เราเรียกโลกว่าพระแม่ธรณี (Mother earth) แต่ความจริงของโลกช่างดูขัดกับสิ่งที่เราเรียก ผืนดินไม่ได้แค่ให้กำเนิดพืชพันธุ์ มันยังเก็บกดความร้อนไว้ข้างใต้ที่รอวันปะทุ รอวันเขย่าแผ่นดินและทำให้ทุกอย่างราบเป็นหน้ากลอง พระแม่คือภูเขาไฟที่ฝังเมืองทั้งเมืองในชั่วข้ามคืน คือคลื่นสึนามิที่กวาดชายฝั่ง คือภัยแล้งที่ไม่สนใจว่าใครจะอดตาย ธรรมชาติไม่โกรธ มันไม่รัก มันแค่เป็นไปตามธรรมชาติของมันเอง
พระแม่กาลีในรัญชาฮินดูคือแม่ผู้ให้กำเนิดและผู้ทำลายในร่างเดียวกัน เธอเต้นรำบนซากศพ มีกะโหลกคล้องคอ แลบลิ้นริ้นตา เปื้อนเลือด แต่เธอก็คือแม่พระผู้เมตตา เป็นสิ่งเดียวกัน ไม่แยกออกจากกัน
พระแม่ทิอามัตแห่งบาบิโลเนียนคือมหาสมุทรดึกดำบรรพ์ที่ให้กำเนิดเทพทุกองค์ แต่เมื่อลูก ๆ รบกวนเธอมากเกินไป เธอก็กลายเป็นมังกรและพยายามทำลายทุกอย่างที่เธอสร้างมา ตำนานจบลงด้วยการที่มาร์ดุกฆ่าเธอและใช้ร่างเธอสร้างโลก ดินที่เราเดินอยู่คือเนื้อหนังของแม่ที่ถูกฆ่า
พระแม่ธรณีเธอไม่ได้มาอวยพร เธอบิดมวยผม ปล่อยให้น้ำท่วม เจตนาคือปกป้อง แต่การกระทำคือการทำลายล้าง ความเป็นแม่และความรุนแรงนั้นไม่ได้แยกกันในจินตนาการของคนโบราณ
แม่ไม่ใช่สัญญะของการให้กำเนิดและเลี้ยงดู แต่แม่ยังเป็นสัญญะของการถูกจำกัด ถูกกักขัง เธอไม่สามารถไปไหนได้ เธอต้องเลี้ยงลูก
นักปรัชญา ecofeminist บางสายมองว่า การที่มนุษย์นิยามธรรมชาติว่าเป็นแม่ผู้ให้นั้นเป็นการกดขี่เชิงสัญลักษณ์อยู่แล้ว เพราะมันตัด agency ของธรรมชาติออก ทำให้เธอกลายเป็น object ที่มีไว้รับใช้ ไม่ใช่ subject ที่มีความต้องการของตัวเอง
ปัญหาอยู่ที่ว่าเราสร้างภาพของ "แม่" ให้สมบูรณ์แบบเกินกว่าความเป็นจริงจะรองรับได้
เด็กผู้ชายเติบโตมาพร้อมกับภาพนี้ ภาพของผู้หญิงที่ให้โดยไม่เคยเรียกร้อง ที่รักโดยไม่มีเงื่อนไข ที่อยู่ตรงนั้นเสมอ ไม่เหนื่อย ไม่โกรธ ไม่ต้องการ และเมื่อเขาโตขึ้นและพบผู้หญิงคนแรกในชีวิต เขานำภาพนั้นไปซ้อนทับเธอโดยไม่รู้ตัว
ฟรีดริช นีทเช่สังเกตว่าผู้ชายที่บูชาผู้หญิงนั้นไม่ได้กำลังรักใคร เขากำลังรักภาพในหัวตัวเอง ผู้หญิงตัวจริงเป็นเพียงฉากที่เขาฉายความต้องการของตัวเองลงไป และยิ่งเขาบูชามากเท่าไหร่ ผู้หญิงตัวจริงก็ยิ่งหายไปมากเท่านั้น ถูกแทนที่ด้วยเทพีที่เขาประดิษฐ์ขึ้น
ภาพของเทพีมันหนักเกินไป ไม่มีผู้หญิงคนใดแบกมันได้ และเมื่อเธอพิสูจน์ว่าเธอเป็นมนุษย์ธรรมดาที่เหนื่อยได้ โกรธได้ ต้องการได้ ผู้ชายหลายคนรู้สึกว่าตัวเองถูกทรยศ ทั้งที่ความจริง เขาทรยศเธอก่อน ด้วยการไม่มองเห็นเธอตั้งแต่ต้น
