เพราะพระมหาเถระโมคคัลลานะเป็นตัวแทนการใช้ความคิดที่มองภาพรวมและเน้นความหยั่งรู้ญาณทัศน์ภายใน โดยใช้เหตุผลแบบอุปนัย (inductive reasoning) ร่วมกับความสามารถทางญาณวิทยา ซึ่งแตกต่างจากพระสารีบุตรที่เน้นหาความจริงด้วยการใช้ตรรกะแบบนิรนัยคือให้เหตุผลเชิงตรรกะและการวิเคราะห์แบบเป็นขั้นตอน

สังเกตได้ว่าพระโมคคัลลานะตรัสรู้เร็วกว่าพระสารีบุตร 7 วัน เพราะกระบวนการทางความคิดแบบพระโมคคัลลานะเป็นแบบหยั่งรู้ภายใน ทำงานกับสิ่งที่เป็นนามธรรม และมองหาความเชื่อมโยง ต่างจากพระสารีบุตรที่ต้องใช้เวลาในการให้เหตุผลเป็นรูปธรรม

และถ้าดูจากเหตุการณ์ที่ท่านชอบง่วงนอนบ่อย ๆ เวลาฟังพระพุทะเจ้าเทศนา ก็อาจจะเพราะการเรียนรู้ประเภทฟังแล้วคิดแบบให้เหตุผล ไม่เหมาะกับกระบวนการทางความคิดแบบหยั่งรู้ภายในของท่าน จนพระพุทธเจ้าสอนวิธีแก้ง่วง สอนว่าอย่าถือมั่นในธรรมทั้งปวง แล้วก็สอนให้เข้าไปเสวยเวทนา (เข้าไปรับฟีลลิ่งของอารมณ์ เห็นความดับความเกิดของความรู้สึก จนเห็นความไม่เที่ยง)—ซึ่งเป็นวิธีที่ง่วงน้อยกว่าการใช้ตรรกะล้วนเยอะ— (แต่ก็ต้องใช้ความเพียรพยายามสมาธิตั้งใจและปัญญาอยู่ดี)

เสริม*ในพระพุทธศาสนายังมีการเปรียบเทียบว่าพระสารีบุตรคือมารดา พระโมคคัลลานะคือแม่นม เพราะพระพุทธปรัชญากำเนิดมาจากการใช้เหตุผลนิรนัยแบบพระสารีบุตร และถูกหล่อเลี้ยงด้วยอุบายวิธีต่าง ๆ แบบพระโมคคัลลานะ ทำให้พระพุทธศาสนาไม่ง่วงไม่น่าเบื่อเกินไปจนทำให้คนเหินห่าง

เสริม*พระสารีบุตร และพระโมคคลานะ ต่างก็บรรลุโสดาบันด้วยการได้ยินข้อตั้งต้นของการใช้เหตุผลแบบนรินัยเดียวกันคือ "ธรรมทั้งหลาย เกิดแต่เหตุ" (เป็น general principle ที่บอกว่าทุกอย่างมีเหตุที่ทำให้มันเกิดขึ้น ไม่ได้อยู่หรือเกิดขึ้นด้วยเองลอย ๆ โดด ๆ คิดได้อย่างนี้จึงละความถือมั่นได้ ละความทุกข์จากสิ่งต่าง ๆ ได้ โดยไม่ลังเลสงสัย(เพราะรู้ว่ามันมีเหตุ) จึงบรรลุโสดาบัน)

สุดท้ายท่านบรรลุอรหันต์ ซึ่งไม่แปลกที่จะทำให้พระโมคคัลลานะมีฤทธิ์มาก เพราะกระบวนการคิดแบบท่านและการเข้าไปเสวยเวทนาตัวเองนี้แหละทำให้พระโมคคัลลานะเข้าใจในสภาวะของสัตว์ประเภทต่าง ๆ คือมีเจโตปริยญาณ คือมีความเข้าใจอารมณ์และความรู้สึกของผู้อื่น โดยไม่ต้องใช้ตรรกะวิธี

ซึ่งทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า ...การเดินทางข้ามภพภูมิ เพราะสามารถเข้าไปสำรวจสภาวะจิตใจของคนที่ต้องประสบกับเรื่องต่าง ๆ หรือ being ประเภทต่าง ๆ ได้ด้วยวิธีใช้ญาณความรู้ เสหมือนประหนึ่งได้เข้าไปเผชิญกับเหตุการนั้นจริง ๆ มาแล้ว

เช่น การไปเทียวที่เทวโลก/สวรรค์ - สัญญะของความสามารถในการเข้าใจและเข้าถึงสภาวะจิตของผู้ที่มีความสุข ความปีติ ความอิ่มเอิบใจ คนที่กำลังประสบความสำเร็จหรือมีชีวิตที่สมบูรณ์

การเดินทางไปยังนรก - สัญญะของการเข้าใจความทุกข์ทรมานอันรุนแรง สภาวะจิตของผู้ที่กำลังเผชิญกับความทุกข์แสนสาหัส ความผิดหวัง ความสิ้นหวัง หรืออยู่ในสภาพที่ถูกกดดันอย่างรุนแรง

การพบกับเปรต - สัญญะของการเข้าถึงสภาวะจิตของผู้ที่มีความหิวกระหายไม่รู้จักพอ ความอยากที่ไม่มีวันเติมเต็ม ความรู้สึกขาดแคลนทั้งที่มีอยู่แล้ว หรือความรู้สึกไม่พอใจในสิ่งที่ตนมี

การพบกับสัตว์เดรัจฉาน - สัญญะของการเข้าใจสภาวะจิตที่อยู่ใต้อำนาจของสัญชาตญาณ ไม่มีการคิดวิเคราะห์ หรือตกอยู่ในความไม่รู้และหลงผิด

