ภายในครรภ์มารดา มนุษย์วัยทารกใกล้คลอดกำลังเสวยสุขอยู่กับการนอนเล่นอยู่ในนั้น อาหารและน้ำดื่มไม่จำกัด ความอบอุ่นที่ไม่ร้อนไม่หนาว ความชุ่มชื้นที่ทำให้สบายตัว การล่องลอยและเคลื่อนที่ไปโดยไม่ต้องออกแรง แต่ถ้าจะพูดให้ถูกก็คือทารกน้อยไม่ได้รู้สึกสุขหรือทุกข์อะไร เพราะมันเป็นเช่นนี้มาตั้งแต่ทีแรก เขาไม่รู้ว่าทุกข์คืออะไร เพราะเหตุนั้นเขาจึงไม่รู้จักความสุขด้วย และเมื่อครบกำหนด จู่ ๆ ความรู้สึกนั้นก็หายไป อากาศเริ่มเย็นแห้งผาก ความรู้สึกไม่ปลอดภัยอย่างประหลาดจากแรงโน้มถ่วง ความหิวโหยครั้งแรก และขณะเดียวกันนั้นทารกก็ได้รู้จักทุกข์และสุข ได้รู้จักสวรรค์และนรกเป็นครั้งแรก
เด็กทารกเผ่าพันธ์มนุษย์ไม่สามารถดำรงอยู่ด้วยตนเองได้ในช่วงขวบปีแรก ทารกน้อยเรียนรู้ว่ามีบางสิ่งบางอย่างชดเชยสิ่งที่ขาดหายไปได้ เขาก็แค่อ้าปาก จากนั้นก็มีก้อนนิ่ม ๆ ตึง ๆ มาช่วยเติมเต็มความหิวโหยและมอบความอบอุ่นให้แก่เขา เขาแค่ร้องดัง ๆ ก็มีบางอย่างห่อหุ่มเขาไว้ และแกว่งไปแกว่งมา และความรู้สึกไม่ปลอดภัยจากแรงโน้มถ้วงก็หายไป ทารกน้อยกลับเข้าสู่สภาวะจำลองของครรภ์มารดาอีกครั้ง และเข้าสู่ภาวะดั้งเดิมโดยสมบูรณ์เมื่อเขาหลับไป
เวลาผ่านไป เด็กน้อยเริ่มเข้าใจแล้วว่า แม่ คือผู้ที่มอบสิ่งที่เคยพร่องไปจากสิ่งเหล่านั้นให้กับเขาทั้งอาหารความอบอุ่ม หรืออะไรต่าง ๆ แล้วเขายังรู้อีกว่า ยังมีคนอีกคนนึง ที่จ้องจะพรากสิ่งเหล่านั้นไปจากเขา นั้นคือสิ่งที่เรียกว่า พ่อ เป็นรักสามเศร้าที่ไม่มีทางจบลงด้วยดี
ในข้อความส่วนต้นอธิบายถึงสิ่งที่ออตโต แรงค์ (Otto Rank) เพื่อนร่วมงานรุ่นแรกของ ซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) ได้เขียนไว้ในงานเขียน “The Trauma of Birth” โดยมีความคิดสำคัญคือ การคลอดออกมาคือการออกมาจากสภาวะที่สุขที่สุด ซึ่งสร้างความเจ็บปวดทางจิตใจให้เด็กแรกเกิด และในส่วนท้ายคือการกำเนิดของปม Oedipus Complex มีความคิดสำคัญคือ พ่อ เป็นคนพรากแม่ไปจากลูก และลูกต้องการการทวงคืน ต่อมา ฌาคส์ ลากอง (Jacques Marie Émile Lacan) นักจิตวิเคราะห์ชาวฝรั่งเศษ ได้ให้ข้อคิดกับเราเพิ่มเติมว่า - แม่ ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ให้ - พ่อ ไม่จำเป็นต้องเป็นคนพราก หรืออาจจะเป็นทั้งคนให้และคนพรากทั้งสองคนเลยก็ได้ แล้วแต่รูปแบบของครอบครัวในแต่ละยุคสมัยและวัฒนธรรม