกถึงความตายอย่างสม่ำเสมอ พวกเขาไม่ได้ทำเช่นนี้เพื่อให้ตัวเองซึมเศร้า แต่เพื่อให้ทุกวันมีน้ำหนักและความหมาย

เมื่อคุณเผชิญหน้ากับความกลัวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือความตาย สิ่งเล็กน้อยที่เคยดูใหญ่โตก็จะหดตัวลง คุณจะเลิกผัดวัน คุณจะทำสิ่งที่คุณอยากทำ เลิกใช้ชีวิตแบบล่องลอย และหันมาทำสิ่งที่สำคัญจริง ๆ ด้วยความเร่งด่วนที่ควรจะเป็น

ถ้าคุณยังสูบบุหรี่ต่อไป คุณอาจจะนอนอยู่บนเตียงโรงพยาบาล หายใจไม่ออก ร่างกายสลายลงทีละส่วน ต้องโทรไปร่ำลาเพื่อน ๆ โดยไม่ได้เจอหน้ากันมาตั้งนาน ถ้าคุณยังใช้จ่ายเกินตัว คุณอาจจะยืนอยู่หน้าประตูบ้านที่ถูกยึด โดยไม่มีที่ไปและไม่มีอะไรเหลือ ภาพเหล่านี้ไม่ใช่การทรมานตัวเอง มันคือแผนที่ที่บอกว่าคุณต้องเดินไปทางไหน

ในพุทธปรัชญามีคำสอนสำคัญสองคำที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องนี้คือ หิริ หรือความละอายใจต่อการทำความชั่ว และ โอตตัปปะ หรือความเกรงกลัวต่อผลของบาปและความผิด

พระพุทธเจ้าทรงเรียกคุณธรรมทั้งสองนี้ว่าโลกบาล หรือผู้คุ้มกันโลก เพราะมันคือสิ่งที่ทำให้สังคมมนุษย์ยังยืนอยู่ได้ เมื่อมีหิริและโอตตัปปะ คนจะไม่กล้าทำสิ่งที่รู้ว่าชั่วร้ายไม่ใช่เพราะกลัวความชั่วร้าย แต่พวกเขากลัวผลของมัน

ลองนึกถึงหนังสยองขวัญ - ตัวเอกวิ่งหนีสุดชีวิต ผ่านป่า ผ่านอาคาร ข้ามถนน ทำทุกวิธีเพื่อเอาตัวรอดจากสิ่งที่กำลังตามมา คุณเคยสังเกตไหมว่าตัวเอกในหนังพวกนี้ทำสิ่งที่น่าทึ่งอย่างไม่น่าเชื่อ - วิ่งเร็วกว่าปกติ คิดเร็วกว่าปกติ สร้างสรรค์วิธีแก้ปัญหาได้อย่างที่ในชีวิตธรรมดาไม่มีวันทำได้

ชีวิตของเราก็ไม่ต่างกันนัก เพียงแต่ปีศาจที่ไล่ล่าเราไม่ได้มีรูปร่าง มันคือความยากจน ความล้มเหลว ความสูญเสียคนที่รัก การถูกลืม การสูญเสียสุขภาพ ล้วนเป็นสิ่งที่กำลังเดินตามเราอยู่เสมอ

แต่ความแตกต่างที่สำคัญคือปีศาจในชีวิตจริงนั้นไม่ใช่ศัตรู มันคือเพื่อนร่วมทาง เป็นนักแสดงที่เล่นบทร้ายเพื่อให้คุณเล่นบทเอกได้อย่างดีที่สุด ความกลัวไม่ใช่สิ่งที่ต้องกำจัด มันคือพลังงานที่ต้องใช้ให้เป็น

ความเจ็บปวดคือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคุณล้ม เมื่อโปรเจกต์พัง เมื่อความสัมพันธ์สิ้นสุด เมื่อธุรกิจล้มเหลว มันเจ็บ มันหนัก และมันควรเจ็บเพราะนั่นคือสัญญาณว่าคุณสนใจ คุณลงทุน คุณใส่ใจ

แต่ความกลัวนั้นต่างออกไป มันไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้น แต่มันคือสิ่งที่ยังไม่เกิด และนั่นคือพลังของมัน ความกลัวสามารถทำให้คุณลุกขึ้นหลังจากล้มได้เร็วกว่าใคร เพราะมันกำลังบอกว่า ถ้าคุณนอนล้มอยู่ตรงนั้นต่อ สิ่งที่แย่กว่านั้นกำลังจะมา

คุณต้องกลัวที่จะล้มเหลว เพื่อพัฒนาทุกก้าวของตัวเองให้ดีขึ้น แต่ความกลัวจะต้องทำให้คุณวิ่งต่อ ไม่ใช่หยุดนิ่ง

ความกลัวต่อผลลัพธ์คือสัญญาณว่าคุณสนใจสิ่งที่คุณทำ นักดนตรีที่ไม่กลัวการแสดงมักไม่ได้แสดงดีที่สุดในชีวิต เพราะพวกเขาไม่ได้ลงทุนทางจิตใจมากพอ นักกีฬาที่กังวลก่อนแข่งขันมักแสดงผลงานได้ดีกว่า เพราะร่างกายและจิตใจพวกเขาตื่นตัวอยู่ในระดับสูงสุด

ในทางจิตวิทยา นี่คือสิ่งที่เรียกว่า Yerkes-Dodson Law - ประสิทธิภาพของมนุษย์จะสูงสุดในระดับความตื่นตัวที่เหมาะสม ไม่ใช่เมื่อไม่มีความกดดันเลย และไม่ใช่เมื่อถูกกดดันจนล้น แต่เมื่อมีความกลัวในระดับที่พอดี

ถ้าความกลัวคือเครื่องมือ คำถามที่ถูกต้องคือไม่ใช่ ฉันจะกำจัดความกลัวได้อย่างไร แต่คือฉันจะเลือกกลัวอะไร

จงหยุดต่อสู้กับความกลัว แล้วเริ่มต้นสนทนากับมัน ถามมันว่ามันกำลังบอกอะไรคุณ มันกำลังชี้ให้เห็นความเสี่ยงอะไร และมันกำลังดึงคุณไปสู่การกระทำที่สำคัญอะไร

ความกลัวที่ถูกเข้าใจและถูกใช้อย่างถูกต้อง มันจะไม่ใช่สิ่งที่หยุดคุณอีกต่อไป แต่มันคือสิ่งเชื้อเพลิง เข็มทิศ และเพื่อนที่ผลักดันคุณไปสู่เป้าประสงค์