นักธรณีวิทยาศึกษาประวัติศาสตร์ของโลกได้ผ่านการศึกษาชั้นหิน ชั้นหินคือการวางตัวซ้อนทับกันของปรากฏการณ์ทางกายภาพที่ต่อเนื่องกัน เมื่อขึ้นชื่อว่าชั้น ก็หมายความว่ามันไม่ได้เป็นชิ้นเดียวกัน แต่ละชั้นนั้นแยกจากกัน แต่ต่อเนื่องกันเหมือนขั้นบันได ชั้นหินก่อกำเนิดจากล่างขึ้นบนเสมอหากระบบไม่ถูกรบกวน เราเรียกสิ่งนี้ว่ากฏแห่งการซ้อนทับ (Law of Superposition) กล่าวอีกนัยนึงคือ อดีตอยู่เบื้องล่าง ปัจจุบันอยู่เบื้องบน
ชั้นหินแต่ละชั้นเป็นผลมาจากปรากฏการณ์ทางกายภาพ เริ่มจากเม็ดตะกอนถูกพัดพามากับสายลมหรือสายน้ำ เมื่อพวกมันมากองอยู่รวมกัน เกิดการทับกันจนแน่น พัฒนาเป็นชั้นหินแข็งที่มั่นคงในที่สุด เฉกเช่นพัฒนาการทางตัวตนของมนุษย์
ตัวตนของมนุษย์ดำเนินตามหลักการเดียวกัน ประสบการณ์ในวัยเด็กคือชั้นฐานราก ซึ่งแข็งตัวและกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานก่อนที่ชั้นต่อ ๆ มาจะก่อตัวขึ้น ประสบการณ์ในวัยผู้ใหญ่จะทับถมบนรากฐานนั้น แรงกดทับมีทิศทางลงสู่ชั้นล่าง ทำให้ชั้นเก่าถูกทบทวนและตีความใหม่จากน้ำหนักของชีวิตที่สะสมขึ้น นักจิตวิทยา Sigmund Freud เปรียบจิตใจมนุษย์ ว่าเป็นกรุงโรมที่ทุกยุคสมัยของเมืองยังคงดำรงอยู่ซ้อนกัน เปรียบดังขั้นหินที่ซ้อนตัวกันจากชั้นหินที่มีอยู่ก่อน คลอสเซียมจากยุคแรกเป็นสนามกีฬากลางแจ้งขนาดใหญ่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงโรม ไปสู่การเป็นป้อมปราการ ที่อยู่อาศัย โรงงาน และสุสาน
ผลลัพท์ที่สำคัญของโครงสร้างการแข็งตัวจากล่างขึ้นบนนั้นคือความเฉื่อยของตัวตน ตัวตนมาที่หลังปรากฏการณ์เสมอ เราเป็นผลผลิตของอดีตเสมอ ความรู้และสติปัญญาจะมาที่หลังความไม่รู้เสมอ เฉกเช่นที่เฮเกิลกล่าวว่า นกฮูกของมิเนอร์วา(ปัญญา)จะเริ่มบินก็ต่อเมื่อพลบค่ำมาเยือนเท่านั้น
การทับถมของตะกอนตามปกติเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องและค่อยเป็นค่อยไป แต่ในสนามทางธรณีเราพบว่า บางครั้งในหินมีหินอัคนีที่แทรกซอนอยู่ หินอัคนีเหล่านี้เกิดขึ้นจากปรากฏการณ์ทางกายภาพที่ไม่ต่อเนื่อง มันเกิดจากแมกมาหรือลาวาที่ไหลแทรกเข้ามาในระบบ มันสร้างความปั่นป่วนให้กับชั้นหิน มันหลอมละลายชั้นหิน และทำให้หินบางส่วนแปรสภาพ ชั้นหินไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
ในชีวิตมนุษย์ เหตุการณ์ที่ทำหน้าที่เป็นแมกมาคือ The Event หรือเหตุการณ์ที่มีนัยสำคัญเชิงเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียคนที่รัก ความล้มเหลวอย่างถึงรากถึงโคน ความรัก หัวใจที่แตกสลาย หรือการค้นพบความจริงใหม่ที่ทำลายโลกทัศน์เดิม เหตุการณ์เหล่านี้ไม่ได้เพียงแต่เพิ่มประสบการณ์ใหม่ หากแต่แทรกซึมเข้าไปหลอมละลายความหมายของประสบการณ์เก่า ตัวตนที่เคยมั่นคงถูกตั้งคำถาม และโครงสร้างที่เคยชัดเจนกลายเป็นสิ่งที่ต้องสร้างใหม่
สังคมที่สุขสงบ กฏระเบียบและโครงสร้างทางสังคมที่ Solid แต่อยู่ ๆ ก็มีวันนึงก็เกิดเหตุการณ์ที่เข้ามาทำลายโครงสร้างเดิมทั้งหมด สงคราม การปฏิวัติ โรคระบาด โครงสร้างที่เราเคยเชื่อ มันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป การแทรกซอนของแมกมาทิ้งร่องรอยที่มองเห็นได้ในหิน ฉันใดก็ฉันนั้น เหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ก็ทิ้งรอยที่มองเห็นได้ในโครงสร้างทางสังคมและจิตวิทยาของผู้คน
ผลลัพธ์ที่น่าสนใจที่สุดของความร้อนและความดันไม่ใช่การทำลาย หากแต่คือการแปรสภาพ เมื่อหินถูกความร้อนและความดันสูงโดยไม่ถึงขั้นหลอมเหลว ผลึกแร่ภายในจะเรียงตัวใหม่ในโครงสร้างที่หนาแน่นและซับซ้อนกว่าเดิม หินดินดานกลายเป็นหินชนวน หินทรายกลายเป็นหินควอร์ตไซต์ หินปูนกลายเป็นหินอ่อน ทั้งหมดนี้มีความแข็งแกร่งและความงามที่หินต้นกำเนิดนั้นไม่มี
จากกระบวนการทางธรณีวิทยาที่ได้กล่าวไป ทำให้เราพบว่า อดีตไม่ใช่แค่สิ่งที่ผ่านไปแล้ว แต่มันคือชั้นรากฐานที่ยังคงแบกรับน้ำหนักของปัจจุบัน และบางครั้ง ชั้นหินเหล่านั้นผุกร่อนและเปิดเผยตัวเองออกมาสู่โลกภายนอกอีก บางครั้งชั้นหินที่อยู่ล่างสุดกลับเลื่อนขึ้นมาอยู่บนสุด สิ่งที่เราบอกว่าเราก้าวพ้น มันไม่เคยจะก้าวพ้นจริง ๆ และตัวตน (being) ไม่เคยอยู่นิ่ง แต่เปลียนแปลงอยู่ตลอด (becoming) ซึ่งที่เราคิดว่าเป็นเรา เป็นหินที่มีโครงสร้างแข็งแกร่ง แต่เมื่อเวลาผ่านไป ต้องถูกสิ่งใหม่ทับถม ต้องถูกความร้อนและความดันทำให้เปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ
Comments