และที่ฟรอยด์บอกว่าแม่ต้องเป็นผู้ให้ และพ่อต้องเป็นผู้พราก เพราะยุคสมัยหลังวิกเตอเรียไม่นาน ซึ่งเป็นยุคสมัยเดียวกับฟอรยด์ ในสังคมชนชั้นกลางของยุโรป ผู้ชายมักมีบทบาททางเพศคือการเป็นคนหาเงินและอำนาจสูงในบ้าน และผู้หญิงต้องอยู่แต่บ้านเลี้ยงลูก ซึ่งแตกต่างจากวัฒนธรรมในพื้นที่อื่น ๆ เช่น การเลี้ยงดูโดยชุมชน การเลี้ยงดูโดยคนอื่น การเลี้ยงดูโดยเผ่า เป็นต้น
ทารกน้อยเติบโตขึ้นเป็นเด็ก แม่ไม่ให้เขาดื่มนมอีกต่อไป และสิ่งนี้สร้างวิกฤตที่สำคัญให้กับเขา เขาเข้าใจแล้วว่าแม่ไม่มีทางอยู่กับเขาได้ตลอดไป เขาเรียนรู้ที่จะคลานหนีไปจากแม่ เรียนรู้ว่ามีทางอื่นที่จะเติมเต็มความหิวผ่านการดูดนิ้ว (to suck) หรือเอาอะไรเข้าปากและเริ่มกัดแทะ (oral-aggressive) เรียนรู้ที่จะทรงตัวเพื่อชดเชยความรู้สึกไม่ปลอดภัยจากแรงโน้มถ่วง และเรียนรู้ว่าเขาสามารถมอบบางอย่างให้คนอื่นนอกเหนือจากการรับ และคนอื่นก็อยากให้เขาเอามันออกมาเหลือเกิน นั้นคือการถ่าย (to shit) และเรียนรู้ว่าเขามีความสามารถในการปฏิเสธที่จะไม่ให้สิ่งนั้นกับคนอื่นได้เหมือนกัน ตอนนี้เอง เขาได้เรียนรู้ถึงอำนาจและการควบคุมเป็นครั้งแรก
แต่ความพร่องไม่เคยถูกเติมให้เต็ม เขายังรู้สึกหิว เขายังกระหาย เขายังหกล้มจากแรงโน้มถ่วง แม้แต่ในความฝันที่ทำให้เขาสะดุ้งตื่น ก็ยังเป็นความฝันถึงการตกจากที่สูง และเขาเข้าใจแล้วว่าสิ่งที่เขาเบ่งออกมามันไร้ค่า เด็กน้อยเห็นทางออกทางเดียวในการมีความสุขนั้นคือการกลับไปสู่แม่ แต่รักสามเศร้าก็ยังคงรุนแรงขึ้น พ่อยังเป็นก้างขวางคอระหว่างเขากับแม่ แต่เด็กน้อยนั่นสังเกตว่าเขามีบางอย่างที่คล้ายกับพ่อ - ไอจุ๊ดจู๋ (the phallus) แล้วเขาภาคภูมิใจอย่างมาก เพราะเขาเห็นความหวังในการทวงแม่กลับคืนมา
เมื่อโตขึ้น เด็กน้อยยิ่งเรียนรู้มากขึ้นว่าเขาไม่สามารถขโมยแม่มาจากพ่อได้ สิ่งที่เขามีไม่มีทางที่จะสร้างความพึงพอใจให้แม่ และแม่เป็นของพ่อ เขาจึงหันเหไปยังสิ่งอื่นนั้นคือการออกไปจากครอบครัว ออกไปสู่โลกภายนอก มุ้งเน้นไปที่การพัฒนาทักษะทางสังคม เขาเริ่มมีเพื่อน
เมื่อเขาเข้าสู่ช่วงวัยเริ่มรุ่น ฮอร์โมนเพศของเขาเริ่มทำงานเต็มที่ เขาสังเกตุเห็นว่าโลกนี้ไม่ได้มีแม่เพียงคนเดียวที่สามารถชดเชยความขาดให้เขาได้ โลกนี้ยังมีผู้หญิงคนอื่น เขาคิดว่าผู้หญิงคนอื่นสามารถชดเชยความขาดพร่องในจิตใจของเขาได้ เพราะผู้หญิงคนอื่นมีสิ่งที่เขาต้องการ (The Real Bleast) และเขาก็มีสิ่งนั้น (The Phallus) สิ่งที่เขาคิดว่าเป็นสิ่งผู้หญิงต้องการที่สุด เขากลับมาสนใจเรื่องเพศอีกครั้ง และในภายหลัง เขาจะเข้าใจว่าเขาคิดผิด