ใน Thus Spoke Zarathustra นีทเช่เขียนว่าการ idealize ผู้หญิงให้เป็นพระแม่ไม่ใช่การให้เกียรติ มันคือสัญญาณของเปราะบาง เพราะมันคือการปฏิเสธที่จะมองเห็นความเป็นจริง ผู้ชายที่แข็งแกร่งพอจะรับความจริงได้ไม่จำเป็นต้องสร้างภาพลวงตาเพื่อจะรักกับผู้หญิงได้
แต่สิ่งที่นีทเช่ขุดลึกกว่านั้นโดยบอกว่า รากของการบูชาพระแม่มันมาจากความกลัวความตาย ผู้หญิงคือสัญลักษณ์ของการให้กำเนิดและความต่อเนื่อง ผู้ชายที่หวาดกลัวความสิ้นสุดของตัวเองจึงหันมาบูชาสิ่งที่ดูเหมือนจะคงอยู่ตลอดไป มันไม่ใช่ความรัก มันคือการซื้อประกันชีวิตเชิงอารมณ์
และนั่นเชื่อมกลับมาที่ Mother Earth โดยตรง การที่มนุษย์เรียกโลกว่าแม่และจินตนาการว่ามันอ่อนโยน ก็มาจากรากเดียวกัน เราไม่อยากอยู่ในโลกที่ไม่สนใจเรา เราจึงสร้างแม่ขึ้นมาแทน
Carl Jung เรียก archetype นี้ว่า Great Mother และเขาบอกว่ามันมีสองหน้าเสมอ หน้าที่ให้กำเนิดและเลี้ยงดู กับหน้าที่กลืนกินและทำลาย ไม่มีหน้าใดที่แท้จริงกว่ากัน ทั้งสองล้วนเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งเดียวกัน
ความเป็นแม่ไม่ได้สมบูรณ์ในตัวเอง เต้านมจะบรรลุวัตุระสงค์ของมันก็ต่อเมื่อมันถูกดูด สิ่งที่ถูกออกแบบมาเพื่อการเลี้ยงดูนั้น จะบรรลุวัตถุประสงค์ของมันได้ก็ต่อเมื่อมีผู้รับอยู่ด้วย มันไม่มีความหมายในตัวเอง มันมีความหมายก็ต่อเมื่อมีความสัมพันธ์
Hegel พูดถึงสิ่งนี้ในอีกบริบทหนึ่ง consciousness ไม่สามารถรู้จักตัวเองได้หากไม่มี other มารับรู้มัน และ Sartre บอกว่า existence precedes essence สิ่งต่าง ๆ ไม่มีจุดประสงค์ฝังอยู่ล่วงหน้า แต่ได้ความหมายจากการกระทำและความสัมพันธ์
ความเป็นแม่ก็เช่นกัน มันไม่ใช่คุณสมบัติที่มีอยู่ในผู้หญิงโดยธรรมชาติ มันเกิดขึ้นในความสัมพันธ์ ในการตอบสนองต่อกัน และในความไม่สมบูรณ์ที่ทั้งสองฝ่ายต้องเผชิญร่วมกัน
Erich Neumann ลูกศิษย์ของ Jung เขียนไว้ว่าขั้นตอนหนึ่งของการเติบโตของผู้ชายคือการฆ่าแม่เชิงสัญลักษณ์ มันไม่ใช่การเกลียด ไม่ใช่การปฏิเสธ แต่คือการปลดเธอออกจาก pedestal ที่เขาสร้างขึ้นเอง เพื่อที่เขาจะได้มองเห็นเธอในฐานะมนุษย์คนหนึ่งได้จริง ๆ กระบวนการนี้เจ็บปวด เพราะ pedestal นั้นให้ที่ยืนกับเธอ และมันให้ที่ยืนกับเขาด้วย ตราบที่เธอสมบูรณ์ เขาก็มีสิ่งที่สมบูรณ์ให้กลับไปหาได้
แต่เมื่อผู้ชายยอมรับความไม่สมบูรณ์ของแม่ได้ เขาจะพบว่าตัวเองรักเธอได้มากขึ้น ไม่น้อยลง เพราะเขาไม่ได้รักภาพในหัว แต่เขารักมนุษย์จริง ๆ คนหนึ่ง
และสิ่งเดียวกันนี้ใช้กับโลก กับธรรมชาติ กับทุกสิ่งที่เราเรียกว่าแม่ เราจะอยู่กับโลกได้จริงก็ต่อเมื่อเราหยุดคาดหวังให้มันเมตตา หยุดเรียกภัยพิบัติว่าการทรยศ และเริ่มมองว่า นั่นคือโลกที่กำลังแสดงตัวตนที่แท้จริงของมันเอง

Comments