การเหาะเหินหรือการเดินจงกรมบนอากาศก็เป็นสัญลักษณ์ของการมีจิตพ้นจากข้อจำกัดของโลกทางกายภาพ การมองเห็นในภาพรวม การเข้าถึงมุมมองที่กว้างไกลกว่าคนทั่วไป รวมถึงการก้าวข้ามหรืออยู่เหนือสถานการณ์ต่าง ๆ โดยจิตใจไม่หวั่นไหวโคลงเคลง

และการมีตาทิพย์ ระลึกชาติได้ ก็แสดงถึงความสามารถในการมองปรากฏการณ์ภายนอกเข้าไปเห็นสาเหตุและเงื่อนไขที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง รากเหง้าของปัญหาหรือพฤติกรรมที่จะก่อให้เกิดภพ(becoming) ชาติ/สภาวะ(being)ของบุคคลต่าง ๆ

(for fun : ความสามารถในการเข้าอกเข้าใจสภาวะผู้อื่นของพระโมคคัลลานะ ทำให้ท่านป็อปมาก ถึงชั้นในงานศพ มีชาวเทวโลกทั้ง ๖ ถือของหอม มาลา ธูป เครื่องอบ ฟืนและอืน ๆ มากองกันรวม ๆ แล้ว เกือบ50เมตร (99ศอก)+งานศพก็มีสัตว์จากภพภูมิต่าง ๆ มากันเยอะ แล้วความป็อปของท่านก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ท่านถูกทำร้ายจนตุยเหมือนกัน)

ยังมีเหตุการณ์ ที่พระพุทธเจ้าทรงใช้พระโมคคัลลานะในการสร้างความสังเวชแก่ภิกษุที่มีความประพฤติไม่เหมาะสมด้วยการทำให้ปราสาทสั่นสะเทือน อาจจะตีความเชิงสัญญะได้ว่าเป็นการ การสั่นสะเทือนฐานความคิด ความเชื่อ ทิฐิ ที่มีฐานลึก ฝังไว้แน่น ไม่หวั่นไหว ไม่โยกคลอน(เหมือนปราสาท) เพราะลำพังเพียงแต่การให้เหตุผลเชิงตรรกะก็ไม่อาจจะปลุกจิตสำนึกภิกษุเหล่านั้นได้ และพระโมคคัลลานะทำให้สั่นสะเทือนได้ด้วยเพียง "กระดิกนิ้วเท้า" แสดงให้เห็นถึงการแสดงความจริงเล็กน้อย หรือแค่พลิกตรรกะความคิดเดิมนิดหน่อย ก็สามารถสั่นสะเทือนโครงสร้างความเชื่อที่มั่นคงได้ ทั้งหมดนี้ก็แสดงให้เห็นถึงพระปัญญาของพระพุทธเจ้าและความสามารถของพระโมคคัลลานะในการเลือกและประยุกต์ใช้วิธีการที่เหมาะสมเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในจิตใจของผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้วยความที่พระโมคคัลลานะสามารถเข้าใจสภาวะทางกายภาพและจิตใจผู้อื่น และมองเห็นเป็นภาพรวมทำให้เป็นผู้ถูกเลือกให้ไปต่อสู้ (สัญญะของการโต้วาที) กับพญานาคนันโทปนันทะ-ซึ่งเป็นบุคคลาธิษฐานของชนพื้นเมืองดั้งเดิมท้องถิ่นที่มีภูมิปัญญาสูงเป็นของตัวเอง(เป็นพญานาคบนสวรรค์)-ด้วยการแปลงร่างเป็นพญานาคเสียเอง โดยอาจจะตีความได้ว่าเป็นการเถียงธรรม/โต้วาทีโดยใช้กลวิธีผนวกความเชื่อดั้งเดิมท้องถิ่นให้เข้ากับพุทธปรัชญา ซึ่งกระบวนการคิดเชิงตรรกะแบบพระสารีบุตรทำไม่ได้ เพราะการเถียงธรรมกับbeingที่ต่างจากตนต้องอาศัยความยืดหยุ่นทางความคิด ความเข้าใจในมิติทางวัฒนธรรม และความสามารถในการเข้าถึงโลกแห่งสัญลักษณ์และความหมายที่ซับซ้อน โดยบรรยากาศการโต้เถียงก็รุนแรงดุดัน มัน ๆ นัว ๆ ตามที่เขียนไว้เป็นอักษร

สรุปถ้าเปรียบเป็นการแสดงธรรม การแสดงธรรมแบบพระสารีบุตรจะทำให้คนร้องอ๋อ แต่พระโมคคัลลานะจะทำให้คนร้องว้าวซ่า แล้วการทำให้คนร้องว้าวได้เนี่ยแหละ คือรากของการมีอิทธิฤทธิ์

อ้างอิง : จากโมคลานะสูตรเป็นส่วนน้อย ใช้การตีความประเภทความคิดตามความรู้อันน้อยนิดจากคาร์ลจุง ส่วนการตีความภพต่าง ๆ อาจจะมาจากการใช้วิธีคิดแบบภาษาธรรม-ภาษาคนของท่านพุทธทาสก็ได้ แต่ก็ second hand จากอาจารย์ท่านอื่นอีกที ผสม ๆ กับความรู้อันน้อยนิดเกี่ยวกับ symbolism และปรัชญา/จิตวิเคราะห์ทั่ว ๆ ไป ซึ่งทั้งหมดมาจากอาจารย์เป็นร้อยเป็นพันคนที่เอ่ยชื่อไม่หมด โดยรวมแล้วกระบวนการเขียนไม่ได้ใช้ความรู้อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน แต่หนุกดีเฉย ๆ