นี่คือสิ่งที่ฟรอยด์เรียกว่าการพัฒนาทางจิตของมนุษย์ โดยเริ่มจากการใช้ปากเพื่อเติมเต็มความหิว (Oral Stage) การมอบสิ่งที่ตัวเองมีและการปฏิเสธ (Anal Stage) การตระหนักเครื่องเพศของตนเอง (Phallic Stage) การถอยเรื่องเพศ (Latency Stage) และการกลับมาหาเครื่องเพศ (Genital Stage)
ในทฤษฎีของฟรอยด์ส่วนนี้เอง ที่ทำให้เขาถูกเป็นที่ถกเถียงจากสังคม โดยเฉพาะประเด็นในชั้นเครื่องเพศ (Phallic Stage) ที่บอกว่าเด็กชายจะภูมิใจในองคชาต ส่วนเด็กผู้หญิงจะริษยาองคชาต (Penis Envy) เนื่องจากเด็กผู้หญิงไม่มีมันแบบพ่อ และต้องสร้างความรู้สึกโกรธเคืองแม่ เพื่อกดทับความต้องการในการกลับไปหาแม่ไว้ ถึงอย่างไรก็ตาม ลากองก็ได้พัฒนาทฤษฎีของฟรอยด์โดยกล่าวเสริมเพื่อเน้นย้ำความซับซ้อนของกระบวนการทางจิตว่า The Phallus ไม่จำเป็นต้องเป็นองคชาติเสมอไป ท้ายที่สุดแล้ว เด็กผู้หญิงก็มี The Phallus ในแบบของตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษะทางสังคม ความฉลาดทางปัญญา หรือแม้กระทั่ง ใบหน้า รูปร่าง หรือเต้านม ซึ่งเป็นสิ่งที่คนอื่นต้องการที่สุด และเด็กผู้ชายก็จะเข้าใจภายหลังว่าขององคชาติของเขาอาจจะไม่มีศักภาพเพียงพอในการจะเป็น The Phallus แม้เขาจะเคยหวาดกลัวว่ามันจะหายไป (Castration Anxiety) และทั้งผู้หญิงและผู้ชายก็จะตั้งความสงสัยใน The Phallus ของตัวเองเรื่อย ๆ ไปตลอดกระบวนการ
อีกทั้งความต้องการในการดูด (To Suck) ไม่ว่าเพศไหน ก็ต้องการการดูดได้ และไม่จำเป็นว่ามีแต่เพศชายที่ต้องการ The Real Bleast เสมอไป - เพื่อน Bisexual (Gay and Lesbian are included) ของเราจะเข้าใจสิ่งนี้ดี และยังมีวัตถุแห่งการดูด (Object to suck) อื่น ๆ มากมายนอกจาก The Real Bleast
อีกทั้งการเติมเต็มความหิวอาจไม่ใช่แค่การดูด หรือการกิน แต่ยังเป็นการได้เห็น (To See) และการได้ยิน (To Hear) อีกด้วย
