"จะเกิดอะไรขึ้นหากผู้ปฏิบัติในกระแสธารแห่งมหานทีสละทิ้งเรือ... พวกเขาจะไปไม่ถึงฝั่ง"
ตัวเราไม่ใช่ของเรา - ปรากฏอยู่ในคำสอนของพุทธปรัชญา หลายคนคงเคยได้ยินประโยคนี้อย่างน้อยสักครั้งในชีวิต ไม่ว่าจะในห้องเรียนพุทธศาสนา รายการธรรมะทางโทรทัศน์ หรือแม้แต่บทสนทนาในโลกออนไลน์ และถูกนำมาพูดถึงด้วยคำอธิบายว่า "ตัวเรานี้ไม่ใส่ของเรา ร่างกายไม่ใช่ของเรา เราไม่ได้เป็นเจ้าของ แขน ขา หรือเส้นผมของเราเอง" ซึ่งมีการอ้างโดยทั่วไปว่าการเห็นเช่นนี้จะทำให้เราปล่อยวางได้ คนหลายคนเห็นด้วยกับวาทกรรมนี้ในทันที โดยพวกเขาอาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันหมายถึงอะไร แต่มันทำให้พวกเขารู้สึกได้รับอนุญาตให้วางภาระลง พวกเขาเบาสบายเพราะไม่มีต้องสนใจสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตเลยรวมถึงร่างกายของพวกเขาเอง
พวกเขากล่าวว่า เราไม่ได้เป็นเจ้าของร่างกายนี้อย่างแท้จริง เพราะเราไม่สามารถสั่งให้มันไม่แก่ ไม่เจ็บ หรือไม่ตายได้ ถ้าควบคุมไม่ได้ก็แสดงว่ามันไม่ใช่ของเรา ซึ่งการพูดเช่นนี้การให้เหตุผลที่เป็นเท็จ เพราะความสามรถในการควบคุม กับ ความเป็นเจ้าของ มันไม่เกี่ยวกันเลย
ความเป็นเจ้าของไม่เกี่ยวกับการมีอำนาจควบคุม แต่เกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ และความรับผิดชอบ
ลองคิดดูง่าย ๆ เราเป็นเจ้าของสุนัข แน่นอนว่าเราห้ามไม่ให้มันแก่ชราไม่ได้ เราเป็นเจ้าของแจกัน เราห้ามไม่ให้มันหล่นแตกไม่ได้ แม้กระนั้น เมื่อสุนัขแก่ลง เราก็ยังต้องดูแลมัน เมื่อแจกันแตก เราก็ยังต้องเก็บเศษแก้ว ความรับผิดชอบต่อสิ่งต่าง ๆ ที่เราควบคุมไม่ได้นั้นไม่ได้หายไปไหน
ร่างกายนี้ก็เช่นกัน เราเลือกได้ว่าจะกินอะไร คิดอะไร พาตัวเองไปอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบไหน เราเลือกได้ว่าจะทำร้ายหรือดูแลตัวเอง แม้ธรรมชาติของร่างกายจะต้องเสื่อมสลายลงในที่สุด แต่กรรมสิทธิ์หรือสิทธิ์ที่จะกระทำสิ่งต่าง ๆ และความรับผิดชอบต่อการกระทำมันไม่เคยหายไปไหนเลย
รากของการเข้าใจผิด คือปัญหาทางภาษา เพราะคำว่า "ของเรา" มีความหมายสองนัยยะ
ความหมายที่ 1 - เมื่อเรากล่าวว่า "เครื่องปั้นนี้เป็น-ของฉัน-" เรากำลังพูดถึงกรรมสิทธิ์ หรือสิทธิ์ที่จะกระทำการกับสิ่งต่าง ๆ - เราเป็นเจ้าของมัน เราซื้อมันมา เรามีสิทธิ์เสรีภาพเต็มที่จะขายหรือทำลายมันได้ - ในความหมายนี้ "ตัวเราไม่ใช่ของเรา" จึงแปลว่า เราไม่มีกรรมสิทธิ์เหนือร่างกายตัวเอง ซึ่งการบอกว่า เราไม่มีกรรมสิทธิ์เหนือร่างกายตัวเอง หรือทุกอย่างมันไม่มีความหมาย มันไม่ใช่ทางสว่างเลย แต่เป็นการละทิ้งความรับผิดชอบโดยใช้ธรรมะเป็นข้ออ้าง เป็นสุญนิยม (Nihilism)