เมือเด็กหนุ่มเติบโตขึ้น ถึงแม้เขาจะได้ในสิ่งที่เขาต้องการจากผู้หญิงแล้ว แต่เขาก็ยังรู้สึกขาดพร่อง และเขาไม่สามารถทำให้ผู้หญิงอยู่กับเขาได้ตลอด และบางทีอาจจะทำให้เขาคุ้มคลั่งเสียสติ - นักปรัชญาชาวเยอรมัน ฟรีดริช นีตเชอ (Friedrich Wilhelm Nietzsche) ได้กล่าวในงานเขาของเขาว่า ผู้ชายมีแนวโน้มที่จะมองผู้หญิงเกินจริง โดยมักมองว่าเธอเป็นเทพเจ้า(The Goddess) โดยหลงลืมว่าเธอก็เป็นมนุษย์ ทั้งนี้ก็เพราะผู้หญิงคือภาพแทนของแม่ตามที่ได้กล่าวไป และสิ่งนี้อาจจะทำให้เกิดภาวะการเกลียดชังในสตรีเพศขึ้น โดยอาจจะรุนแรงถึงขั้นมองว่าผู้หญิงเป็นสิ่งน่าน่าสยดสยอง (Abjection) โดยจูเลีย คริสเตวา (Julia Kristeva) นักจิตวิเคราะห์ สตรีนิยม และนักประพันธ์ชาวบัลแกเรีย-ฝรั่งเศส ได้อธิบายว่า มนุษย์ต้องปฏิเสธบางอย่างเพื่อจะได้ไม่ต้องยึดโยงตัวเองกับสิ่งนั้นและสร้างการดำรงของของตัวตนเป็นของตัวเอง ผ่านการมองว่าสิ่งนั้นเป็นความสยดสยองขยะแขยง กล่าวคือผู้คนมองผู้หญิงที่เป็นตัวแทนของแม่ ตัวแทนของความสุขในสวรรค์ แต่เมื่อพบความจริงแล้วว่ามันไม่ใช่ เขาต้องผลักตัวเองออกจาผู้หญิงอย่างรุนแรง เพื่อเอาตัวเองออกมา ซึ่งเราจะเห็นสิ่งเหล่าน้ได้ผ่านวรรณกรรมและวัฒนธรรม ไม่ว่าการจะให้ผู้หญิงเป็นพระแม่ เป็นเทพธิดา เป็นผู้ให้โดยสมบูรณ์ หรือกลับกัน คือเป็นผี เป็นปีศาจ เป็นอสูรกาย หรือเป็นสิ่งที่ต้องถูกกำจัด
เด็กหนุ่มและเด็กสาวเติบโตขึ้น แต่ละคนมีประสบการณ์ทางจิตแตกต่างกัน ทำให้คนแต่ละคนมีความปรารถนาแตกต่างกันไปด้วย ความปรารถนาที่จะชดเชยความขาดพร่องที่เกิดขึ้นเมื่อยังเป็นทารก เป็นเด็ก หรือวัยรุ่น
บางคนต้องการความรัก บางคนต้องการเงิน บางคนต้องการมีอำนาจ บางคนต้องการควบคุมผู้อื่น บางคนต้องการให้ผู้อื่นควบคุม โดยคนแต่ละคนสร้าง The Phallus ขึ้นมาให้แบบของตัวเอง เพื่อชดเชยและดึงดูดความสุขในสรวงสวรรค์ แต่เมื่อได้มาแล้ว ความปารถนาไม่เคยถูกเติมให้เต็ม เด็กน้อยยังโหยหาครรภ์ของมารดา และต้องการกลับเข้าไปในนั้น
หลักการแห่งความพึงพอใจ (Pleasure Principle) เป็นแนวคิดสำคัญที่ฟรอยด์ นำเสนอในทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของเขา โดยมีหลักการง่าย ๆ คือ มนุษยแสวงหาความพึงพอใจ แต่เพราะความพึงพอใจไม่อาจถูกเติมให้เต็มได้ มนุษย์จึงแสวงหาความตาย (Death Drive) เพื่อกลับไปสู่สภาวะก่อนเกิด หรือในครรภ์มารดานั้นเอง (Beyond the Pleasure Principle)
ในสำนวนฝรั่งเศส "la petite mort" หมายถึง The Little Death ใช้อธิบายถึงสภาวะสูญเสียจิตสำนึกชั่วคราวที่อาจเกิดขึ้นหลังการถึงจุดสุดยอดทางเพศ โดยบุคคลจะสูญเสียความเป็นตัวตน (Sense of Self) ชั่วขณะ ซึ่งอาจเปรียบได้กับการตายเล็ก ๆ ขอให้สังเกตุว่าในภาษาไทย เราก็ใช้คำว่า “ถึงจุดสุดยอด” คำถามคือ จุดสุดยอดของอะไร ? โดยเราสามารถตีความได้ว่า เป็นจุดสุดยอดของความพึงพอใจ แล้วจุดสุดยอดของความพึงพอใจก็คือความตายนั้นเอง
ฌอร์จ บาทาย (Georges Bataille) นักปรัชญาชาวฝรั่งเศส - สามีเก่าของแฟนลากอง (Sylvia Bataille) ได้พัฒนาแนวคิดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างความตายกับความสุขสุดยอดทางเพศ (eroticism) ในงานเขียน "Erotism - Death and Sensuality" บาทายเห็นว่าความสุขสุดยอดทางเพศมีความเชื่อมโยงกับความตาย เพราะทั้งสองเป็นประสบการณ์ที่ทำให้มนุษย์ก้าวพ้นจากขอบเขตของอัตตา (Ego)
เราจึงไม่มีทางสงสัยได้เลยว่าทำไมมนุษย์ถึงออกตามหาความรัก เพราะความรักนั้นเจ็บปวดและนำพาความตาย ขณะเดียวกัน ความตายก็ทำให้เราได้เข้าใจความหมายของการมีชีวิต เป็นการทำงานอย่างสมบูรณ์ของแรงขับสู่ชีวิต (Life Drive หรือ Eros) และแรงขับสู่ความตาย (Death Drive หรือ Thanatos)
อย่างไรก็ตาม อาร์ทัวร์ โชเพินเฮาเออร์ (Arthur Schopenhauer) นักปรัชญาชาวเยอรมันให้ข้อคิดสำคัญกับเราว่าชีวิตมนุษย์นั้นแกว่งไปมาระหว่างความทุกข์ทรมานจากความปรารถนาที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง และความเบื่อหน่ายเมื่อความปรารถนานั้นได้รับการตอบสนองแล้ว ทำให้ดูเหมือนว่าความรักนั้นไม่เพียงพอ และไม่ใช่ทุกอย่างในชีวิต
ย้อนกลับไป 2,500 กว่าปี ที่ตอนเหนือของบริเวณที่ปัจจุบันเรียกว่าอินเดีย เจ้าชายสิทธัตถะทราบเรื่องนี้ไม่แพ้กับคนอื่น เมื่อเขาได้เห็นความแก่ ความเจ็บ และความตายเป็นครั้งแรก (Reality Principle) เสมือนประหนึ่งว่าเป็นการเผชิญหน้าระหว่างความทุกข์เมื่อคลอดออกจากครรภ์มารดา เราเริ่มเห็นว่าชีวิตในวังนั้นคือสุข เพราะชีวิตภายนอกนั้นคือทุกข์ ถึงอย่างไรก็ตาม ในคืนหนึ่ง เขาตระหนักได้ว่าความเร่ารักนั้นขาดพร่องในตัวเอง ความพึงพอใจไม่อาจพามนุษย์กลับไปสู่ภาวะสมบูรณ์ได้ จากนั้นเขาจึงเริ่มออกเดินทาง