เมื่อทุกอย่างไม่ใช่ของฉัน ทุกอย่างก็ไร้ความหมาย ร่างกายก็ไม่ต้องดูแล ความสัมพันธ์ก็ไม่ต้องรักษา ความรับผิดชอบก็ไม่จำเป็น นี่ไม่ใช่การหลุดพ้น แต่คือการทอดทิ้ง ซึ่งตรงข้ามกับสิ่งที่พุทธสอนอย่างสิ้นเชิง
ความหมายที่ 2 - เมื่อเราพูดว่า "ฉันก็เป็น-ของฉัน-แบบนี้" หรือ "นี่คือตัวฉัน" เราไม่ได้พูดถึงกรรมสิทธิ์เหมือนกับความหมายแรก แต่เรากำลังใช้ภาษาเพื่ออ้างอิงถึงตัวตนที่คิดว่ามีอยู่จริงและคงที่ ในความหมายนี้ "ตัวเราไม่ใช่ของเรา" จึงหมายความว่า มันไม่มีคำว่าฉันให้ยึดถือถาวรได้ มันไม่ได้บอกให้เราทิ้งความรับผิดชอบทิ้งกรรมสิทธิ์ แต่บอกให้ ปล่อยวางการยึดมั่นในภาพตัวตนที่ปั้นแต่งขึ้น เราไม่สามรถพูดได้ว่า "ฉันต้องเป็นของฉันแบบนี้เสมอ" หรือ "ฉันไม่มีวันเปลี่ยนได้"
ในคัมภีร์ใช้คำภาษาบาลีว่า "นตฺตํ มม" ซึ่งแปลตรงตัวว่า นั่นไม่ใช่ของเรา แต่บริบทที่ใช้คำนี้คือการชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่เราเข้าไปยึดว่าเป็น "แกนกลางตัวตน" ที่คงที่และยั่งยืน นั้นหาได้ไม่จริง
"รูปนี้ไม่ใช่ของเรา นั่นไม่ใช่เรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา" - อนัตตลักขณสูตร
อนัตตา ไม่ได้กำลังพูดว่า "ฉันไม่มีตัวตน" หรือ "ฉันควบคุมร่างกายของฉันให้คงที่ไม่ได้" แต่พูดว่า "มันไม่มีตัวตนที่คงที่ ถาวร และเป็นอิสระจากสิ่งอื่น" ยังมีการกระทำ ยังมีกรรมสิทธิ์ ยังมีผู้รับผิดชอบ ยังมีการเรียนรู้และเติบโต แต่ไม่มี "ฉัน" แข็งทื่อที่จำเป็นต้องยึดถือตลอดเวลา
การมองว่า ไม่มีตัวตนที่คงที่ถาวรให้ยึดถือ ไม่ใช่ว่าทุกอย่างไม่มีความหมาย เมื่อเข้าใจเช่นนี้ เราก็ยังรักษาร่างกายเพราะมันทำหน้าที่ต่าง ๆ ให้เรา เรายังรับผิดชอบต่อความสัมพันธ์ เรายังเรียนรู้และเติบโต เรายังมีกรรมสิทธิ์ที่จะสร้างกรรมดี และรับผิดรับชอบต่อผลกรรมนั้น แต่เราไม่ทุกข์ทรมานกับการที่ร่างกายมันแก่ลง หน้าตาเปลี่ยนไปหรือความคิดที่เคยเชื่อมั่นถูกท้าทาย เพราะเราไม่ได้ยึดกับภาพตัวตนหรือผลลัพท์นั้น เหมือนคนทำสวนที่รักต้นไม้ ดูแลมันอย่างดี แต่ไม่เสียใจเมื่อดอกไม้โรย เพราะรู้ดีว่านั่นคือธรรมชาติของดอกไม้
Comments