เหมือนกับโชเพินเฮาเออร์ เจ้าชายสิทธะค้นพบว่า ตัณหา (Taṇhā - พี่คนโตของเหล่าลูกสาวของพระยาวัสสวดีมาร) ไม่เคยถูกทำให้เต็มได้ และทำให้เราต้องเผชิญกับ ความอรดี (อ- (ไม่) + รติ (ความยินดี) ความไม่ยินดี - Aratī พี่สาวคนกลาง) ซึ่งเป็นความเบื่อหน่ายหลังจากที่ความปรารถนาถูกเติมให้เต็ม และเพื่อชดเชยความขาดพร่องไปเรื่่อย ๆ เราจึงต้องการสิ่งที่ล้นเกินมากยิ่งขึ้น จนไปสู่ ราคะ (Rāgā - น้องคนเล็ก) เป็นความกำหนัดที่เข้มข้นในความเร่ารัก และแน่นอนว่ามันไม่มีทางเติมให้เต็มเช่นเคย
เราทุกคนเคยได้ยินเรื่องนี้ ในตอนสุดท้ายเจ้าชายตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า และพูดถึงจุดสุดยอด นั้นคือนิพพาน การดับของอัตตา การตายของตัวตน โดยภายหลัง ฟรอยด์จะเรียกสิ่งนี่ว่า Nirvana Principle และนิชเช่ยังนับถือพระพุทธเจ้าว่าเป็นจิตแพทย์ผู้วินิจฉัยโรคและให้การรักษามนุษย์
เราจะเห็นได้ว่าความปรารถนาคือแรงขับเคลื่อนที่เชื่อมโยงมนุษย์ทุกคนไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะต่างยุคสมัย ต่างเพศ หรือต่างวัฒนธรรม มันคือความพยายามไม่รู้จบในการเติมเต็มความว่างเปล่าที่เกิดขึ้นเมื่อเราถูกพรากจากสภาวะดั้งเดิมอันสมบูรณ์
การเดินทางของมนุษย์เริ่มต้นด้วยการสูญเสียสภาวะดั้งเดิมนี้ เราจึงใช้ทั้งชีวิตในการแสวงหาสิ่งทดแทน ไม่ว่าจะเป็นความรัก อำนาจ ความสำเร็จ หรือกระทั่งสงครามความรุนแรง แต่ไม่มีสิ่งใดเติมเต็มความว่างเปล่านี้ได้อย่างสมบูรณ์ ความปรารถนาจึงไม่มีวันสิ้นสุดเหมือนน้ำเค็ม ยิ่งดื่ม ยิ่งกระหาย ยิ่งเติม ยิ่งขาดพร่อง
จากฟรอยด์ถึงลากอง จากนีตเชอถึงคริสเตวา ทุกคนล้วนพยายามทำความเข้าใจกับพลังอันลึกลับนี้ ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ได้เผยให้เห็นว่าความปรารถนาของเราไม่ได้เกิดขึ้นจากความว่างเปล่า แต่ถูกหล่อหลอมจากประสบการณ์ในวัยเด็ก ความสัมพันธ์กับพ่อแม่หรือชุมชน และการพัฒนาทางจิต ทั้งในระดับจิตสำนึกและจิตใต้สำนึก
มนุษย์พยายามเติมเต็มความว่างเปล่าผ่านความพึงพอใจในรูปแบบต่าง ๆ แต่ในที่สุดกลับนำไปสู่การแสวงหาความตาย (Death Drive) ราวกับว่าการตายอาจเป็นหนทางเดียวที่จะพาเรากลับไปสู่สภาวะของความสมบูรณ์ดั้งเดิม ไม่ว่าการถึงจุดสุดยอดทางเพศและการเข้าถึงนิพพาน ก็คือภาพสะท้อนของความพยายามในการละทิ้งตัวตน
เพื่อกลับไปสู่ความเป็นหนึ่งเดียวกับครรภ์ของจักรวาล
แต่นี้ยังไม่ใช่ต้นกำเนิดแห่งความปรารถนา เพราะตัวเราไม่เคยเป็นตัวเองจริง ๆ แต่ล้วนมาจากการที่สสารต่าง ๆ มาประชุมกันทั้งสิ้น ดังนั้นความปรารถนานี้อาจจะไม่เคยเป็นความปรารถนาของเราจริง ๆ
Comments